เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่เหมือนเฉินเหลียนเอ๋อร์ บนร่างกายเฉินเหลียนเอ๋อร์เหม็นกลิ่นสาบเงินเหมือนพวกผู้ดีใหม่อาภรณ์บนร่างเด็กหนุ่มมองแวบแรกดูเรียบง่ายถ่อมตนแต่แถบเสื้อกลับกุ๊นขอบด้วยดิ้นเงิน วัสดุยิ่งเป็นผ้าปักชั้นดี ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
สายตาของเด็กหนุ่มผู้นี้จับจ้องเยี่ยนเจาเจาตั้งแต่แรกแม้ไม่ปริปาก แต่ในสายตากลับแฝงความใคร่รู้เข้มข้น จนเยี่ยนเจาเจารู้สึกขุ่นเคือง
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้จักเขาแต่สังเกตแวบเดียวก็ทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์เดือดดาล “เจ้ามองไปทางไหนนี่พี่ชายของข้า เจ้ายังมองพี่ชายตนเองไม่พอหรือไร?”
น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มผู้นี้กับเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่มีส่วนใดคล้ายคลึงกันกอปรกับเยี่ยนเจาเจารู้ประวัติตระกูลของเฉินเหลียนเอ๋อร์จนทะลุปรุโปร่งเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่มีพี่ชายแท้ๆ แน่นอน
หากไม่ใช่พี่ชายในไส้แล้วโกรธเยี่ยงนี้ เกรงว่าจะเป็นพี่ชายที่รักแล้ว
“เช่นนั้นต้องขออภัยด้วยพี่ชายข้าหน้าตาดีกว่าพี่ชายเจ้าเยอะ”
เยี่ยนเจาเจาพูดอย่างใจเย็น และไม่ต่อบทสนทนาอีก
เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธกับคำพูดธรรมดาของเยี่ยนเจาเจาจนควันออกหูแต่ไม่รู้ไป๋ฝูฉวีขยับเข้าไปกระซิบอะไรข้างหูนาง สีหน้านางถึงดีขึ้นฉับพลันกระทั่งแฝงความภาคภูมิใจเล็กน้อย
“ข้าไม่เอาความกับเจ้าหรอกพี่ชายเจ้าไม่ช้าก็เร็วต้องแต่งงานกับคนอื่นใครมีน้องสาวสามีเช่นเจ้าคงโชคร้ายสุดๆ”
เฉินเหลียนเอ๋อร์กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่คนเดียวนัยน์ตายังแฝงความเขินอายอย่างยากจะเอ่ย
ช่างระคายตาเสียจริง
สีผิวของเฉินเหลียนเอ๋อร์นับวันยิ่งหมองคล้ำส่วนสูงยังเท่าเดิม แต่กลับอวบขึ้นเรื่อยๆให้คนชอบของสวยงามอย่างเยี่ยนเจาเจามองหน้าดำคล้ำเขินอาย มันเป็นการทรมานกันชัดๆ
เยี่ยนเจาเจาทนดูไม่ไหวจึงหันกลับไปเฉินเหลียนเอ๋อร์ดันคิดว่านางพูดแทงใจเยี่ยนเจาเจาเข้า จึงได้ดีใจสุดขีด
หารู้ไม่ว่าในสายตาเยี่ยนเจาเจานางเป็นเหมือนนักแสดงตลกที่ร้องงิ้วทั้งยังร้องได้ห่วยแตก
สายตาของเด็กหนุ่มเบนจากร่างเยี่ยนเจาเจามาที่เฉินเหลียนเอ๋อร์รอยยิ้มแทบจะเหือดหายโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเบือนไปตรงใบหน้าเล็กขาวราวหิมะของไป๋ฝูฉวีพลันปรากฏแววชื่นชมเล็กน้อย แต่ก็หันกลับมาที่เยี่ยนเจาเจาอย่างรวดเร็ว
เฉินเหลียนเอ๋อร์อาจไม่รู้ แต่เด็กหนุ่มรู้ดีเครื่องประดับผมสีม่วงธรรมดาที่เยี่ยนเจาเจาติด ล้วนทำจากหยกสีม่วงใสไร้ตำหนิเพียงเครื่องหัวก็แพงกว่าชุดหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์แล้ว
เฉินเหลียนเอ๋อร์ยังคงกระซิบกระซาบกับไป๋ฝูฉวีไม่รู้พูดนินทาอะไรกัน แต่ยิ้มแย้มผุดผาดเหมือนดอกไม้ราวกับมีความสุขนักหนา
เยี่ยนเจาเจาสงสัยนักว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงเอาแต่ระริกระรี้ต่อหน้าเยี่ยนเจาเจาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไม่ตบนางสักฉาดนางก็จะไม่รู้ว่าตนน่ารำคาญ?
ยิ่งกว่านั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์กับไป๋ฝูฉวีไม่ใช่คนหยางโจวหรอกหรือมารั้งอยู่ซูโจวเพื่ออะไรกัน?
น้ำเสียงน่าสงสารอยู่เป็นนิจของไป๋ฝูฉวีเอ่ยราวกับอ่านใจเยี่ยนเจาเจาได้แล้วกระโดดออกมาคลายข้อสงสัยให้เยี่ยนเจาเจาอย่างทันท่วงที
“พี่เหลียนเอ๋อร์ อาจ้าวเพียงพูดคุยกับคุณชายท่านนี้เท่านั้นพวกเราเองก็ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก
พวกเราไปกันก่อนเถอะท่านลุงท่านป้ายังรอพวกเราอยู่ที่หอเทียนเซียง เกรงใจท่านลุงท่านป้าที่หวังดีอนุญาตให้ท่านไม่ต้องเดินทางไกลกลับเมืองหยางโจวแล้วมาฉลองปีใหม่กับท่านที่เมืองซูโจวน่ะ
ข้าเองก็อาศัยบารมีพี่เหลียนเอ๋อร์ด้วยถึงสามารถรั้งอยู่ข้างกายพี่หญิง ร่วมฉลองปีใหม่กับพี่หญิงได้”
หอเทียนเซียง?
เยี่ยนเจาเจาเริ่มสนใจ
ไป๋ฝูฉวีกระตุกแขนเสื้อเฉินเหลียนเอ๋อร์อย่างน่าเห็นใจดวงตาแดงก่ำราวกับโดนกลั่นแกล้ง
พูดแล้วก็หันกลับมา ขบริมฝีปากแดงฉ่ำเบาๆ อย่างงดงาม และชวนสงสารรักใคร่“น้องอาจ้าว เจ้าอย่าโกรธเลย เป็นพวกเราไม่ดูตาม้าตาเรือเองไม่ได้ตั้งใจพูดจามั่วซั่ว พี่เหลียนเอ๋อร์อายุน้อยเลยปากไวไปสักหน่อยเจ้าช่วยอภัยให้ด้วย”
“เจ้าใจดีเกินไป หยวนชิงจ้าวไร้ยางอายมานานแล้ววันนี้ยั่วยวนบุรุษกลางถนน เจ้ายังช่วยนางพูด เมื่อครู่พวกเราเห็นแล้วไม่ใช่หรือว่านางไม่รู้จักคุณชายผู้นี้เลยบางทีอาจจะอยากแต่งกับคนเป็นขุนนางก็ได้”
เฉินเหลียนเอ๋อร์เยาะเย้ยคำพูดของไป๋ฝูฉวี
เมื่อก่อนเยี่ยนเจาเจางานยุ่งไม่มีโอกาสพบหน้าเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่วันๆ เอาแต่เอ้อระเหยลอยชายนักคราวนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์ยืดตัวขึ้นมาได้ ต้องวิพากษ์วิจารณ์เยี่ยนเจาเจาอย่างรุนแรงสักยกถึงพอใจ
ไม่รู้ไป๋ฝูฉวีใช้คำหวานอะไรล่อลวงเฉินเหลียนเอ๋อร์กันแน่ช่างโง่งมจริงๆ
“พี่เหลียนเอ๋อร์ ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องผิดอันใดข้ากลับคิดว่าคุณชายท่านนี้หล่อเหลางามสง่า เข้ากันกับอาจ้าวทีเดียวถือเป็นเรื่องดีนะ”
ไป๋ฝูฉวีไม่โต้แย้งคำพูดของเฉินเหลียนเอ๋อร์คำพูดนี้ฟังดูเหมือนแก้ต่างให้เยี่ยนเจาเจา ทว่าความจริงกำลังสาดโคลนใส่เยี่ยนเจาเจาต่างหาก
“อะไรกัน ที่นี่มิใช่ตรอกลึกเสียหน่อย เหตุใดจึงได้ยินเสียงสุนัขเห่ากันพี่ชาย เจ้าได้ยินหรือไม่?”
เจียงไหวเก็บพัดในมือดัง “ฟึ่บ” ทำสีหน้าฉงนก่อนหันมองเจ้าของแผงลอยข้างกายตนเอง
เขาไม่โมโหเพราะตนโดนเฉินเหลียนเอ๋อร์กับไป๋ฝูฉวีพาดพิงดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัยจนเยี่ยนเจาเจารู้สึกขบขัน
เห็นได้ชัดว่าเจียงไหวปากร้ายและเจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งนัก!
มิน่าชาติก่อนถึงแปรพักตร์ไปเข้ากับเป่ยหรงเว่ยวั่งสวินกับแคว้นต้าซีปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ เขาทรยศแคว้นเพื่อเอาคืนเยี่ยนเจาเจาก็ค่อนข้างเข้าใจ
เวลานี้มองออกเลยว่าเจียงไหวเป็นคนแบ่งแยกรักและเกลียดอย่างชัดเจนอยู่เหมือนกันทั้งยังไม่รักหยกถนอมบุปผา พูดจาเย็นชาไร้น้ำใจกับคุณหนูงดงามสองคนได้หน้าตาเฉย
“ได้ยินแล้ว จะว่าไปเสียงเห่าหอนค่อนข้างดังทีเดียวแล้วมีถึงสองตัว เอะอะมะเทิ่งเสียจนน่ารำคาญ วันนี้ข้าคงไม่ตั้งแผงขายที่นี่แล้วขอลาขอรับ”
พ่อค้าแผงลอยเอ่ยยิ้มๆเหมือนไม่กลัวเฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธเคือง แล้วยังลุกขึ้น เก็บพัดพับและข้าวของอื่นๆบนแผงลอยของตนต่อหน้า
เฉินเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ทันตั้งตัวใบหน้าไป๋ฝูฉวีก็แดงด้วยความโกรธ ส่วนเด็กหนุ่มดวงตาดอกท้อกลั้นหัวเราะไม่อยู่เสียแล้ว
“ดีนัก เจ้าด่าว่าข้าเป็นสุนัขหรือ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธจนหายใจไม่ทัน กระทืบเท้าปึงปังเห็นพ่อค้าแผงลอยคนนั้นเผ่นไปแล้วก็ดวงตาแดงเถือก
“น่าขันนัก ตัวข้าเฉินเหลียนเอ๋อร์โตมายันปานนี้ เพิ่งเคยโดนพวกคนชั้นต่ำด่าประจานครั้งแรกข้าต้องถลกหนังเจ้าคนบัดซบนี้ให้ได้ ท่านพี่ ท่านไปตามเขากลับมาให้ข้าเลย!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์หยาบคายใส่เด็กหนุ่มข้างกาย
คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ช่วยนาง เขากลอกตาราวกับไม่ได้ยินไม่ปิดบังกระทั่งสีหน้ารังเกียจด้วยซ้ำ
หากเป็นพี่น้องแท้ๆ กันคงแปลกน่าดู!
แต่เยี่ยนเจาเจาเดาออกว่าเด็กหนุ่มคนนี้น่าจะมีสายสัมพันธ์ทางญาติพี่น้องกับเฉินเหลียนเอ๋อร์อาจเป็นญาติผู้พี่หรือเป็นคนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์หลงรัก
“ประการแรก ศิษย์พี่หญิงไป๋ข้าพูดไปหลายหนแล้วว่าในบ้านข้ามีคุณหนูคนเดียว ไม่มีพี่น้องมั่วซั่วที่ไหน หรือมารดาของศิษย์พี่หญิงไป๋ไม่สนศีลธรรมมีพี่หญิงน้องหญิงหลากหลายคนให้ศิษย์พี่หญิงไป๋?
แต่เกรงว่าข้าคงรับโชควาสนานี้ไม่ไหวศิษย์พี่หญิงไป๋รับไว้เองเถอะ ข้ากลัวฟังคำเรียกพี่น้องของท่านแล้วจะอายุสั้นลง ศิษย์พี่หญิงเฉินไม่รังเกียจพี่น้องหญิงของเจ้านับพี่นับน้องกัน แต่ข้าทำไม่ได้ ขอร้องเจ้าอย่าทรมานชีวิตน้อยๆ ของข้าอีก”
ปกติเยี่ยนเจาเจาไม่พูดสักเท่าไร แต่พอเอ่ยออกมากลับเจ็บแสบทุกคำและเพียงคำพูดก็ทำให้คนได้ยินโกรธจนควันออกหู
เด็กหนุ่มข้างๆ ฟังแล้วหัวเราะออกมาตรงๆ
ไป๋ฝูฉวีร่ำไห้กับคำพูดของเยี่ยนเจาเจา
ประโยคนี้รุนแรงกว่าก่อนหน้ามาก
เยี่ยนเจาเจารู้ว่ามารดาของไป๋ฝูฉวีเป็นนักแสดงงิ้วสมัยยังสาวปัจจุบันไม่ได้แต่งงาน กล่าวกับคนนอกว่าตนเป็นม่ายสาวสูญเสียสามีไป แต่ความจริงคืออดีตคนเลี้ยงดูไม่ต้องการนางและไป๋ฝูฉวีก็เกิดมาจากความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว
ครอบครัวคนเลี้ยงดูมีภรรยานานแล้วรวมถึงบุตรที่ถูกต้องชอบธรรมของตนเอง กระทั่งแซ่ของบิดาไป๋ฝูฉวียังไม่อาจครอบครองจำต้องใช้แซ่ไป๋ของมารดาไป๋มาตั้งแต่เกิด จวบจนบัดนี้ก็ไม่เปลี่ยน
แต่ต่อไปจะเปลี่ยนหรือไม่ เยี่ยนเจาเจาไม่รู้แล้วอย่างไรเสียดอกบัวขาวอาบพิษดอกนี้ก็เจ้าเล่ห์เพทุบายบางทีคงมีวิธีที่ดีกว่ามารดาตนเองหลายร้อยพันเท่า
นี่คือความลับหนึ่งที่ไป๋ฝูฉวีไม่อาจแพร่งพรายได้นางเก็บความลับอย่างระมัดระวังมาตลอด ไม่กล้าให้คนอื่นล่วงรู้เยี่ยนเจาเจากล่าวเช่นนี้ นางรู้ตั้งนานแล้วเลยจงใจแดกดันหรือพูดจาส่งเดชกันแน่?
ไป๋ฝูฉวีไม่ทราบ
ไม่รู้เพราะโกรธเยี่ยนเจาเจาหรือเสียงหัวเราะไม่เสแสร้งของเด็กหนุ่มคนนั้นทำร้ายจิตใจอันเปราะบางไป๋ฝูฉวีถึงยกผ้าเช็ดหน้ามาปิดบังใบหน้า ก้มศีรษะร้องสะอึกสะอื้นแผ่วเบาทำให้ดูงดงามน่ารักใคร่ เอาละ จะมีคนสงสารนางหรือไม่?
เด็กน้อยร้องไห้มักได้ดั่งใจเสมอจริงๆ
เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะอยู่พักหนึ่งค่อยหันข้างไปกระซิบปลอบโยนไป๋ฝูฉวีไม่แยแสเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่โกรธจนตัวพองด้านข้างสักนิด
เฉินเหลียนเอ๋อร์ยังอยากแผดเสียง แต่เยี่ยนเจาเจาอุดปากนางด้วยประโยคเดียว
“ศิษย์พี่หญิงเฉิน หากท่านมีเวลาถลกหนังผู้อื่นมิสู้พินิจตัวเองดูเล่าท่านสอบไม่ผ่านเกณฑ์สอบปลายภาคจบปีการศึกษามาสองครั้งติดต่อกันแล้วเกรงว่ากลับไปปีหน้าท่านปู่ข้าจะให้ท่านกลับบ้านเอา ไม่รู้ถึงตอนนั้นท่านจะยังฮึกเหิมเปี่ยมชีวิตชีวาหาเรื่องข้าฉอดๆ เช่นตอนนี้ได้หรือไม่”
จากมุมของเยี่ยนเจาเจา เจียงไหวไม่เห็นหน้านางนางจึงเลิกผ้าโปร่งหมวกคลุมที่ปิดบังใบหน้าตนขึ้นขยิบตาใส่เฉินเหลียนเอ๋อร์อย่างงดงามไม่มีท่าทีขุ่นเคืองเพราะคำพูดเพ้อเจ้อของพวกนางเมื่อสักครู่เลย
เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธเยี่ยนเจาเจาจนร้องไห้
“หยวนชิงจ้าว เจ้าน่ะนอกจากสอบได้คะแนนดีกว่าข้ายังมีความสามารถอันใดอีก? ใช้ผลสอบมาหมิ่นคนอื่น คิดว่าเลิศเลอนักหรือ!”
เยี่ยนเจาเจาเดินไปข้างหน้า ขู่เฉินเหลียนเอ๋อร์จนสะดุ้งเฮือก
นางโน้มตัวประชิดใบหูของเฉินเหลียนเอ๋อร์ ใบหน้าแต้มรอยยิ้มเจิดจ้าทว่าถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและถากถาง“ไม่เพียงแต่สอบได้คะแนนดีกว่าเจ้าเท่านั้นอย่างน้อยก็สามารถแฉเจ้าจนหมดเปลือกให้เจ้าขายขี้หน้ากลางถนนได้”
เฉินเหลียนเอ๋อร์ตกตะลึงกับคำพูดนี้ตั้งสติได้กำลังจะผลักเยี่ยนเจาเจาตามสัญชาตญาณ แต่กลับโดนเยี่ยนเจาเจาเบี่ยงตัวหลบส่วนตัวนางออกแรงมากเกินไปจึงได้ล้มหน้าคะมำลงกับพื้น
เฉินเหลียนเอ๋อร์หน้าเลอะฝุ่น ความเจ็บปวดอัปยศสองเท่าทั้งทางจิตใจและร่างกายทำให้น้ำตาไหลทะลักออกมา
นางไม่มีที่ระบายความตระหนกและเกรี้ยวกราดในใจจึงนั่งปวกเปียกร้องไห้ลั่นอยู่บนพื้น
สภาพนี้ดูน่าหวาดกลัว เสียงดังสนั่นเสียจนเรียกได้ว่าสั่นคลอนภูเขากระทั่งเยี่ยนเจาเจายังสะดุ้งถอยหลังหลายก้าว ก่อนลูบหน้าอกตนเองจงใจทำหน้าตาดัดจริต “เสียงดังอะไรขนาดนี้ ตกใจแทบแย่!”
ไป๋ฝูฉวีได้รับการปลอบโยนจากเด็กหนุ่ม น้ำตาเพิ่งจะหยุดไหลเห็นท่าทางของเยี่ยนเจาเจาก็แทบหายใจไม่ออก
เยี่ยนเจาเจาเลียนแบบท่าทียามปกติของนางทำให้นางทั้งอึดอัดและอับอาย จนเสียงสะอื้นที่เพิ่งหยุดดังขึ้นอีกระลอก
สตรีในอาภรณ์หรูหราสองคนร่ำไห้กลางถนนถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดคนรอบข้างไม่น้อยเริ่มแอบมุงดู ชี้นิ้วจับผิดและวิพากษ์พิจารณ์ไม่ขาดสาย
“หากยังสนใจไปทานอาหารที่หอเทียนเซียงอย่าลืมระบุชื่อของข้าเล่า ข้าจะตัดบัญชีให้พวกเจ้า ถือเป็นการขอโทษสำหรับความ‘ปากไว’ ของข้าวันนี้
เพียงแต่คำพูดเมื่อครู่ของพวกเจ้าก็ปากไวเช่นกันข้าเลยจะพูดอีกครั้ง ขอเชิญพวกเจ้าไปทานอาหารที่หอเทียนเซียงพวกเราจะได้ไม่ติดค้างกัน
หอยเป๋าฮื้อ กระเพาะปลา และหอยงวงช้างกับอุ้งตีนหมีของหอเทียนเซียงอร่อยที่สุดพวกเจ้าต้องไปลองชิมล่ะ”
เยี่ยนเจาเจาทิ้งท้ายไว้ก่อนหันหลังเดินจากไปได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ข้างหลังดังขึ้นเรื่อยๆ
นางไม่กลัวว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะเรียกราคาสูง คนรักหน้าตายิ่งชีพอย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่มีทางใช้ชื่อเยี่ยนเจาเจาไปทานอาหารแน่หรือต่อให้นางกล้า หอเทียนเซียงก็เป็นของเยี่ยนเจาเจา จะขัดสนอาหารมื้อหนึ่งหรือ?
เยี่ยนเจาเจาเวลานี้รู้สึกมั่นใจที่ตนมีเงินแล้วคิดว่าพี่ชายรองของตนช่างยอดเยี่ยม พลางเดินอย่างอารมณ์ดี
เจียงไหวตามไปทันทีที่เยี่ยนเจาเจาออกเดิน
เยี่ยนเจาเจาเห็นเจียงไหวตามมาน้ำเสียงถากถางเยาะหยันเมื่อครู่พลันเลือนหายไป เพียงอมยิ้มกล่าวว่า “คุณชายเจียง ทำให้ท่านหัวเราะเยาะแล้วสหายร่วมเรียนทั้งสองของข้าปกติก็เป็นเช่นนี้ ท่านมองเป็นเรื่องขำขันเถอะเจ้าค่ะ”
เจียงไหวตอบกลับด้วยรอยยิ้มตาหยีราวกับไม่โกรธเคืองสักนิด“ข้าจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับนักแสดงงิ้วสองคนทำไม พวกนางแสดงกันเก่งทีเดียวข้าไม่ได้ตกรางวัลให้ด้วย บกพร่องแล้ว”
คนหน้าเนื้อใจเสือสองคนสบตากันก็มองเห็นความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในของทั้งสองฝ่าย พลันเกิดความสนใจขึ้นมา
“รวมตัวที่หอเทียนเซียง วันนี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง”
เจียงไหวชิงเอ่ยก่อน
คุณชายเป็นฝ่ายเชิญคุณหนูไปดื่มและพูดคุยที่เหลาอาหาร อาจดูบุ่มบ่ามไร้มารยาทเล็กน้อยที่เมืองซูโจวแต่ความจริงเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนักสำหรับเมืองเซียงเฉิง
เจียงไหวแค่รู้สึกว่าตนพบคนที่สามารถแบ่งปันความรู้ด้านวรรณกรรมร่วมกันทั้งยังไม่ใช่คนสร้างภาพว่าซื่อสัตย์หรือเปิดเผยบนโลก ไม่ว่าจะเป็นบุรุษสตรีหรืออายุเท่าไรหากคุยกันถูกคอก็ถือว่ารู้ใจแล้ว