ในครัวเล็กๆมีน้ำแกงไก่ที่เหลือจากมื้อเช้าตั้งอยู่และตรงกลางโต๊ะมีถ้วยปลาต้มเปรี้ยวขนาดใหญ่ พอได้กลิ่นหอมฉุยก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึกๆ
กลิ่นหอมอบอวลชวนน้ำลายสอฉินไห่เยว่นั่งลงแล้ว ก็รีบใช้ตะเกียบคีบหางปลาชิ้นใหญ่ขึ้นมา
เธอกำลังจะลงมือกินข้าวแต่ตะเกียบของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็พุ่งเข้ามา คีบหางปลาออกไปแบบไม่ลังเลสักนิดพอดีกับที่ฉินไห่หยางเดินเข้ามาในครัว
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวทำแบบนั้นฉินไห่หยางก็ปรี่เข้ามา ตวาดเสียงดัง "เมื่อกี้ยังบอกว่าจะไม่ขายพวกเราไม่ใช่เหรอแล้วตอนนี้กลับมาแย่งปลาจากชามของไห่เยว่ ว่าแล้วว่าคุณน่ะมันใจร้าย..."
ฉินไห่หยางยังพูดไม่ทันจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คีบเอาเนื้อปลาสีขาวส่วนกลางที่ดูน่ากิน วางลงในชามของฉินไห่เยว่
เมื่อเห็นฉินไห่หยางยืนอยู่ตรงนั้นทำท่าทางเหมือนกับผู้ใหญ่ ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดขำไม่ได้“ลูกไม่รู้เหรอว่าหางปลามันมีก้างเยอะที่สุดแม่แค่เปลี่ยนให้ไห่เยว่ ลูกก็โกรธแล้วเหรอ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังคงยิ้มฉินซู่หันมาจ้องฉินไห่หยางเขม็ง ด้วยแรงกดดันจากพ่อเขาจึงได้แต่ก้มหน้าหดคอพูดเสียงเบาๆ ว่า "ขอโทษครับ"
ฉินซู่วางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ปัง' แค่เห็นสีหน้าของเขาก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้วฉินไห่เยว่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าแตะต้องปลาในชามอีกเลย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดันฉินซู่เบาๆ"เอาเถอะ ก่อนหน้านี้ฉันเองก็คิดอะไรตื้นๆทำไม่ดีกับพวกเขาก่อน ลูกจะคิดแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก"
"กินข้าวกันเถอะลองชิมปลาต้มเปรี้ยวที่แม่ทำดูสิ ถ้าพวกลูกชอบ ไว้แม่จะทำให้กินอีกบ่อยๆ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดไปยิ้มไปเธอคีบเนื้อปลาชิ้นสวยๆ วางลงในชามของฉินไห่เยว่และฉินไห่หยาง"ต่อไปคงต้องฝากพ่อของพวกลูกหาปลาให้แล้วล่ะแม่ไม่เก่งเื่พวกนี้หรอก"
เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้นฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่ก็คลายความระแวงลง พอได้ลองชิมน้ำแกงปลาต้มเปรี้ยวแล้วดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้าง
รสชาติของปลาต้มเปรี้ยวนั้นอร่อยจนบอกไม่ถูก
รสชาติหอมอร่อยทำให้พวกเขากินเนื้อปลาจนเกลี้ยงเมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ก็ลูบท้องเอนหลังพิงเก้าอี้ รู้สึกอิ่มจนไม่อยากขยับไปไหน
ฉินซู่ออกไปผ่าฟืนส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จัดการทำความสะอาดครัวให้เรียบร้อยพอเดินออกมาเห็นฉินไห่เยว่นั่งพิงเก้าอี้ ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพลิกตัวไปมาอยู่ไม่นิ่ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเธอจึงเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
"เสี่ยวเยว่" ต่งเสี่ยวเสี่ยวทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าฉินไห่เยว่ "ปวดท้องมากใช่ไหม แม่ช่วยนวดให้ดีหรือเปล่า?"
ฉินไห่เยว่กะพริบตาท่าทีที่เปลี่ยนไปของต่งเสี่ยวเสี่ยว ทำให้เธอสับสน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นเธอก็พยักหน้า
ต่งเสี่ยวเสี่ยวขยับตัวเข้าไปให้ศีรษะของฉินไห่เยว่วางบนตัก เธอยื่นมือออกนวดวนเป็วงกลมตามเข็มนาฬิกาเบาๆบนหน้าท้องของเด็กน้อย
ไม่รู้ว่าเป็เพราะสบายเกินไปหรืปเปล่าพอต่งเสี่ยวเสี่ยวนวดไปได้สักพัก ฉินไห่เยว่ก็ผล็อยหลับไปในอ้อมอกของเธอ
พอได้เห็นเด็กตัวน้อยๆ แบบนี้แล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธออุ้มเด็กน้อยเข้าไปในห้องฉินซู่ที่กำลังผ่าฟืนอยู่ข้างๆ เห็นทุกอย่างที่เธอทำมาโดยตลอด
ถ้าต่งเสี่ยวเสี่ยวมีความคิดที่จะทำอะไรไม่ดีเขาก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าไปในทันที
แต่จากที่เฝ้าดูมาตลอดต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะทำร้ายเด็กทั้งสองเลย
หรือว่าเธอจะกลับตัวกลับใจแล้วจริงๆ?
ฉินซู่ส่ายหน้าขอแค่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ชีวิตตอนนี้ก็ถือว่าสงบสุขถ้าเป็แบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย
เริ่มค่ำแล้ว เขาไม่ควรจะคิดมากอีกต่อไป
แต่เมื่อเดินเข้าไปในบ้านเขาก็เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวนั่งรอเขาอยู่ข้างเตียง ส่วนเด็กทั้งสองหลับไปแล้วเธอคงจะมีเื่ที่อยากจะพูดคุยกับเขา
นับั้แ่ที่ทั้งสองทะเลาะกันครั้งนั้นความสัมพันธ์ในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะราบรื่นขึ้น ฉินซู่เดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ เธอ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดอย่างตรงไปตรงมา"เมื่อก่อนฉันเคยเรียนแพทย์แผนจีนมาบ้างพรุ่งนี้ฉันอยากจะไปซื้อชุดเข็มเงินที่ตลาดจะได้มีประโยชน์ตอนที่ทำงานในสถานีอนามัยมากขึ้น"
ศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นลึกซึ้งถึงตอนนี้จะมีหลายคนที่เชื่อมั่นในแพทย์แผนตะวันตกแต่เธอก็ยังถนัดการใช้เข็มเงินมากกว่า
"อืม เธอไปซื้อเถอะ" ฉินซู่ตอบรับสั้นๆบรรยากาศระหว่างทั้งสองดูเหมือนจะกลับมากระอักกระอ่วนอีกครั้ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวบีบสันจมูกเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงอาการาเ็ที่ขาของฉินซู่ เธอจึงพูดเสียงเบาๆ“ฉันขอดูขานายหน่อยได้ไหม?”
ฉินซู่ชะงักไปครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นสายตาของต่งเสี่ยวเสี่ยว เขาก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเลิกขากางเกงขึ้น ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงทรุดตัวลงนั่ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าทั้งสองจึงหันเข้าหากันในระหว่างที่ตรวจอาการ เธอก็บีบที่หัวเข่าของเขาเป็ระยะ
"ตรงนี้รู้สึกไหม?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวกดลงไปเบาๆ ฉินซู่ส่ายหน้า เธอออกแรงมากขึ้นเล็กน้อยฉินซู่ก็ยังคงส่ายหน้า
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกแปลกใจจึงลองกดจุดต่างๆ บนร่างกายเขาหลายจุด แต่ละครั้งก็กดลงไปแรงๆแต่ฉินซู่ก็ส่ายหน้าอย่างหมดหวัง
เมื่อต่งเสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นยืนเขาก็ปล่อยขากางเกงลง แค่นยิ้มออกมาและพูดว่า "ขาของฉันก็เป็แบบนี้แหละเธอไม่ต้องเสียแรงเปล่าหรอก พวกเรา..."
"ใครบอกว่าขาของนายรักษาไม่ได้?"เขาพูดยังไม่ทันจบก็ถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวขัดขึ้นมา เธอเลิกคิ้วขึ้น"เมื่อกี้ฉันตรวจดูเบื้องต้นแล้วขาของนายไม่ได้เจ็บหนักอะไรสักหน่อย"
"ที่เป็แบบนี้เป็เพราะตอนนั้นรักษาช้าเกินไป แพทย์แผนตะวันตกไม่สามารถรักษาโรคของนายได้แต่หากใช้การฝังเข็มและทานยา ก็ยังพอมีหวังที่จะหายได้"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเคยเห็นเคสแบบนี้มาก่อนเธอสังเกตว่า ถึงจุดชีพจรหลายจุดจะกดแล้วไม่รู้สึกอะไร แต่ขาก็ยังอุ่นอยู่ แสดงว่ายังมีหวังที่จะรักษาให้หายได้
"จริงเหรอ?" พอได้ยินเธอพูดแบบนั้นดวงตาของฉินซู่ก็เป็ประกายขึ้นมาทันทีแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
เมื่อเห็นฉินซู่ดีใจมากต่งเสี่ยวเสี่ยววางมือลงบนไหล่ของเขา "พรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อเข็มเงินกลับมาลองใช้กับนายสักสองสามวัน หลังจากนั้นขาของนายน่าจะเริ่มรู้สึกได้บ้างแล้ว"
หัวใจที่ไม่ได้เต้นมานานของฉินซู่กลับเต้นตึกตักขึ้นมาสองสามครั้งในตอนที่มือของต่งเสี่ยวเสี่ยววางลงบนไหล่ของเขา ก่อเกิดเป็ความรู้สึกสับสนภายในใจ
ในใจของเขาเกิดความหวังเล็กๆ ขึ้นมา
ทั้งคู่ล้างหน้าเสร็จแล้วจึงเข้านอนส่วนฉินไห่หยางกลับลืมตาขึ้นหลังจากที่พวกเขานอนหลับไปแล้ว มองห้องที่มืดมิดในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด
เขาตื่นั้แ่ที่ทั้งสองคนพูดคุยกันและแอบฟังทุกอย่าง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ยังไงกันถึงกับบอกว่าจะรักษาขาของพ่อเขาให้หายได้?
ถึงแม้จะนึกดูถูกอยู่ในใจแต่ฉินไห่หยางก็ยังหวังในใจลึกๆว่าถ้าผู้หญิงคนนี้สามารถรักษาขาของพ่อเขาให้หายได้จริงเขาก็อาจจะทำใจให้อภัยเธอได้
เช้าวันต่อมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่ทันตื่นดีก็มีเสียงเคาะประตู 'ปังๆๆ' ดังมาจากข้างนอก พร้อมกับเสียงด่าทอ
"ต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"
"ต่งเสี่ยวเสี่ยว ตายไปแล้วหรือไง?ถ้าเธอไม่ออกมา ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ!"
เสียงเอะอะโวยวายทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวพลิกตัวไปมา แต่ก็นอนไม่หลับ เธอใช้ผ้าห่มอุดหูก็ไม่ได้ผลเธอพอจะฟังออกว่าคนข้างนอกคือป้าเฮ่อ
เธอโกรธจัด ลุกออกจากเตียงอย่างเร็วฉินไห่เยว่และฉินไห่หยางซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของเตียง"เธอคิดจะทำอะไรน่ะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวใส่รองเท้าแตะเดินแล้วออกไปอย่างหัวเสียเธอเปิดประตูออก ะโเสียงดัง "เอะอะโวยวายเสียงดังอะไรแต่เช้าคิดว่าจะมาหาเื่กันเมื่อไหร่ก็ได้เหรอ?"