เพียงหมัดเดียวย่อมไม่อาจดับไฟแค้นในใจของจี้เยี่ยนจื๋อลงได้ทว่าในจังหวะที่เขาเงื้อหมัดจะเหวี่ยงใส่เป็นครั้งที่สองข้อมือของเขากลับถูกฉินไจ้เย่คว้าเอาไว้
“หมัดเมื่อกี้ ถือว่าฉันชดใช้คืนให้ตระกูลจี้ก็แล้วกัน” รอยบวมแดงเริ่มปรากฏชัดที่มุมปากของฉินไจ้เย่แต่น้ำเสียงที่ใช้ยังคงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย
คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟโทสะในใจจี้เยี่ยนจื๋อพลุ่งพล่านขึ้นอีกหลายเท่าตัวเขาสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมทันควันก่อนจะยื่นมือทั้งสองไปกระชากคอเสื้อฉินไจ้เย่แล้วเบี่ยงตัวสลับทิศทางทุ่มร่างของอีกฝ่ายข้ามไหล่ลงพื้นอย่างรุนแรง
ฉินไจ้เย่ผ่านการฝึกฝนในกองทัพมาหลายปีทักษะการต่อสู้ย่อมเหนือชั้นกว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่ฝึกเพียงยิวยิตสูทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะออกแรงส่งจากน่องขาอีกข้างกลับถูกเตะตัดจนเสียหลักพ่ายแพ้ต่อแรงโน้มถ่วงร่างของฉินไจ้เย่จึงกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง
จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่หายแค้นเขาตั้งท่าจะกระชากร่างนั้นขึ้นมาจากพื้นอีกรอบแต่เสิ่นมู่หลานรีบโผเข้ามาสวมกอดเอวเขาไว้แน่น “ใจเย็นๆสิ อย่าสู้กันเลย ที่นี่มันโรงพยาบาลนะ!”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะแกะท่อนแขนที่รัดเอวเขาไว้ออกเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉินไจ้เย่หยัดกายลุกขึ้นยืนได้พอดีเขาปรายตามองเสิ่นมู่หลานด้วยสายตาเย็นเยียบพลางตระหนักได้ว่าลูกเตะเมื่อครู่ที่ขัดขาเขาไว้ก็คือฝีมือของคนผู้นี้นี่เอง
“นายใช้อำนาจส่วนตัวแก้แค้นจนจี้ทิงต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ?!” เปลวเพลิงที่เผาไหม้อยู่ในอกของจี้เยี่ยนจื๋อลามไปถึงดวงตาที่จ้องเขม็ง “ฉันจะบอกอะไรให้นะฉินไจ้เย่ถ้าคิดจะใช้คำขอโทษเพียงคำเดียวมาปิดเรื่องนี้ให้จบลงง่ายๆ แล้วล่ะก็ ฝันไปเถอะ!”
“ฉันไม่ได้ใช้อำนาจส่วนตัวแก้แค้น” ฉินไจ้เย่เอ่ยตอบโดยปราศจากอารมณ์ใดๆ
“นาย...”
จี้เยี่ยนจื๋อทำท่าจะพุ่งเข้าไปอีกครั้งจนเสิ่นมู่หลานต้องรีบกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางตะโกนใส่ฉินไจ้เย่“นายก็รีบออกไปสิ! อยากจะให้ตีกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยหรือไง?”
ฉินไจ้เย่มองคนทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อแกะแขนที่พันธนาการเอวออกได้สำเร็จและตั้งท่าจะตามไปเสิ่นมู่หลานก็ตะคอกปรามไว้ทันที “นายจะไปตีเขาให้ได้อะไรขึ้นมาถ้าอยากให้เขาทรมาน นายก็ต้องทำให้เขาเป็นฝ่ายมาคุกเข่าอ้อนวอนนายนู่น!”
ฝีเท้าของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักงันเสิ่นมู่หลานจึงอาศัยจังหวะนั้นก้าวมาขวางหน้าเขาไว้“ยังไงฉินไจ้เย่ก็เป็นถึงพันโท มีสายสะพายมียศติดตัววินัยทหารน่ะ...”
จี้เยี่ยนจื๋อตัดบทอย่างเกรี้ยวกราด“เป็นพันโทแล้วยังไง คิดว่าฉันจะกลัวเขาเหรอ?”
“ใช่ เขาสมควรโดนต่อยจริงๆ นั่นแหละ” เสิ่นมู่หลานพยายามโน้มน้าวด้วยเหตุผลอย่างสุดความสามารถ
“แต่นายลองคิดดูนะ ตอนนี้กองทัพติดค้างความเป็นธรรมให้กับเสี่ยวทิงอยู่ถ้านายซัดฉินไจ้เย่จนปางตายวันนี้ นายอาจจะสะใจแต่ประธานเหยียนก็จะมองว่าเรื่องนี้จบกันไปแล้วในเมื่อคนก็โดนอัดไปแล้วจะเอาอะไรอีก ต่อให้ผิดจริงแต่กองทัพก็คงไม่สั่งประหารคนระดับเขาเพื่อเอาใจนายหรอก”
เมื่อได้ฟังคำเตือนสติสติสัมปชัญญะของจี้เยี่ยนจื๋อที่เคยเตลิดไปพร้อมกับอะดรีนาลีนก็ค่อยๆ คืนกลับมาเขาระบายลมหายใจยาวพลางลดฝีเท้าลง แล้วหันกลับไปที่เตียงเพื่อดูอาการของจี้ทิง
เสิ่นมู่หลานเห็นดังนั้นจึงแค่นเสียงหัวเราะ“เพิ่งจะมานึกถึงน้องได้เหรอ ตอนเอาแก้วปาใส่เมื่อกี้เคยคิดบ้างไหมว่าถ้ามันพลาดไปโดนเสี่ยวทิงจะทำยังไง?”
“ไม่มีทาง ฉันเล็งไว้แล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อกล่าวพลางหยิบถ้วยตวงที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาเขาใช้คอตตอนบัดชุบน้ำเกลือเล็กน้อยแล้วค่อยๆ บรรจงเช็ดลงบนริมฝีปากของจี้ทิง
หลังจากวางถ้วยยาคืนที่เดิมเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันจะเดินเรื่องย้ายโรงพยาบาลให้จี้ทิง”
เสิ่นมู่หลานเม้มปากครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า“ก็ดีเหมือนกัน ขืนอยู่ที่นี่ต่อเดี๋ยวก็มีคนแวะเวียนมารบกวนไม่เว้นแต่ละวัน เสี่ยวทิงจะไม่ได้พักผ่อนเอา”
พูดถึงตรงนี้เขาก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิคนจากกองทัพมาเยี่ยมก็พอเข้าใจได้ แต่พวกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมอากาศยานและการบินนั่นทำไมถึงขยันมากันทุกวันเลยล่ะเรื่องนี้คงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วยหรอกนะ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
เมื่อวานมีรองผู้อำนวยการแซ่เจิ้งมาเฝ้าอยู่หน้าห้องพอเขาเดินออกมา อีกฝ่ายทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ตอนนั้นจี้เยี่ยนจื๋อไม่มีกะจิตกะใจจะฟัง จึงเดินเลี่ยงออกมาทันที
เสิ่นมู่หลานหรี่ตาลง“อืม... ฉันว่าคงต้องลองถามพี่ใหญ่ดูหน่อยแล้วเผื่อว่าจะมีเรื่องอะไรที่เรายังไม่รู้ซ่อนอยู่”
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้นจึงหันมามองเขา“มู่หลาน เรื่องของเสี่ยวทิงก็ทำให้นายลำบากใจมากพอแล้ว ถ้ายังไง...”
“โธ่” เสิ่นมู่หลานโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “ฉันยอมลดตัวติดต่อที่บ้านไปแล้ว จะเพิ่มอีกเรื่องจะเป็นไรไป?”
พูดจบเขาก็เลิกคิ้วหยอกล้อ“หรือเพื่อเป็นการตอบแทนความปรารถนาดีอันลึกซึ้งนี้นายจะโอนเงินเข้าบัญชีฉันสักร้อยล้านดีล่ะ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะอ้าปากตอบทว่าสุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในโสตประสาทอย่างกะทันหัน
[อะไรกัน... ร้อยล้าน...]
หัวใจจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบเขาหันขวับไปมองที่เตียงผู้ป่วยทันที
ตอนนั้นเองจี้ทิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ทว่าภาพที่เห็นยังคงพร่าเลือนมีเพียงเงาร่างคนรางๆ เท่านั้น
“จี้ทิง... จี้ทิง?” จี้เยี่ยนจื๋อโน้มตัวลงเรียก
จี้ทิงพยายามขยับปากแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกดกริ่งเรียกพยาบาล
หมอรีบรุดเข้ามาในห้องทันทีพยาบาลเชิญคนทั้งสองออกไปด้านนอกเพื่อขอตรวจอาการ
ทั้งคู่รออยู่ที่ทางเดินนานเกือบครึ่งชั่วโมงจี้เยี่ยนจื๋อคอยมองผ่านกระจกหน้าต่างประตูเข้าไปเป็นระยะแต่ก็เห็นเพียงปลายเตียงเท่านั้น
เสิ่นมู่หลานตบบ่าเขาเบาๆเป็นการปลอบประโลม “ในเมื่อเสี่ยวทิงฟื้นแล้วคงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก อย่ากังวลไปเลย”
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งให้เลขาเตรียมการเรื่องย้ายโรงพยาบาล
[ดูเหมือนว่าฉันจะ...]
เสียงในใจที่ดังขึ้นทำให้นิ้วที่กำลังพิมพ์ข้อความชะงักกึก
[พูดไม่ได้แล้ว]
ความคิดของจี้เยี่ยนจื๋อพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะแววตาแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งไว้
พูดไม่ได้งั้นเหรอหมายความว่ายังไง? ลำคอมีปัญหา? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่?
จี้เยี่ยนจื๋อตีสีหน้าเคร่งเขาก้าวพรวดไปที่หน้าประตูห้องผู้ป่วย ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะผลักเข้าไปประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน
ร่างของจี้ทิงถูกเข็นออกมาพร้อมกับเตียงผู้ป่วยเสิ่นมู่หลานตกใจจนตาโต “นี่จะทำอะไรน่ะตรวจเจอโรคอะไรงั้นเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อคว้าขอบกั้นเตียงไว้แน่น“พวกคุณจะพาน้องผมไปไหน?”
“กรุณาปล่อยมือก่อนครับ ตอนนี้ต้องพาคนไข้ไปตรวจเพิ่มเติมที่ชั้นล่าง”คุณหมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จี้เยี่ยนจื๋อจำต้องยอมปล่อยมือสายตามองตามเตียงผู้ป่วยไปจนกระทั่งเคลื่อนเข้าไปในลิฟต์
นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งอยู่รอด้านนอกเพื่ออธิบายสถานการณ์“เมื่อครู่อาจารย์หมอได้ทำการตรวจเช็กอาการเบื้องต้นแล้วครับร่างกายโดยรวมไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงแต่ในระหว่างการตรวจกลับพบข้อบ่งชี้ว่าคนไข้อาจมีอาการภาวะสูญเสียการสื่อความ [1]จึงจำเป็นต้องรีบทำซีทีสแกนเพื่อตรวจสอบว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่ครับ”
มือขวาข้างลำตัวของจี้เยี่ยนจื๋อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน“รบกวนด้วยครับ ถ้าผลออกแล้วช่วยแจ้งผมทันที”
“ได้ครับ”
จี้ทิงถูกเข็นไปยังแผนกผู้ป่วยนอกเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ทำซีทีสแกน ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดไปจนถึงการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
หลังจากหมอพิจารณาแผ่นฟิล์มอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าไม่มีการบาดเจ็บของระบบประสาทหรือภาวะเลือดออกในสมองเมื่อตัดปัจจัยภายนอกทางพยาธิวิทยาออกไปแล้วความเป็นไปได้ที่เหลือจึงมีเพียงสาเหตุทางจิตใจเท่านั้น
“คุณจี้ครับก่อนหน้านี้คุณชายรองเคยมีปัญหาด้านการสื่อสารหรืออุปสรรคทางสังคมบ้างไหมครับอย่างเช่น อาการพูดติดอ่างกะทันหันระหว่างสนทนาหรือมีความกดดันทางจิตใจที่ผิดปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า?”
จี้เยี่ยนจื๋อครุ่นคิดอย่างละเอียด“ไม่เคยครับ ตั้งแต่เด็กเขาก็พูดจาปกติมาตลอด เพื่อนก็เยอะไม่เคยมีอุปสรรคในการเข้าสังคมเลย”
“อืม...” หมอทำท่าครุ่นคิดเหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง
“คุณหมอครับ ผลตรวจของจี้ทิงมีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า ทำไมจู่ๆเขาถึงพูดไม่ได้ล่ะครับ?” จี้เยี่ยนจื๋อถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมครับ แต่จากข้อมูลในเบื้องต้นเป็นไปได้สูงว่าคนไข้อาจได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียการพูดจากสาเหตุทางจิตใจครับ”
เชิงอรรถ
[1]ภาวะสูญเสียการสื่อความ (Aphasia) คือความผิดปกติทางสมองที่ส่งผลต่อความสามารถในการใช้ภาษาได้แก่ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน เกิดจากสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหายเช่น จากโรคหลอดเลือดสมอง หรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยอาจพูดไม่ออก พูดคำผิดนึกคำไม่อยาก ฟังไม่เข้าใจ หรือเรียงประโยคสับสน โดยภาวะนี้มีหลายระดับความรุนแรง