ตอนที่3 แผนการหลงปิง
อย่างไรก็ตามเหลียงเกอพลันนึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาซึ่งอาจนำความยุ่งยากมาสู่เ้านายได้จึงรีบแสดงความคิดเห็นเผื่อเ้านายจะเปลี่ยนใจว่า
“คุณชายครับแล้วถ้าเธอหมดสติกลางทาง หรือมีคนช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล เธออาจแจ้งที่อยู่เป็ที่นี่ก็ได้ถ้าโรงพยาบาลติดต่อมาหรือมีคนมาส่งแล้วรู้ว่าเธอเป็ภรรยาเ้านาย ผมว่าอาจมีปัญหาใหญ่ทีเดียวนะครับ”
เหลียงเกอเหลือบเห็นเ้านายเคาะนิ้วบนโต๊ะทำงานอย่างครุ่นคิดต่อคำกล่าวแสดงความคิดเห็นเขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันทีเพราะคาดหวังว่าเ้านายจะเปลี่ยนใจ
องครักษ์เหลียงเกอรู้ดีว่าเ้านายไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลองสมรสหรือประกาศให้บุคคลภายนอกรับรู้มีเพียงบุคคลทั้งสองฝ่ายระหว่างตระกูลไช่และตระกูลหลงบางคนรับรู้การแต่งงานของเ้านายฉะนั้นการแสดงตนในฐานะภรรยาเ้านายหรือสะใภ้สามแห่งตระกูลหลงย่อมเกิดความวุ่นวายต่อผู้คนในสังคมชนชั้นสูงแห่งเมืองหลวงแน่นอน
หลงปิงพยักหน้าเห็นด้วยต่อความคิดอันคาดไม่ถึงทว่าเขายังคงเชื่อมั่นในความคิดตนอยู่ว่าเธอจะไม่กล้าบอกสถานะแท้จริงออกไปให้คนอื่นรับรู้จึงกล่าวย้ำกับสององครักษ์ด้วยความมั่นใจว่า
“ฉันคิดว่าเธอจะไม่กล้าบอกใครคอยดูตอนกลับมาก็พอ”
คุณชายสามแห่งตระกูลหลงกล่าวอย่างมั่นใจแล้วหันกลับไปทำงานต่อโดยไม่คิดสนใจรับฟังเื่ราวเกี่ยวกับภรรยาอีก เขาไม่รู้สึกกังวลใจหากเธอเปิดเผยสถานะแท้จริงออกไปเพราะจะยิ่งง่ายต่อการยกเลิกข้อตกลงบางอย่างกับอา
อนึ่งเธอแต่งงานกับเขาในทางลับเพื่อทำหน้าที่ตั้งครรภ์เท่านั้นเนื่องจากไม่มีหญิงสาวจากตระกูลชนชั้นสูงในเมืองหลวงสนใจด้วยสภาพความพิการที่เป็อยู่ ทั้งเขาเองก็ไม่้าให้เธออยู่ในสถานะภรรยาตลอดไปนั่นคือเงื่อนไขพบกันครึ่งทางระหว่างตนกับอาฉะนั้นตราบใดที่เธอยังอยู่ในสถานะภรรยาอาจะงดเว้นการเสนอผู้หญิงคนอื่นเข้ามาให้ตนต้องวุ่นวายใจอีก
ชายหนุ่มหวังแค่ให้เธอเข้ามาอยู่ร่วมในฐานะภรรยาอย่างหลบซ่อนเพื่อให้ทรัพย์สินอีกครึ่งหนึ่งถูกโอนย้ายมายังตนอย่างสมบูรณ์เขาคิดว่าอาจเป็วิธีเดียวในการดึงดูดให้คนร้ายเปิดเผยตัวตนออกมาด้วยมูลค่าทรัพย์สินมหาศาล
หลงปิงชะงักมือขณะกำลังพิมพ์บนแป้นคอมพิวเตอร์เพราะเื่ราวในอดีตของครอบครัวผุดขึ้นมาจากความทรงจำเมื่อตนกำลังคิดถึงเื่ของไช่อิงอย่างไม่รู้ตัว
ครอบครัวชายหนุ่มประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนด้วยสาเหตุเบรกรถยนต์ขัดข้องกะทันหันแล้วชนปะทะเข้ากับรถบรรทุกวิ่งสวนทางมาพอดีจนทำให้พ่อแม่และคนขับรถเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ขณะที่ตนถูกชิ้นส่วนรถทับขาสองข้างจนพิการเดินไม่ได้ซึ่งเป็เหตุให้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นั้แ่นั้นเป็ต้นมา
หลงปิงเพิ่งจะรับรู้ข้อความจากพินัยกรรมพ่อซึ่งก็คือพี่ชายแท้จริงของอาหลังจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้วประกอบพิธีศพเสร็จสิ้น โดยมีทนายความประจำตระกูลเป็คนทำหน้าที่เปิดพินัยกรรมแจ้งเนื้อหาสำคัญหลังจากนั้นอาและอาสะใภ้ได้รับสิทธิ์เป็ผู้ปกครองมาั้แ่ตนอายุได้เพียงแปดขวบ
อย่างไรก็ดีเมื่อตนอายุครบสิบแปดปีหรือเจ็ดปีที่ผ่านมาทนายความประจำตระกูลได้เดินทางมาเปิดและอ่านพินัยกรรมให้ทุกคนในตระกูลหลงรับรู้อีกครั้งซึ่งคราวนี้มีเนื้อหาของพินัยกรรมในส่วนข้อบังคับจากปู่ด้วย
พินัยกรรมจากปู่ระบุชัดเจนถึงการจัดสรรทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลงเพื่อแบ่งให้กับลูกชายสองคนคนแรกคือหลงลู่จิว ผู้เป็พ่อของหลงปิงและเป็ลูกชายคนโตของตระกูลหลงส่วนอีกคนคือหลงลู่เอิน ผู้เป็ลูกชายคนรองของตระกูลหลง
ชายชราหลงลู่ชิงเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมใหม่ได้ไม่ถึงหนึ่งปีซึ่งตอนนั้นเขามีอายุได้เจ็ดขวบพอดีชายชราจัดสรรทรัพย์สินจำนวนมากราวเก้าในสิบส่วนให้กับลูกชายคนโตพร้อมมอบสิทธิ์ดูแลมรดกทั้งหลายต่อจากปู่แต่เพียงผู้เดียวขณะที่ลูกชายคนรองและครอบครัวได้รับทรัพย์สินเพียงน้อยนิดซึ่งมีเพียงหนึ่งในสิบของทรัพย์สินทั้งหมด
ฉะนั้นด้วยมูลค่าทรัพย์สินเมื่อเจ็ดปีก่อนของตระกูลหลงซึ่งมีอยู่ราวสี่แสนล้านหยวนครอบครัวของอาจะได้รับเพียงสี่หมื่นล้านหยวนเท่านั้นขณะที่หลงปิงจะได้รับเมื่ออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ถึงสามแสนหกหมื่นล้านหยวน
เนื้อหาพินัยกรรมการจัดสรรทรัพย์สินในสัดส่วนหนึ่งต่อเก้านี้ยังไม่เป็ที่เปิดเผยต่อลูกหลานในตระกูลหลงเพราะชายชราหลงลู่ชิงกำชับไว้กับทนายอย่างเคร่งครัดด้วยเงื่อนไขสองกรณี นั่นคือกรณีแรกจะกล่าวถึงการจัดสรรทรัพย์สินหนึ่งส่วนและเก้าส่วนต่อเมื่อหลงปิงอายุครบสิบแปดปีเท่านั้นถึงแม้ปู่จะเสียชีวิตแล้วก็ตาม
กรณีที่สองจะกล่าวถึงการจัดสรรทรัพย์สินตามเงื่อนไขหนึ่งต่อเก้าส่วนได้เมื่อหลงปิงอายุครบสิบแปดปีเหมือนเดิมถึงแม้ลูกชายคนโตและสะใภ้จะอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่มีเงื่อนไขพิเศษพ่วงมาด้วยเกี่ยวกับการมีทายาทของเขานั่นเอง
อนึ่งก่อนหลงปิงมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ลูกชายคนรองสามารถทำหน้าที่ผู้ปกครองหลงปิงได้ตามสมควร ทว่าทรัพย์สินทั้งหลายจะอยู่ภายใต้การควบคุมจากกลุ่มผู้จัดการทรัพย์สินที่ชายชราหลงลู่ชิงแต่งตั้งไว้ก่อนหน้า
ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาหลงลู่เอินและฟางอิ่งผู้เป็อาและอาสะใภ้ของหลงปิงจึงยังคงทำดีด้วยทุกอย่างเป็ปกติซึ่งทุกคนในตระกูลหลงจำเป็ต้องรอคอยให้เด็กชายในวันนั้นเติบใหญ่เป็ชายหนุ่มอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์เสียก่อน
หลงปิงถอนหายใจยาวพลางนวดหว่างคิ้วเมื่อนึกถึงเื่ราวอันวุ่นวายในวันเปิดพินัยกรรมเมื่อตนอายุครบสิบแปดปีเต็มเขาไม่คาดคิดว่าพฤติกรรมของญาติแต่ละคนจะทำให้ตนรู้สึกเศร้าเสียใจและผิดหวังได้มากขนาดนั้น
ท้ายที่สุดชายหนุ่มตัดสินใจแสดงความแข็งกร้าวออกมาด้วยการเข้ามาทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินกึ่งหนึ่งในส่วนของตนเองขณะทรัพย์สินอีกกึ่งหนึ่งปล่อยให้เป็หน้าที่ของกลุ่มผู้จัดการทรัพย์สินรับผิดชอบต่อไป
ชายหนุ่มพลันนึกถึงเื่สำคัญเกี่ยวกับกลุ่มผู้จัดการทรัพย์สินที่เคยมอบหมายให้องครักษ์สืบข้อมูลจึงสอบถามองครักษ์ทั้งสองคนด้วยความอยากรู้ว่า
“เื่ผู้จัดการทรัพย์สินไปถึงไหนแล้วสืบรู้หรือยังว่ามีใครบ้าง”
จิวหลุนและเหลียงเกอมองสบตากันด้วยความกังวลใจแล้วจิวหลุนเป็คนตอบเ้านายด้วยน้ำเสียงแสดงความประหลาดใจว่า
“ยังเลยครับ ดูเหมือนนายผู้เฒ่าจะวางแผนไว้รัดกุมมากขนาดทนายตงยังไม่รู้เื่ ผมรู้แต่ว่าทางฝั่งนั้นก็กำลังตามสืบเื่นี้เหมือนกันคงอยากหาทางซื้อตัวผู้จัดการมังครับ”
องครักษ์จิวหลุนกล่าวอย่างมั่นใจเพราะตนและเพื่อนองครักษ์อยู่ร่วมในเหตุการณ์วุ่นวายของวันเปิดพินัยกรรมเ้านายด้วยจึงรับรู้ได้ถึงท่าทีและทัศนคติของผู้คนตระกูลหลงโดยตระหนักได้ว่าเ้านายอยู่ท่ามกลางผู้คิดร้ายที่ทำตัวสงบนิ่งเพื่อรอคอยโอกาสดังคลื่นใต้น้ำรอเวลาทำลายล้างฉะนั้นทุกคนจึงไม่กล้าประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาทีได้
“น่าจะ.....”หลงปิงพยักหน้าเข้าใจเพราะเขาก็รู้ได้ถึงความพยายามค้นหาผู้จัดการทรัพย์สินจากญาติเช่นกัน
เหลียงเกอกล่าวแสดงความคิดเห็นขึ้นมาด้วยความกังวลใจเนื่องจากยังไม่รับคำสั่งจากเ้านายเป็พิเศษต่อปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของอาเ้านายว่า
“แล้วทางคุณหนูหลงกับทนายตงเจี๋ยล่ะครับจะให้ผมทำยังไงกับพวกเขาดี”
สององครักษ์พบพฤติกรรมบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าหลงฟางจิงผู้เป็ลูกสาวคนเล็กของตระกูลหลงเธอกำลังคบหาอยู่กับทนายตงเจี๋ยผู้เป็ลูกชายของทนายตงเว่ยถิงโดยทั้งคู่เพิ่งคบกันได้เพียงสองปีซึ่งเป็่เวลาทำาเย็นของผู้คนในตระกูลหลงพอดี
เหลียงเกอมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าหลงฟางจิงจะต้องพยายามสืบหาข้อมูลผู้จัดการทรัพย์สินของเ้านายผ่านทางทนายตงเจี๋ยผู้เป็ลูกชายของทนายตงเว่ยถิงเนื่องจากทนายผู้พ่อเป็คนตงฉินและไม่ปริปากเกี่ยวกับข้อมูลของผู้จัดการทรัพย์สินแม้แต่น้อย
หลงปิงยิ้มมุมปากทันทีเมื่อได้ยินคำถามจากลูกน้องเขาตอบอย่างผ่อนคลายเพราะมั่นใจในสัญชาตญาณตนว่า
“ไม่ต้องรีบร้อนปล่อยให้พวกเขาคบกันไปนาน ๆ เดี๋ยวหางก็จะโผล่ออกมาเองฉันไม่คิดว่าตงเจี๋ยจะรู้เื่ผู้จัดการนั่น
หรอก”
คุณชายสามแห่งตระกูลหลงกล่าวตอบอย่างมั่นใจเหตุเพราะการเชื่อในสัญชาตญาณของตนได้ทำให้รอดชีวิตมาหลายครั้งหลายคราจึงคิดว่าควรให้ความสำคัญและต้องรู้จักอดทนรออย่างใจเย็นหากจะแก้แค้นศัตรูผู้สังหารปู่หรือพ่อแม่ให้ได้ ไม่ควรใจร้อนจนเสียการใหญ่
สององครักษ์เหลียวมองสบตากันอีกครั้งทั้งคู่รู้ดีว่าภายในหน้ากากเรียบเฉยของชายหนุ่มพิการในสายตาคนอื่นนั้นแท้จริงเป็คนฉลาดเฉลียวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้
ทั้งคู่เคยพบเห็นความฉลาดของเ้านายหนุ่มหลายครั้งซึ่งได้สร้างความประหลาดใจเป็อย่างมากทั้งการทำข้อสอบออนไลน์ในระดับปริญญาตรีผ่านด้วยคะแนนเต็มเพียงคนเดียวของโลกั้แ่อายุได้เพียงสิบสองปีอายุสิบหกปีสามารถฟื้นฟูร่างกายด้วยความอดทนอดกลั้นฝึกฝนในทางลับจนกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมทว่าเ้านายหนุ่มยังคงเล่นละครเป็คนพิการเหมือนเดิม
ทว่าความฉลาดของเ้านายซึ่งได้สร้างความรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจมากที่สุดนั่นคือ การสอบออนไลน์ในระดับชั้นปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของต่างประเทศเมื่ออายุได้สิบแปดปีกว่าขณะผลการสอบตามปกติที่มีครูพิเศษมาสอนจากการจัดการของผู้เป็อานั้น เ้านายหนุ่มทำคะแนนอยู่ในเกณฑ์รั้งท้ายของห้องเรียนพิเศษเพื่อปกปิดความเก่งกาจเอาไว้
“เข้าใจแล้วครับ!”
สุดท้ายองครักษ์ทั้งสองคนจำต้องยอมแพ้ต่อแผนการของเ้านายเพราะเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานจะสามารถจับกุมตัวการใหญ่ได้โดยไม่คิดกังวลหรือสงสัยต่อแผนการเ้านายอีก
หลงปิงเริ่มทำการเคาะแป้นพิมพ์ต่ออย่างใจเย็นพลางครุ่นคิดถึงเื่เก่า ๆ เกี่ยวกับพินัยกรรม เขาพบว่าพ่อได้จัดทำพินัยกรรมต่อจากปู่เมื่อตนกำลังจะมีอายุครบแปดขวบเพียงวันเดียวในนั้นระบุชัดเจนถึงการได้รับสิทธิ์จัดการมรดกต่อจากพ่อกึ่งหนึ่งเมื่อมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินอีกกึ่งหนึ่งยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มผู้จัดการทรัพย์สินซึ่งไม่รู้ว่าแต่งตั้งไว้กี่คน
หึ ๆคิดจะให้ฉันรีบมีทายาทงั้นหรือ?!รอฝันค้างกันไปเถอะ!
หลงปิงยิ้มมุมปากอย่างดูแคลนต่อความโลภของครอบครัวอาเขาสังหรณ์ใจว่าปู่จะต้องค้นพบความผิดปกติบางอย่างจากครอบครัวอาแน่นอนถึงได้มีการจัดทำพินัยกรรมอย่างไม่เป็ธรรมออกมาแบบนี้
ชายหนุ่มรู้ดีว่าบทบาทการทำหน้าที่เป็ผู้ปกครองของอาและอาสะใภ้ได้สิ้นสุดลงเมื่อตนมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ทว่ายังมีเนื้อหาสำคัญที่สุดของพินัยกรรมจากพ่อ นั่นคือหากเขามีครอบครัวและทายาทสืบสกุล ไม่ว่าทายาทจะเป็หญิงหรือชายก็ดี ก่อนอายุครบยี่สิบแปดปีทรัพย์สินอีกกึ่งหนึ่งที่เหลือจะถูกโอนเข้ารวมในส่วนของตนทั้งหมด
ในทางกลับกันหากพ้น่อายุยี่สิบแปดปีไปแล้วตนยังไม่มีทายาทเป็ของตนเอง ทรัพย์สินกึ่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มจัดการทรัพย์สินจะถูกมอบให้แก่สาธารณะซึ่งมีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินของครอบครัวอาทั้งหมด
คุณชายสามรู้ดีว่าต่อให้ตนมีทายาทจริงทรัพย์สินทั้งหลายที่ควรมีก็จะถูกยักย้ายถ่ายเทอย่างไม่ถูกต้องเข้าสู่กระเป๋าของผู้คนในครอบครัวอาซึ่งไม่ใช่ลูกตนแต่อย่างใดนั่นจึงเป็ที่มาของความพยายามให้ตนต้องแต่งงานและมีทายาทโดยเร็ว
“ทรัพย์สินรวมของฉันตอนนี้มันคงเยอะเกินไปกระมังใครต่อใครถึงได้สนใจนัก หากพวกมันหายไปทั้งหมดล่ะ.....จะเป็ยังไง”
หลงปิงยิ้มมุมปากเมื่อเคาะปุ่มเอนเตอร์เป็อันจบสิ้นการเขียนโค้ดคำสั่งสุดท้ายเขาตั้งใจสร้างโปรแกรมหนึ่งขึ้นมาซึ่งสามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ เพื่อโอนทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ไปให้แก่องค์กรการกุศลทั่วโลกได้ในพริบตา
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจทรัพย์สินมากไปกว่าการค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อแม่ให้กระจ่างแล้วจัดการให้เหมาะสมก่อน เมื่อถึงเวลาสมควรเขาถึงจะสนใจเื่ครอบครัวหรือการมีทายาทสืบทอดฉะนั้นจึงไม่ชอบใจต่อการจัดการของผู้เป็อาเท่าใดนัก ทั้งที่เขาไม่พบความผิดปกติใดจากอาแต่เป็ลางสังหรณ์ซึ่งไม่สามารถบอกกับใครได้
ชายหนุ่มอยากรู้เป็อย่างยิ่งว่าหากวันหนึ่งทุกคนล่วงรู้ว่าตนไม่มีทรัพย์สินหลงเหลืออยู่อีกต่อไปจะยังมีคนคิดทำดีหรือมีความจริงใจให้กับตนอีกหรือไม่รวมทั้งการค้นหาผู้จะมาเป็คู่ครองแท้จริงในอนาคตด้วย