ตอนที่ 1 ปฐมบท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ปี 2030
ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ที่ตั้งของทะเลสาบน้ำจืดแห่งนั้นตั้งอยู่กลางเมืองที่มีผู้คนมากมายพักอาศัยอยู่ พวกเขาเรียกทะเลสาบน้ำจืดแห่งนั้นว่า “กว๊าน”
ในวันที่ 14 เมษายนนั้นเอง ผู้คนมากมายต่างมารวมตัวที่ริมกว๊านเพื่อเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ ข้างถนนมีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังขายของและผู้คนกำลังพักผ่อนมองยอดเจดีย์ของวัดโบราณที่ผุดขึ้นมา
หลายคนนั่งเรือเพื่อไปรดน้ำที่เจดีย์แห่งนั้น
สำหรับปี 2030 แม้ฟังแล้วจะดูเหมือนเป็ยุคแห่งโลกอนาคต แต่จริงๆ แล้วโลกไม่ได้ก้าวไปไกลขนาดนั้น แม้เทคโนโลยีบางอย่างจะพัฒนาก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ในโลกแห่งความจริงในยุคนี้กลับไม่เหมือนโลกในภาพยนตร์ที่คนยุค 2000 วาดฝัน ชีวิตความเป็อยู่และวัฒนธรรมเดิมๆ ยังไม่หายไปไหน ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอยู่เช่นเดิม
ท่ามกลางบรรยากาศวันสงกรานต์ที่ผู้คนมากมายกำลังรื่นเริงกับกิจกรรมอย่างสนุกสนาน ในตอนนั้นเอง จู่ๆ กว๊านก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด
“นั่นมันอะหยั่ง?” (นั่นมันอะไรกัน?)
“อึยๆ ผ่อฮั่น! ผ่อฮั่น!” (นั่นๆ ดูนั่น ดูนั่น)
เสียงของผู้คนเริ่มดังขึ้นเมื่อพวกเขาเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดขึ้น มือของพวกเขาเ่าั้ต่างชี้ไปที่กลางกว๊าน
ระลอกคลื่นมากมายปรากฏขึ้นกลางกว๊าน มันเริ่มก่อตัวเป็คลื่นน้ำขนาดใหญ่จนทำให้เรือยาวของชาวบ้านเกิดการพลิกคว่ำ
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
กระแสน้ำเริ่มแรงขึ้นจนซัดสาดทำให้เกิดคลื่นั์ จนถึงกับทำให้มองเห็นพื้นดินที่อยู่ใต้กว๊าน ทว่าวินาทีนั้นคลื่นน้ำไม่ได้ซัดถล่มออกไป แต่มันกลับม้วนวนกลางอากาศ หมุนจนเกิดเป็ภาพที่น่าอัศจรรย์ใจ
แล้วตอนนั้นเองใจกลางของวังวนน้ำขนาดมหึมานั้นก็ะเิแสงสีขาวอันน่าสะพรึงออกมา
วูมมมมมมมมมม
อากาศปรากฏระลอกคลื่นประหลาดโหมซัดออกไปพร้อมกับเสียงคำรามดุจสัตว์ร้าย
โลกนั้นราวกับจะหยุดนิ่ง ผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับเทศกาลอันรื่นเริงบัดนี้กลับถูกทำให้หยุดชะงัก
ระลอกคลื่นแผ่ออกไปกินบริเวณพื้นที่เพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรแล้วค่อยๆ เบาบางลง
ทว่า ...
ผลกระทบจากระลอกคลื่นนี้กลับน่าหวาดหวั่นยิ่ง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ถูกผลึกใสอันแปลกประหลาดเกาะกุม เพราะสิ่งนี้จึงทำให้ผู้คนหยุดนิ่ง แม้แต่ผู้คนที่อยู่ภายในบ้านเรือนหรือตึกที่อยู่บริเวณนั้นก็ล้วนเป็เช่นนี้ พวกเขาถูกผลึกใสเกาะกุมจนหยุดเคลื่อนไหว
การที่จะกล่าวว่าทุกสิ่งนั้นถูกทำให้หยุดนิ่งจึงไม่เกินจริงไปนัก
เพล้ง!
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
ตอนนั้นเองสิ่งมีชีวิตเล็กอย่างพวกจุต้นไม้ใบหน้าต่างแตกสลาย ไม่เว้นแม้แต่พวกปลาและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ต่างแต่สลายสิ้น
ผลึกใสกลายเป็ละอองที่จากหายไปกับความว่างเปล่า
มีเพียงแต่เหล่ามนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นเท่านั้นที่ยังคงเป็ผลึกใสอยู่
ต้องรู้ไว้ว่าผลึกใสเหล่านี้มีผลต่ออณูิญญา ยิ่งิญญาแข็งแกร่งเท่าไหร่อำนาจคุกคามของมันจึงมีน้อยมาก ดังนั้นแล้วเหตุที่ทำให้สิ่งมีชีวิตถูกผลึกใสนี้ผนึกนั่นก็เพราะ “ิญญา”
วังวนสีขาวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางกว๊าน
เพราะการปรากฏของมันจึงทำให้สิ่งมีชีวิตถูกผนึก สิ่งมีชีวิตที่มีพลังิญญาอ่อนแอไม่สามารถทนต่อการคุกคามนี้ได้ แต่ิญญาของมนุษย์กลับแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผู้คนมากมายจึงไม่ได้แตกสลายไปเหมือนต้นไม้ใบหญ้าหรือกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ เ่าั้
เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วเมือง จากเทศกาลที่ควรมีความสุขสนุกสนาน กลับกลายเป็โศกนาฏกรรมอันเศร้าสลด ผู้คนหลายพันคนที่อยู่ภายในพื้นที่บริเวณนั้นถูกผนึกจนกลายเป็ผลึกใส
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่มันยังเกิดขึ้นอีกสองแห่งทั่วโลก หนึ่งคือเมืองทะเลทรายเขตปกครองตนเองซินเจียงประเทศจีน อีกหนึ่งคือพื้นที่ธุรกิจนครโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้
รัฐบาลของพวกเขาต่างใเป็อย่างมากจึงส่งคนมาตรวจสอบ เหล่าประเทศมหาอำนาจต่างๆ เองก็ตื่นตัวกับเื่นี้เช่นกัน
วังวนสีขาวเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่ และผู้คนที่กลายเป็ผลึกใสก็เช่นกัน
ต่อมาประเทศต่างๆ ได้อ้างตัวเข้าช่วยเหลือ พวกเขา้าผู้ที่กลายเป็ผลึกใสไปศึกษาและ้าศึกษาวังวนสีขาวเช่นกัน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่กลายเป็ผลึกใสกลับฟื้นตื่นขึ้นมา เหล่าสหประชาชาติจึงพบว่าผู้ที่กลายผลึกใสนั้นยังไม่ได้ตายแต่นิทราหลับใหลเพียงเท่านั้น
แต่ผู้ที่ตื่นจากนิทรามีเพียงบางคนเท่านั้น ผู้ที่ตื่นคนแรกใช้เวลาเจ็ดวันหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น และยังมีอีกหลายคนที่เริ่มทยอยตื่นขึ้นมา
มิคาดว่าหลังจากที่พวกเขาตื่นขึ้นมาจะมีดาราหนึ่งแฉกสีขาวปรากฏขึ้นที่กลางหน้าผาก
นานาประเทศมากมายต่าง้านำพวกเขาไปศึกษา และ้าศึกษาผู้ที่หลับใหลอยู่เช่นกัน
รัฐบาลเก็บรักษาพวกเขาไว้เป็อย่างดี
แต่น่าเสียดายมนุษย์นั้นไม่ได้มีเวลามากนัก หลังจากวังวนสีขาวปรากฏขึ้นได้เพียงสามเดือนกว่า ยังไม่ทันที่มนุษย์จะได้ศึกษาอะไรได้มาก วังวนสีขาวที่เคยสงบนิ่งก็มีสายฟ้าสีขาวมากมายสาดซัดออกมา ท้องฟ้าปรากฏการเปลี่ยนแปลงอันน่าหวาดสะพรึงพร้อมกับเสียงคำรามของฝูงสัตว์ร้ายดังกระหึ่ม
สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนตั๊กแตนั์บุกออกมาเป็พวกแรก พวกมันไม่ต่างอะไรไปจากหนังเอเลี่ยนบุกโลกเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่สถานที่ที่มันปรากฏออกมาเป็วังวนสีขาวที่มนุษย์้าศึกษา
ผู้ที่ถูกผนึกเป็ผลึกใสล้วนถูกเคลื่อนย้ายออกจากสถานที่แห่งนั้นแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปที่อยู่โดยรอบยังไม่จากไปไหน ที่ผ่านมาพวกเขากลับอาศัยสถานการณ์นี้เปลี่ยนเป็สถานที่ท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อมาดูวังวนสีขาวนี้
แต่ใครจะรู้เล่าว่าวังวนสีขาวที่พวกเขา้ามาเยี่ยมชมนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นรกบนดินที่ถูกสัตว์ประหลาดรุกราน
ประเทศไทยรวบรวมกำลังทหารจำนวนมากเพื่อสกัดกั้นการรุกรานของสัตว์ประหลาดตั๊กแตนสีดำ ประเทศอื่นๆ ที่ปรากฏวังวนเหล่านี้ก็เช่นกัน ประเทศแอฟริกาใต้กำจัดหนูั์ที่ตัวโตเท่ากับสุนัขและมีดวงตาหกดวง ประเทศจีนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาหมึกแต่มีหนามแหลมรอบกายไม่ต่างจากเม่น
ระยะเวลาของการทะลักของวังวนไม่เท่ากัน ประเทศไทยเกิดขึ้นภายในสามเดือนกว่า ประเทศแอฟริกาใต้เกิดขึ้นไม่กี่อาทิตย์ต่อจากนั้น ส่วนประเทศจีนเกิดหลังสุด แต่ทั้งสามประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน
ประเทศทั้งสามต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของสัตว์ประหลาด
สหประชาชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขารีบหารือและเตรียมส่งกองกำลังเพื่อกำจัดสัตว์ประหลาดเ่าั้ แต่ทว่าทั่วโลกก็เกิดความปั่นป่วนอีกครั้งเมื่อครั้งนี้ประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกพลันเกิดวังวนสีขาวอีกสิบกว่าแห่งด้วยกัน
ในเวลานั้นเองทุกประเทศก็ต้องเตรียมรับมือการรุกรานของสัตว์ประหลาดในประเทศของตนเอง จึงไม่ได้ส่งกองกำลังเพื่อมาช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาอีกต่อไป
เหตุการณ์วุ่นวายนี้ทำให้โลกทั้งโลกเกิดความเปลี่ยนแปลง
เมืองที่เกิดเหตุสั่งอพยพพลเมืองออกจากพื้นที่แล้วถูกปิดเป็เขตหวงห้ามทันที
เหล่าทหารทำได้เพียงสกัดกั้นสัตว์ประหลาดที่ไหลทะลักออกมาเท่านั้น ซึ่งสัตว์ประหลาดเ่าั้ร้ายกาจเป็อย่างมาก เพียงแค่ตั๊กแตกหนึ่งตัวก็สามารถสังหารทหารห้านายไปได้อย่างง่ายดาย
โลกนั้นตกอยู่ในความหวาดกลัวในทันใด
ทฤษฎีมากมายต่างถูกขุดค้นออกมา บางกลุ่มเชื่อว่านี่คือการรุกรานจากต่างดาว และเชื่อว่าโลกกำลังตกเป็เป้าของเอเลี่ยนหลากหลายสายพันธุ์
เพียงเวลาแค่หนึ่งเดือนประเทศไทยศูนย์เสียทหารไปเกือบห้าร้อยนาย แต่โชคดีที่ยังวางเขตแดนไม่ให้สัตว์ประหลาดเ่าั้หลุดรอดออกมาได้
จากเหตุการณ์นี้ไม่ว่ามองยังไงมนุษย์ก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากวิกฤตนี้ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปหลายพื้นที่ก็ยิงปรากฏวังวนสีขาวมากขึ้น
บางประเทศเกิดขึ้นสองถึงสามแห่งด้วยกัน
นักวิชาการคาดว่าหากปล่อยเวลาผ่านไปสามถึงสี่เดือนวังวนสีขาวที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่จะแตกและเกิดการไหลทะลักของสัตว์ประหลาดเหมือนสามประเทศแรกที่เผชิญกับปัญหานี้
ประเทศจีนถึงกับตัดสินใจทำลายเมืองทะเลทรายแห่งนั้นโดยใช้ะเิทำลายล้างสูง แต่ทว่าผลที่ปรากฏออกมาคือ ... แม้สัตว์ประหลาดเ่าั้จะถูกทำลาย แต่วังวนสีขาวนั้นกลับยังไม่หายไป
หลายคนคิดว่าโลกต้องถึงกาลอวสานเพราะเหตุนี้