ตอนที่2ปลดปล่อย ชีวิตใหม่
“น้ำชาเ้าค่ะคุณชาย” เสี่ยวไป๋ชงชาร้อนและยกของทานเล่นมาวางบนโต๊ะในศาลาที่ผมนั่งอยู่ผมเพียงพยักหน้ารับแ่เบาโดยไม่พูดอะไรก่อนจะเบนสายตากลับไปมองน้ำตกจำลองที่อยู่ข้างศาลา และปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป
ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วสินะนับั้แ่ผมมาอยู่ ‘ที่นี่’
หลังจากที่ผมโผล่มาอยู่ที่นี่วันถัดมาผมก็ก้าวออกจากห้องนอนนั้นเพื่อออกมาสำรวจข้างนอกผมอยากรู้ว่าที่ผมอยู่คือส่วนไหนของประเทศไทย
แต่สิ่งที่ผมค้นพบคือทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากห้องนอน ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบช่างดูแปลกตาอย่างมากเหมือนกับผมหลุดเข้ามาในหนังจีนโบราณผู้คนที่ผมพบเจอล้วนสวมชุดประหลาดที่ผมมักจะเห็นในหนังจีนผมเดินไปที่ไหนก็มีแต่คนโน้มตัวเคารพ แต่ก่อนที่ผมจะออกสำรวจได้ไกลกว่านั้นเสี่ยวไป๋ก็ตามตัวผมเจอเสียก่อน เธอพาผมกลับเข้ามานอนในห้อง ๆ เดิม เพื่อให้ผมพักฟื้นร่างกาย
ผมไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพราะเริ่มรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเช่นกันแต่ผมยังไม่ถอดใจกับการค้นหาความจริงหรอก
และในวันนั้นเองผมก็ได้เจอผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่เสี่ยวไป๋บอกว่าเป็แม่ของผม
ฮูหยินจื่อลู่...
ฮูหยินจื่อลู่มีท่าทางดีใจอย่างมากที่รู้ว่าผมฟื้นแล้วเธอเข้ามากอด มาลูบหัวของผมด้วยท่าทางรักใคร่อย่างที่แม่ทั่วไปควรจะเป็วันนั้นทั้งวันและวันต่อ ๆ มา เธอจะมาหาผมที่เรือนหลังนี้ อยู่พูดคุยเป็เพื่อนป้อนผลไม้ให้ผม บางครั้งก็นำผ้ามาปักตอนที่ผมกำลังหลับพักผ่อนผมเองก็อยากจะคิดว่าเธอเป็แม่ของผมจริง ๆ แต่ชีวิตนี้ผมไม่เคยััคำว่าแม่ความรักของแม่ หรืออ้อมกอดของแม่ ดังนั้นเมื่อมีคนที่เสนอตัวมาเป็แม่ มาทำดีกับผมแม้จะทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นในใจแต่เพราะความคิดที่ว่าทุกอย่างเป็เพียงเื่ล้อเล่นทำให้ผมไม่อาจมีความสุขได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นเพื่อตอบแทนการแสดงความเมตตาของเธอที่มีต่อผมผมจึงไม่ได้เปิดโปงหรือโวยวายผมขออยู่กับความสุขใจจอมปลอมสักพักก่อนที่ทุกอย่างจะเฉลย
ส่วนคนอื่น ๆที่เสี่ยวไป๋บอกว่าเป็พ่อของผม ท่านแม่ทัพใหญ่เฟิงจิ้นหลิง และน้องชายของผมเฟิงเลี่ยงหรง ไม่รู้ว่าคนที่้าแกล้งผมหาตัวนักแสดงไม่ทันหรือยังไงเพราะั้แ่ที่ผมตื่นขึ้นมาก็ยังไม่เห็นหน้าพวกเขาเลย อย่างไรก็ตามคุณแม่กำมะลอได้ให้เหตุผลว่า ทั้งสองคนยังอยู่ที่ชายแดน ไม่อาจปลีกตัวมาได้แต่พวกเขาเขียนจดหมายแสดงความห่วงใยมาให้ผมด้วย ซึ่งคุณแม่ได้อ่านให้ผมฟังแล้ว
คุณแม่กับเสี่ยวไป๋คงเหนื่อยน่าดูนะครับเล่นละครกันอยู่สองคนเป็ตุเป็ตะ โดยเฉพาะคุณแม่ ท่านควรได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี
ผมใช้ชีวิตอยู่กับเสี่ยวไป๋และคุณแม่ได้ราวๆ สามสี่วัน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้วผมจึงขอให้เสี่ยวไป๋พาออกไปข้างนอก คุณแม่เห็นดีเห็นงามด้วยท่านอยากให้ผมได้ออกไปเปิดหูเปิดตาหลังจากนอนซมมานาน
ก่อนจะออกไปข้างนอก เสี่ยวไป๋ช่วยผมแต่งตัวกระจกทองเหลืองสะท้อนภาพของผมโดยมีภาพเสี่ยวไป๋อยู่ทางด้านหลังภาพที่สะท้อนจากกระจกทองเหลืองนั้น ไม่ได้ชัดแจ๋วเหมือนการส่องกระจกที่เราใช้เป็ประจำ
ผมพิจารณาภาพสะท้อนของตัวเองที่อยู่บนกระจกบานนั้นใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียว หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยเหมือนเมล็ดอัลมอนต์ จมูกโด่ง ริมฝีปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อร่างกายโปร่งบาง และผิวกายขาวนวลดั่งน้ำนม กอปรกับเส้นผมดำเงางามที่ล้อมกรอบใบหน้ายิ่งทำให้ดูงดงามราวกับเทพธิดา หากไม่บอกว่าผมเป็ผู้ชายผมคงคิดว่าตัวเองเป็ผู้หญิง ด้วยรูปลักษณ์ที่ต่างไปจากเดิมอาจเป็เพราะผมที่ยาวขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ และผิวที่ดูเปล่งประกายนั้น
ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผมประหลาดใจในครั้งแรก...แต่ผมกลับไม่ใส่ใจ และคิดเข้าข้างตัวเองว่ามีใครบางคน ทำอะไรบางอย่างกับผมของผม
น่าสงสาร...ผมช่างไม่รู้อะไรเลย
หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วเสี่ยวไป๋ก็พาผมเดินออกจากเรือนไปยังด้านนอกประตูใหญ่ของ ‘จวนสกุลเฟิง’
ทันทีที่ออกมา สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจอีกครั้งคือมีรถม้าที่เหมือนในหนังจีนจอดรออยู่ด้านหน้าจวน ม้าที่ทำหน้าที่ลากรถยืนส่ายหัวไปมาพลางขยับขาทำให้ผมชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเหตุการณ์นั้นยังไม่ทำให้ผมเฉลียวใจ
ผมขึ้นไปนั่งบนรถม้า ด้านในรถม้ามีการประดับตกแต่งอย่างงดงามเบาะรองนั่งบุนวมนุ่ม หน้าต่างรถม้ามีผ้าม่านสีขาวโปร่งแสงทิ้งตัวลงมาบดบังสายตาจากผู้คนภายนอก ชีวิตนี้ผมไม่เคยขึ้นรถมาเลยได้เปิดประสบการณ์ก็คราวนี้แหละ
การออกมาข้างนอกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อตามหาความจริง ผมถูกกักตัวอยู่ในโลกการแสดงนี้มานานพอสมควรแล้วแม้ผมจะไม่ได้เดือดร้อนอะไร ทั้งเสี่ยวไป๋กับคุณแม่กำมะลอก็ใจดีกับผมแต่ผมไม่ควรรู้สึกดีกับการถูกกลั่นแกล้งแบบนี้ เขาควรปล่อยผมไปได้แล้ว
ทว่ายิ่งผมออกมาไกลจากจวนเท่าไรยิ่งพบเจอผู้คนมากมายเท่าใด ความมั่นใจของผมก็ยิ่งสั่นคลอน ความมั่นใจที่ว่า...สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่คือการล้อเล่นของใครบางคน
ทั้งผู้คน การแต่งกายภาษา ร้านรวงต่าง ๆ และสิ่งก่อสร้างแปลกตามากมายที่ผ่านเข้ามาในครรลองสายตาของผมมันไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ตามสามารถสร้างขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เวลานั้นผมได้เผชิญหน้ากับผู้คนมากมายนอกจากเสี่ยวไป๋และคุณแม่กำมะลอที่ผมคิดว่าถูกจ้างมาทำให้ผมสับสน
ที่นี่ไม่ใช่โลกที่ผมเคยอยู่ไม่ใช่ประเทศไทยที่ผมเคยอยู่ ทุกอย่างมันแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่ภาษาที่ผมพูด หลังจากกลับมานั่งทบทวนกับตนเองแล้ว ผมเพิ่งตระหนักว่าภาษาที่ผมพูดออกไปคือภาษาจีนที่ผมไม่เคยเรียนแม้แต่น้อยแต่ผมกลับพูดได้อย่างลื่นไหลเป็ธรรมชาติ เหมือนว่ามันเป็ภาษาแม่ของตัวเองคงเพราะเหตุนี้จึงทำให้ผมไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติยามที่พูดออกไปเพราะผมคิดว่าตัวเองกำลังพูดภาษาที่คุ้นเคย
หลังกลับมาจากการไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอกผมเก็บตัวอยู่ในห้องเพียงลำพังหนึ่งวันเต็มเสี่ยวไป๋กับคุณป้าต่างแวะเวียนมาเคาะประตูเรียกแต่ผมก็ไม่ยอมออกไปและให้เหตุผลพวกเขาว่าผมเหนื่อย อยากพักผ่อน
สิ่งที่พบเจอมาทำให้ผมเสียศูนย์เล็กน้อยทั้งยังรู้สึกหวาดกลัว ผมจะเป็ยังไงต่อไป ผมต้องทำยังไง ผมไม่รู้เลย... ตอนนี้ผมกลายเป็ใครอีกคนไปแล้วผมต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันแสนประหลาดนี้เหรอ ต้องละทิ้งตัวตนเดิม ผมจะไม่ใช่ ‘มาศ’ อีกต่อไปแล้วเหรอ
แล้ว... เขาคนนั้นเล่าคนที่ผมตกหลุมรักมาตลอด หากผมจากมาแบบนี้ เขาจะเป็ยังไง เขาจะคิดถึงผมหรือเปล่าจะเสียใจไหม หรือว่าดีใจที่ผมไม่อยู่ขวางทางรักเขาอีกแล้ว
ผมต้องทำยังไงผมปล่อยวางเื่ของเขาไม่ได้ ผมยึดติดกับเขามากเกินไป...
หรือว่า...เพราะการกระทำอันเลวร้ายของผม ์จึงลงโทษให้ผมไม่อาจอยู่เคียงข้างเขาลงโทษให้ผมมาอยู่ในที่ที่ไม่สามารถมองเห็นเขาได้อีกตลอดไป...
ผ่านมาสามวันแล้วั้แ่ที่ผมค้นพบว่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการกลั่นแกล้งของใครบางคน แต่มันเกิดขึ้นจริง ผมกลายเป็ ‘เฟิงเจียวจิน’ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลแม่ทัพทั้งยังมีพ่อ แม่ และน้องชายเป็ครอบครัว
หลังจากเก็บตัวอยู่เพียงลำพังจนพอทำใจได้บ้างแล้วผมจึงออกมาเผชิญหน้ากับความเป็จริง ต่อจากนี้ผมจะใช้ชีวิตในฐานะ ‘เฟิงเจียวจิน’ และลบตัวตนของ ‘มาศ’ออกไป
บางทีอาจเป็เื่ดีการที่ไม่ได้เห็นเขาอีกแล้วในชีวิตนี้ อาจทำให้ผมตัดใจจากเขาได้ง่ายขึ้นถือว่าผมปลดปล่อยเขาให้ไปพบกับความสุขอย่างที่เขา้าโดยที่ไม่มีคนร้ายกาจแบบผมคอยขัดขวาง
ดังนั้นสิ่งแรกที่ทำหลังจากการเก็บตัวเงียบคนเดียวคือ ผมเรียกเสี่ยวไป๋เข้ามาและถามรายละเอียดที่ผมควรรู้เกี่ยวกับที่แห่งนี้
สิ่งที่เสี่ยวไป๋บอกผมคือที่นี่คือเมืองม่านเยว่ เมืองหลวงของแคว้นเจินจิน ซึ่งปกครองโดยฮ่องเต้อู๋ติ้งเกา ท่านพ่อของผมคือท่านแม่ทัพใหญ่ซึ่งตอนนี้ท่านไปประจำการอยู่ที่ชายแดน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกชนเผ่าทางเหนือโดยมีเฟิงเลี่ยงหรง น้องชายของผมผู้เป็รองแม่ทัพติดตามไปด้วย ส่วนท่านแม่ของผมเฟิงจื่อลู่ ท่านเป็ฮูหยินเพียงคนเดียวของท่านพ่อ
เสี่ยวไป๋เป็บ่าวรับใช้ข้างกายของผมเป็บ่าวรับใช้ที่เป็เพียงบ่าวจริง ๆไม่ใช่บ่าวอุ่นเตียงเหมือนที่ท่านชายทั้งหลายในนิยายจีนมักจะมีหรือต่อให้ก่อนหน้านี้เสี่ยวไป๋จะเป็บ่าวอุ่นเตียงของเ้าของร่างเดิมแต่ว่าหลังจากนี้เธอคงไม่ได้ทำหน้าที่นั้นอีกแล้ว เพราะผมไม่ได้ชอบผู้หญิง
เสี่ยวไป๋เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเ้าของร่างนี้ให้ผมฟังอย่างกระตือรือร้นเธอบอกว่าผมร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เกิด ท่านพ่อท่านแม่จึงไม่ยอมให้ผมทำงานหนักดังนั้นหน้าที่การสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพของตระกูลจึงตกไปเป็ของน้องชายซึ่งเฟิงเลี่ยงหรงก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม
อย่างไรก็ตามใช่ว่าผมจะไม่หยิบจับอะไรเลย ผมมีกิจการร้านผ้าเป็ของตัวเอง ชื่อว่าร้านลี่จินตั้งอยู่ในย่านการค้าของเมืองหลวง ร้านผ้าของผมมีชื่อเสียงและเป็ที่นิยมอย่างมากของเหล่าคุณหนูและฮูหยินทั้งหลายซึ่งข้อมูลนี้ทำให้ผมตาลุกวาว ผู้ที่ชอบสิ่งของสวยงามอย่างผม โดยเฉพาะเสื้อผ้านี่นับเป็เื่ดีที่ทำให้ผมไม่จมอยู่กับความเศร้านาน
“เสี่ยวไป๋”ผมหันไปเรียกเสี่ยวไปที่กำลังรินชาให้ผมอยู่ข้าง ๆ
“เ้าคะ”
“ไปเตรียมรถม้า”
“คุณชายจะไปที่ใดหรือเ้าคะ”
“ร้านลี่จิน”ผมพูดด้วยแววตาหมายมาด
หากต้องอยู่ที่นี่ต่อไปผมคงต้องทำอะไรบางอย่าง ชีวิตก่อนผมไม่มีอะไรเป็ของตัวเองเลย ผมยึดติดเพียงแค่เขาแต่ในชีวิตนี้ สิ่งมีค่าที่เป็ของผมมีเพียงอย่างเดียวคือร้านผ้าลี่จินผมจะทำให้ร้านผ้าของผมที่เป็ที่นิยมอยู่แล้ว มีเชื่องเสียงอยู่แล้วยิ่งทวีความโด่งดังให้ผู้คนภายนอกรู้จัก ไม่ใช่เพียงผู้คนในเมืองม่านเยว่แต่เป็คนทั่วทั้งแคว้นเจินจิน!