ค่ายซานตง
หน้าค่ายทหารซานตง มีนายทหารเฝ้าหน้าประตู 2 นาย เมื่อเห็นรถม้าองค์รัชทายาทและรองผู้บัญชาการหน่วยทั้งสอง รีบรุดเข้ามาทำความเคารพและเชิญเข้าไปในค่าย รถม้าที่ประทับขององค์รัชทายาทและพระสหายเดินมาถึงด้านหน้าตัวอาคารเรือนบัญชาการ รองผู้บัญชาการค่ายซานตง หลี่กังปรี่เข้ามาทำความเคารพองค์รัชทายาท เขาเป็ชายวัย40 ปีใบหน้ากร้านแดด คิ้วหนา ตาโปน จมูกและริมฝีปากหนาสวมเครื่องแบบทหารค่ายซานตง เขาเรียกระดมพลทหารทั้งค่ายมายืนเข้าแถวต้อนรับองค์รัชทายาทที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็ผู้บัญชาการค่ายซานตงคนใหม่
“น้อมคารวะ องค์รัชทายาท” รองผู้บัญชาการ หลี่กังพลทหารทั้ง 800 นายทำความเคารพองค์รัชทายาทได้อย่างพร้อมเพรียงกันเป็ระเบียบเรียบร้อยอย่างไม่มีที่ติ หลี่กัง รองผู้บัญชาการค่ายซานตงยืนเบื้องหน้าองค์รัชทายาทแล้วกล่าวรายงานผลการฝึกพลทหาร
“ทูลองค์รัชทายาท ทหารฝึกหัดในค่ายซานตง ขณะนี้มีทั้งหมด 800 นาย ไม่รวมหัวหน้าค่าย นายกองทั้ง 4 เหล่าทหารรักษาเวรยามและทหารโรงครัวกระหม่อมได้รับมอบหมายจากท่านแม่ทัพเฉาเหยียน ให้เป็ผู้ควบคุมการฝึกซ้อมทหารในค่าย กระหม่อมทำการฝึกอย่างจริงจังทุกวันไม่เคยขาด องค์รัชทายาทจะทอดพระเนตรการฝึกของเหล่าทหารหรือไม่” รองผู้บัญชาการหลี่กังทูล รายงานองค์รัชทายาทด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ จางเหยาที่สีหน้าเรียบเฉยกล่าวแทนองค์รัชทายาท“เชิญท่านหลี่กัง”
รองผูบัญชาการหลี่สั่งพลทหารฝึกหัดทั้ง800 คนจับอาวุธแสดงการฝึกซ้อมให้องค์รัชทายาททอดพระเนตร ทั้งสามยืนชมการฝึกซ้อมบนลานโล่งด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
ภายหลังยืนชมการแสดงฝึกซ้อม องค์รัชทายาทหันหลังกลับก้าวเท้าเข้าไปที่ห้องโถงเรือนบัญชาการค่ายซานตง ขึ้นไปนั่งโต๊ะผู้บัญชาการ องครักษ์ทั้งสองยืนขนาบซ้ายขวา
“ท่านทราบหรือไม่ว่าระหว่างที่ข้าเดินทางมาค่ายซานตง ข้าถูกคนร้ายลอบสังหาร” องค์รัชทายาทกล่าวเสียงราบเรียบ รองผู้บัญชาการหลี่กัง มีสีหน้าตื่นใ รีบคุกเข่าลง “ข้าน้อยสมควรตายข้าน้อยไม่ได้ส่งทหารในค่ายไปอารักขาองค์รัชทายาท”
“ท่านสมควรตายจริงๆ” องค์รัชทายาทกล่าวเรียบๆ
“เอ่อ . คือ กระหม่อม!” ที่เขากล่าวออกไปตามธรรมเนียมอย่างนั้นเองแต่ไม่คาดคิดว่ารัชทายาทจะกล่าวเช่นนี้
“ทหาร 30 คนที่อารักขาข้าล้วนแต่ไร้ประสิทธิภาพรู้ไหมทหารพวกนี้ถูกฝึกมาจากไหน?”
“เอ่อ..จากไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เ้าไม่รู้หรือ พวกเขามาจากค่ายซานตง” องค์รัชทายาทตวาด
“นักฆ่ามี 20 คน ทหารมีถึง 30 คนแต่กลับเสียชีวิต 24 คนนอกนั้นาเ็หนักทุกคน เ้าคิดว่าตนเองสมควรตายหรือไม่” เพียงเท่านี้หลี่กังถึงกับทรุดซบหน้ากับพื้น องค์รัชทายาทตรัสเสียงดัง “ั้แ่วันนี้ไปข้าอนุญาตให้เ้ากลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดได้ แต่วันนี้เ้าต้องอยู่ในคุกไปก่อนส่วนค่ายซานตง ข้าจะจัดการเอง ทหารพาเขาออกไป” หลี่กังร้องเอะอะขอความเมตตา แต่กระนั้นไม่ทันแล้วทหารสองนายเข้ามาหิ้วปีกหลี่กัง อดีตรองผู้บัญชาการออกไปแล้วรัชทายาทหันไปสั่งนายทหารที่อยู่ในห้องโถงรับรอง
“เ้าไปแจ้งกับทหารทุกคนว่าั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าจะมาค่ายซานตงทุกวัน ทำการควบคุมการฝึกด้วยตนเอง” ทหารที่เหลืออยู่ 2นายรับคำสั่งแล้วเดินออกไป
“เสวี่ยซิง จางเหยาท่านไปสืบต่อว่าหลี่กังผู้นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่วันนี้ด้วยหรือไม่ข้าจะอยู่ที่นี่ดูเอกสาร”
“พ่ะย่ะค่ะ” สองพระสหายน้อมรับคำสั่งแล้วออกจากค่ายไป
สองสหายกลับไปถนนที่เกิดเหตุเพื่อหาหลักฐานที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ เขาสอบถามชาวบ้านแถบนั้นใน่ที่เกิดการต่อสู้กันมีใครได้เห็นใบหน้ากลุ่มนักฆ่าชุดดำบ้างหรือไม่ผลการสอบถามไม่มีคนใดได้เห็นใบหน้าคนร้ายเลย เสวี่ยซิงเหลือบไปเห็นขนนกอินทรียาวเท่านิ้วชี้ตกอยู่ที่พื้นจึงเก็บขึ้นมามองนิ่งอย่างครุ่นคิด
จากนั้นทั้งสองเดินทางไปที่กรมอาญาเพื่อตรวจสอบศพกลุ่มนักฆ่าชุดดำ เมื่อเปิดผ้าคลุมเห็นใบหน้ามองดูรู้ว่าไม่ใช่คนภาคกลาง ตรวจค้นหาอาวุธอื่นๆตามร่างกาย เสาะหาสัญลักษณ์ตามร่างกายแต่กลับไม่พบเบาะแสใดๆ เพิ่มเติมสุดท้ายมีเพียงขนนกที่คาดว่าอาจจะเป็เพียงเบาะแสเดียว
เสวี่ยซิงและจางเหยา ย้อนกลับที่ถนนเส้นเดิมอีกครั้ง ชูขนนกอินทรีให้ชาวเมืองที่สัญจรไปมาและเหล่าพ่อค้าในบริเวณนั้นดู “เ้าเคยเห็นใครเลี้ยงนกอินทรีแถวๆ นี้บ้างหรือไม่?” สองสหายเดินเข้าไปตามบ้านเรือน ในตรอก ซอกซอยที่สุดพบเด็กหนุ่มรับจ้างเข็นรถบรรทุกของ เด็กหนุ่มคนนั้นหยุดพินิจสักครู่แล้วบอก
“อ๋อ ข้าเคยเห็น มีบ้านในตรอกฟากโน้นหลังหนึ่งข้าเคยเห็นคนในนั้นเลี้ยงนกอินทรีไว้ 2 ตัวบางวันข้าเห็นพวกเขาซื้อเนื้อดิบที่ตลาดทีละ 1 จิน(1จินเท่ากับ 500 กรัม) มาเลี้ยงนก”
“เช่นนั้นเ้านำพวกเราไปบ้านที่เลี้ยงนกอินทรีได้หรือไม่?” เด็กหนุ่มพยักหน้า แล้วเข็นรถนำหน้าสองสหายไปสองสหายสบตากันเล็กน้อยแล้วกระชับกระบี่ในมืออย่างเตรียมพร้อมออกเดินตามเด็กหนุ่มคนนั้นไป ทั้งสามเดินผ่านตรอกที่แคบลงไปเรื่อยๆบ้านในตรอกล้วนแออัดยิ่ง สุดท้ายไปหยุดที่บ้านทรุดโรมหลังหนึ่ง จางเหยา ส่งเงินตำลึงให้เด็กหนุ่มผู้นั้นเขารับมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ แล้วรีบกลับออกไป
ทั้งสองเปิดผ้าม่านเข้าไปสำรวจทันทีภายในบ้านทั้งอับชื้น มีกลิ่นสาบ กลิ่นขี้นกกระทบจมูกบนโต๊ะมีชามข้าวอยู่ในนั้นมีเศษอาหารบูดติดอยู่ นอกนั้นมีเศษข้าวของเกลื่อนกระจาย
เสวี่ยซิง หยิบเศษหนังชิ้นหนึ่งบนพื้นใต้โต๊ะนั้น พบว่าขนฟูนุ่มนี้เป็ส่วนหนึ่งของหมวก “นี่คงเป็เศษหนังจิ้งจอก อาจเป็ส่วนหมวกที่ถูกฟันขาดดูท่าจะมีความเห็นขัดแย้งกันในกลุ่ม”เสวี่ยซิง วิเคราะห์
“คิดว่าพวกมันคงแฝงตัวอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว” จางเหยามองรอบๆเสวี่ยซิงพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อค้นหาแล้วไม่มีอะไรเป็เบาะแสเพิ่มเติมจึงเดินออกมา สองสหายไปที่แผงขายเนื้อสัตว์ สอบถามพ่อค้าเนื้อถึงคนแปลกหน้าที่มาซื้อเนื้อ ได้ความว่ามีชายแปลกหน้าใบหน้าไม่ใช่คนในละแวกนี้มาซื้อเนื้อสด2 ครั้ง พูดสำเนียงฟังไม่ค่อยชัดนัก
“เ้าเห็นคนแปลกหน้านี้ครั้งแรกั้แ่เมื่อไหร่” จางเหยาถาม
“เจ็ดวันก่อนขอรับนายท่าน”
“เ้าคิดว่ากลุ่มโจรชุดดำที่ลอบสังหารองค์รัชทายาทเป็ชาวเหลียวหรือ?”จางเหยา นั่งเอียงคอมองดูขนนกอินทรี ถามเสวี่ยซิง
“ถ้าดูตอนสู้กันรู้สึกได้ว่าโจรพวกนี้ฝีมือต่อสู้ดุดัน จากรูปร่างหน้าตาของศพคนร้ายชุดดำทุกคนบ่งบอกว่าเป็ชนเผ่านอกด่านและยังมีขนนกอินทรี สัตว์เลี้ยงของชนเผ่าในเขตเหลียว รวมถึงเศษหนังสัตว์ ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็ชาวเหลียว หรือ ชาวหนี่ว์เจินหรือชนเผ่าใด”
ตำหนักบูรพา
เสวี่ยซิงกล่าว “คนนอกด่านพวกนี้แอบมาปล้นสะดมราษฎรแถบชายแดนภาคเหนือเท่านั้นครั้งนี้พวกมันเข้ามาถึงเมืองหลวงและเจาะจงที่องค์รัชทายาท ข้าเชื่อว่าพวกมันคงเป็นักฆ่ารับจ้างแน่นอน” องค์รัชทายาท นิ่งฟังที่สองสหายวิเคราะห์..เช่นนั้น เป็ใครกันที่เป็คนจ้าง
“น่าเสียดาย คนที่จับตัวได้กลับชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน”จางเหยากล่าว องค์รัชทายาทตรัสถาม “แล้วหลี่กังเล่าสอบสวนแล้วได้ความอย่างไรบ้าง”
เสวี่ยซิงตอบ “ทูลองค์ทายาท สอบสวนแล้ว คนนี้เป็พวกรักสบาย ใจเสาะ ฝีมือต่อสู้ไม่ดีนักถึงคุ้นเคยกับเสนาบดีหวังไฉ แต่ไม่ใจกล้าขนาดจะคิดลอบสังหารองค์รัชทายาทแน่ๆ”
“ข้าให้เ้ากรมอาญา เสนาบดีเหวินเจ๋อไปกราบทูลฝ่าาแล้วคาดว่าคงตามเื่อะไรได้ไม่มาก ตอนนี้เราเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน ค่อยหารือกันอีกครั้ง มีภารกิจมากมายในค่ายซานตงที่ต้องเร่งสะสาง” องค์รัชทายาทกล่าวนิ่งๆแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร
ห้องทรงพระอักษร พระราชวัง
เช้าวันต่อมาองค์รัชทายาทเสด็จออกจากห้องทรงพระอักษร ที่หน้าประตูองค์รัชทายาทสวนทางกับผู้บัญชาหน่วยตรวจการจางซื่อเจิน บิดาของ จางเหยา พระสหายของระองค์ ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการเป็บุรุษวัย 52 ปี สวมเครื่องแบบขุนนางขั้น 2ใบหน้าเรียว คิ้วไม่ดกหนา ดวงตารียาว ผม หนวดเคราสั้นมีสีขาวแซมประปราย ใบหน้าสงบนิ่ง
จางซื่อเจิน ผู้นี้เป็ตำรวจลับของฝ่าาเป็คนตรง ผิดถูกใดๆ ล้วนว่ากันตามกฎหมาย เจรจาไม่อ้อมค้อม ได้รับมอบหมายจากฝ่าาให้ตรวจสอบการทุจริตของเหล่าขุนนางราชสำนักจางซื่อเจิน จึงเป็อีกคนหนึ่งที่ฝ่าาเกรงพระทัย พอๆ กับเกรงใจอาจารย์ซวนหรง ด้านหลังผู้บัญชาการ จางซื่อเจิน มีผู้ติดตาม 1คนสวมเครื่องแบบหน่วยตรวจการ
“คารวะองค์รัชทายาท” ผู้าุโทำความเคารพก่อนองค์รัชทายาทคารวะตอบ “ท่านมาทูลรายงานฝ่าาหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้าุโตอบ
องค์รัชทายาทจะเอ่ยปากถามบางอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ“เช่นนั้นเชิญท่านเสนาบดีเถิด” องค์รัชทายาทผายมือ
“กระหม่อมทูลลาองค์รัชทายาท” แล้วต่างทำความเคารพต่อกัน และแยกย้ายเดินสวนกันไป ผู้ติดตามยืนเฝ้าหน้าด้านนอกพระห้องทรงพระอักษร ส่วนองค์รัชทายาท ตั้งใจเดินให้ช้าลงจึงทันได้ยินฝ่าาตรัส “ว่าอย่างไร ท่านผู้บัญชาการ เื่พวกโจรชุดดำ คืบหน้าอย่างไรบ้าง?”
ค่ายซานตง
บัดนี้องค์รัชทายาทย้ายเอกสารสำคัญต่างๆบรรดาฎีกาที่ฝ่าามอบหมาย ทั้งหมดได้ถูกนำไว้ในห้องโถงค่ายซานตง องค์รัชทายาท และพระสหายประชุมวางแผนจัดตารางฝึกให้กับเหล่าพลทหารทั้ง 800 นายใหม่ทั้งหมด เนื่องจากพบว่าทหารในค่ายล้วนอ่อนด้อยไม่ว่าการต่อสู้ทั้งแบบมือเปล่าและการใช้อาวุธ อีกทั้งขาดวินัยอย่างมาก มีเพียงรวมพลตั้งแถวเท่านั้นที่มีคุณภาพมากที่สุด พลทหารหลายคนหลบหนีออกไปนอกค่ายบ่อยๆ
ปัญหาเหล่านี้เองที่ทำให้ทหารอ่อนแอสู้โจรชุดดำไม่ได้จนถูกสังหารอย่างง่ายดายถ้าพวกตนไม่ลงมือสังหารกลุ่มโจรพวกนั้นเกรงว่าในวันนั้นทหารอารักขาทั้ง 30 คนต้องตายหมดในพริบตา
องค์รัชทายาทออกมาทอดพระเนตรการฝึกของพลทหาร พร้อมกับพระสหาย เริ่มจากนายกองเรียกขานชื่อทหารทั้ง800 นายปรากฏว่าหายไป 3 นาย องค์รัชทายาทหันไปทางนายกอง 4นาย “พวกเ้าสี่คนรู้ไหมว่าทหารที่หายไป เขาไปไหน” นายกอง4 คนไม่ตอบ ยืนตัวสั่นทำท่าอึกอักประสานมือก้มหน้าแอบสบตากัน องค์รัชทายาทจึงตรัส
“ข้าให้เวลาพวกเ้า 1 ชั่วยามไปตาม 3 คนนี้กลับมาถ้าหาไม่พบ เย็นนี้ทหารในค่ายทุกคนไม่ต้องกินข้าว” สิ้นคำสั่งเสียงฮือดังขึ้น โอดครวญว่าพวกเราไม่เกี่ยวข้องด้วยมีพลทหารผู้น้อยนายหนึ่งลุกขึ้นกล่าวแทนเพื่อนๆ ในค่ายว่า
“องค์รัชทายาท 3 คนนั่นเขาเป็คนสนิทของท่านรองหลี่กัง เขาสามารถทำตามใจได้ตลอดเวลา อยากไปไหนตอนไหนก็ย่อมทำได้ ส่วนพวกเราอยู่ในค่ายไม่รู้เื่ด้วยขอรับ”
“เช่นนั้นเ้ารู้ไหมว่าทั้ง 3 คน อยู่ที่ไหน” จางเหยา ถาม ครานี้พลทหารผู้นั้นลังเลมองไปที่นายกอง 4 คน แล้วถอยหลังไปยืนในที่ตนเอง
องค์รัชทายาทตรัสเสียงดังว่า “นายกองทั้ง 4 คนออกไปตาม 3 คนกลับมาถ้าตามมาไม่ได้ให้โบยคนละ 50 ไม้แล้วย้ายไปประจำด่านชายแดนถ้ากลับมาภายในครึ่งชั่วยาม ให้ย้ายไปประจำชายแดนไม่ต้องถูกโบย” สิ้นเสียงคำสั่งนายกองทั้ง 4วิ่งออกไปจากค่ายทันที
จางเหยาออกคำสั่งเสียงดัง “ส่วนพวกเ้าเตรียมตัวฝึก ตั้งแถวแล้ววิ่งรอบค่าย 10 รอบเดี๋ยวนี้” ทหารทั้ง800 คนพากันโอดครวญ เพราะไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจังมาหลายเดือน นับั้แ่ผู้บัญชาการผู้เฒ่าหมดอาลัยอยากกลับบ้านเกิดแต่ฝ่าายังไม่ยอมให้ลาเกษียณ ส่วนรองผู้บัญชาการหลี่กังก็ปล่อยปละละเลยขยันก็เรียกมาฝึกเหนื่อยหน่อยก็พัก มาวันนี้ค่ายซานตงมี 3 โหดมาบัญชาการค่ายชีวิตพลทหารฝึกหัดวันข้างหน้าคงต้องเหนื่อยตายเป็แน่แท้
ไม่ถึงชั่วยามนายกองทั้ง4 นำพลทหารหนีค่ายฝึก 3 คนวิ่งกระหืดกระหอบกลับมายังค่ายทหารทั้ง 7 คนคุกเข้าอยู่ตรงหน้าองค์รัชทายาทตัวสั่นเทา “องค์รัชทายาทโปรดเมตตาไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย” พลทหารหนีค่ายร้องขอชีวิต
องค์รัชทายาทไม่ตอบแล้วหันไปทางนายกองทั้ง 4 คน “พวกเ้าไปอยู่ด่านไท่หยวนกับ ด่านเซินหนิง เอาหนังสือไปแจ้งแม่ทัพด่าน ไม่มีคำสั่งไม่ต้องกลับเมืองหลวง” ตรัสแล้วยื่นหนังสือให้นาย กองทั้ง4 พวกเขารับใบคำสั่งด้วยมือสั่นเทาทำความเคารพแล้วเดินคอตกออกไป
“ส่วนพวกเ้า 3 คนเ้าเป็ทหารในค่ายหนีออกไปนอกค่ายโดยพลการ ทหารเอาไปจำคุก ไม่มีคำสั่งเรียกก็อยู่ในนั้นต่อไป” พลทหารสามคนตาเบิกโพลงร้องขอความเมตตากันระงม ทหารรับใช้เข้ามาดึงตัวทั้งสามออกไป
ลานหมู่ตาน
ณลานหมู่ตาน(ดอกหมู่ตานหรือดอกโบตั๋น)อยู่ในเขตพระราชวังชั้นนอกราชสำนักจัดให้มีการพบปะของบรรดานักกวี บัณฑิต เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานกวีนิพนธ์อยู่เสมอๆสำหรับลานหมู่ตานในวันนี้ ราชสำนักเป็ผู้จัดงาน “งานกวีชิวเฟิน”หรือ “งานดื่มน้ำชาอ่านบทกวีกลางฤดูใบไม้ร่วง”ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ปีนี้ องค์หญิงหลิงอันได้รับมอบหมายจากฝ่าา ให้ควบคุมการจัดงานชุมนุมนักกวีขึ้น เพื่อให้บรรดาเหล่าเชื้อพระวงศ์ชายและหญิงบรรดาเหล่าปราชญ์ บัณฑิตผู้มีชื่อเสียงทางด้านประพันธ์บทกวี นักเขียนอักษรภาพกลุ่มนักวิจารณ์วรรณคดี ทั่วเมืองหลวงมาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน
ภายในบริเวณงานองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว องค์ชายรองเหยียนชี่ องค์หญิงหลิงอันและเหล่าพระธิดาจากบรรดาพระสนม อีกพระสหายของบรรดาองค์ชาย องค์หญิงมาร่วมงานกันเต็มลาน ต่างยืนสนทนากันเป็กลุ่มๆ มีการแลกเปลี่ยนบทกลอนบทกวีนิพนธ์ในมือ ดูน่าครึกครื้นยิ่งนัก งานชุมนุมเริ่มไปได้ไม่นาน
องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ยแต่งกายตามแบบแคว้นต้าซ่ง ถือพัดเขียนบทกวี โบกไปมา แท้จริงไม่ได้โบกเพื่อคลายร้อนหากแต่เพื่อแสดงบทกวีที่เพิ่งแต่งเสร็จมาหมาดๆ อวดโฉมอักษรภายในงานการเดินทางมาของเขาสร้างเสียงฮือฮาให้บรรดาสตรีในงานได้ไม่น้อยเพราะวันนี้เขารูปงามไม่น้อยหน้าองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว แต่รูปไหล่กว้างกว่าถูกใจเหล่าสตรียิ่งนัก เหล่าสตรีในเมืองหลวงต่างให้ความสนใจองค์ชายผู้นี้มากกว่าองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว เพราะเขาเพิ่งมาใหม่จึงเป็ที่สนใจไถ่ถามถึง เขาเดินเข้ามาร่วมกลุ่มกับพระโอรส ธิดาของพระสนมหวังกุ้ยเฟยทำความเคารพและสนทนาต่อกัน
องค์หญิงเหออัน ลงจากรถม้าตำหนักฮุ่ยหลิงเสด็จเข้ามาภายในงานกวีโดยมี เสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน ติดตามอารักขา นางอันสวมอาภรณ์สีฟ้าประดับมงกุฎดอกไม้ไหวสีทองงดงาม รับกับใบหน้างดงามอ่อนหวาน เสวี่ยซิง อารักขาด้านหลัง แม้ตัวตรงสายตาระแวดระวังภัยแต่บ่อยครั้งเขาลอบมององค์หญิงเหออันอย่างชื่นชม ทุกย่างก้าวของนางอยู่ในสายตาและอยู่ในใจของเขาตลอดมา เขามองนางเงียบๆ เช่นนี้มาหลายปีแล้ว
“คารวะองค์หญิงเหออัน” ทุกคนในบริเวณงานกวีชิวเฟิน ต่างทำความเคารพองค์หญิงเหออันอย่างพร้อมเพรียง ส่วนองค์หญิงค้อมศีรษะรับแล้วเดินไปเวทีกลางลานหมู่ตานที่นั่นมีเหล่าเชื้อพระวงศ์ เหล่าพระสหายยืนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อพบกันในที่สาธารณะต่างฝ่ายทักทายทำความเคารพกันตามลำดับศักดิ์ แม้องค์หญิงหลิงอันจะาุโกว่า แต่เพราะองค์หญิงเหออันเป็พระธิดาองค์ฮองเฮาและเป็พระขนิษฐาแท้ๆ ขององค์รัชทายาท ทำให้องค์หญิงหลิงอัน จำต้องคารวะอย่างนอบน้อมกว่า แต่เพราะองค์หญิงหลิงอันเป็ผู้รับผิดชอบจัดงาน“งานกวีชิวเฟิน” นางจึงเพียงกล่าวทักทายองค์หญิงเหออันตามมารยาท
ครั้นเห็นว่าเสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลินติดตามมาด้วย พลันน้ำเสียงบังเกิดความอ่อนหวาน ยิ้มแย้มอย่างปลื้มปีติยินดีทันที เหตุที่นางปีติไม่ใช่เพราะเสวี่ยซิง ที่มาร่วมงานต่างหาก....
“ยินดีต้อนรับน้องหญิง พี่ดีใจที่น้องหญิงมาร่วม“งานกวีชิวเฟิน”ที่พี่จัด หวังว่าน้องหญิงจะชื่นชอบงานที่พี่จัดนะ” น้ำเสียงองค์หญิงหลิงอันไพเราะยิ่งนัก
“เพคะ พี่หญิง” องค์หญิงเหออันยิ้มแย้มแล้วเดินตามนางกำนัลไปที่ประทับบนเวที เสวี่ยซิง ติดตามไปด้านหลัง
“ท่านองครักษ์เสวี่ย ข้ายินดียิ่งนักที่ท่านมาร่วมงานด้วย” องค์หญิงหลิงอันตรงเข้ามาทักทาย เสวี่ยซิงเป็พิเศษ “ท่านสบายดีหรือไม่ข้ามิได้พบเห็นท่านมาระยะหนึ่งแล้ว” นางปรารถนารั้งเขาให้อยู่พูดคุยกับนางให้นานที่สุด เพราะนางถือว่างานในวันนี้ใครจะไม่มาก็ได้ ยกเว้น เสวี่ยซิง ที่นางปรารถนาให้มางานนี้มากที่สุด
“กระหม่อมสบายดี องค์หญิงหลิงอัน ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง น่ายินดียิ่ง”เสวี่ยซิงกล่าวตอบแต่สีหน้าดูกังวล อึดอัดเนื่องจากเวลานี้องค์หญิงเหออันเริ่มเดินห่างจากการอารักขาของเขาไปเรื่อยๆ
องค์ชายหลี่ผิงซาน แห่งซีเซี่ยครั้นได้พบองค์หญิงเหออันครั้งแรก รู้สึกประทับใจในความงดงามของนางแม้ว่าใบหน้าจะไม่งดงามหวานซึ้งเท่าองค์หญิงหลิงอัน แต่องค์หญิงผู้นี้กลับงดงามอ่อนหวานน่าทะนุถนอมถูกใจเขาจนไม่อาจละสายตาไปไหนได้
่ที่องค์หญิงหลิงอันรั้งตัวเสวี่ยซิง จนองค์หญิงเหออันเดินห่างออกไปนั้น องค์ชายแห่งซีเซี่ยถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปตรงหน้าแล้วแนะนำตนเอง “คารวะองค์หญิงเหออัน กระหม่อม หลี่ผิงซาน จากแคว้นซีเซี่ยยินดีที่ได้พบองค์หญิง”
เหออัน หันมาตามเสียงพลันตกตะลึงชั่วครู่ แล้วจึงมีสติกลับมาทำความเคารพตอบ “คารวะองค์ชายหลี่ผิงซานหม่อมฉันยินดีที่ได้พบ ได้ยินข่าวว่า ท่านมาทำพักที่ต้าซ่งหลายวันแล้วหวังว่าองค์ชายคงเริ่มคุ้นเคยกับบ้านเมืองและประเพณีของต้าซ่งบ้างแล้วใช่ไหมเพคะ?”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงเช่นนั้นวันนี้จะทรงยินดีสนทนาแลกเปลี่ยนบทกวีกับหม่อมฉันได้หรือไม่?” องค์หญิงเหออันยิ้มตอบ ผายมือเป็เชิงอนุญาต นางกำนัลเปิดอักษรกวีบนผ้าไหมทั้งสองผลัดกันอ่านบทกวีนิพนธ์ของตนแก่กัน เป็ที่พอใจขององค์หญิงเหออันยิ่งนักดูท่าสหายใหม่ที่พบในวันนี้จะมีความรู้ด้านกวีนิพนธ์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
เสวี่ยซิงเห็นว่าตนเองอยู่ห่างจากองค์หญิงเหออันนานแล้ว จึงขอตัวจากองค์หญิงหลิงอันเดินเข้าไปอารักขาใกล้ๆ องค์หญิงเหออัน ส่วนหลิงอันยังคงเดินตามมาติดๆเมื่อเข้ามาใกล้พบว่า ทั้งเหออันและ หลี่ผิงซานต่างสนทนาแสดงความเห็นต่อกวีนิพนธ์งานหนึ่งอย่างได้อรรถรส องค์หญิงหลิงอันเห็นเสวี่ยซิงใส่ใจอารักขาเหออันเช่นนี้ บังเกิดความรู้สึกขัดลูกตาน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ยิ่งนัก
นางกำนัลที่เดินถือถาดกาน้ำชาเข้ามาเปลี่ยนที่โต๊ะ องค์หญิง หลิงอันจึงแกล้งเบี่ยงตัวเล็กน้อยไปชนกับนางกำนัลจนเซล้มไปทางองค์หญิงเหออัน เสวี่ยซิง เหลือบไปเห็นจึงเอียงกายบังและปัดกาน้ำชานั้นกระเด็นตกพื้นแต่น้ำร้อนในกากระเซ็นมาโดนชายอาภรณ์องค์หญิงเหออันเล็กน้อยขณะที่เขาเอียงตัวมาปกป้ององค์หญิงเหออัน ทำให้ตัวเขาและนางอยู่ห่างกันคืบเดียวใบหน้าองค์หญิงเหออันแทบจะติดไหล่ขององครักษ์หนุ่ม
เสียงกาน้ำร้อนตกพื้นแตกกระจายทำให้คนทุกคนในงานใหันมามองยังจุดเดียว แล้วพลันมีเสียงไพเราะดั่งระฆังดังขึ้นเื้ั “น้องหญิง เป็อย่างไรบ้าง น้ำร้อนลวกเ้าหรือไม่”
เป็องค์หญิงหลิงอันที่กล่าวอย่างใ แล้วนางกล่าวต่ออีก “นั่นเ้าทำงานประสาอะไรเด็กๆ พานางออกไปโบย โทษฐานทำให้น้องหญิงของพี่าเ็”
“พี่หญิง อย่าไปโทษนางเลย น้องผิดเองที่ไม่ทันระวังตัว” องค์หญิงเหอ อันกล่าวขอร้อง แต่องค์หญิงหลิงอันยืนกราน “ไม่ได้หรอกน้องหญิง เสื้อผ้าน้องหญิงสกปรกแล้ว พี่เป็ผู้รับผิดชอบงานทั้งหมดจะปล่อยเื่นี้ผ่านไปไม่ได้ ทหารเอานางไปโบย”
องค์หญิงเหออันสบตาเสวี่ยซิงสายตาวิงวอนให้องครักษ์ช่วยนางกำนัล “องค์หญิงหลิงอันโปรดประทานอภัยนางกำนัลผู้นั้นเถิดพ่ะย่ะค่ะ เพราะข้าน้อยไม่ระวังมือไปปัดกาน้ำในมือของนางจนกระเด็น กระหม่อมขอรับผิดพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวแล้วก็โค้งคำนับองค์หญิงหลิงอัน นางรู้สึกขัดใจยิ่งนักที่เสวี่ยซิงออกหน้าแทนนางกำนัลต่ำต้อยผู้นั้น แต่เพื่อไม่ให้เกิดการสาวความขึ้นมา องค์หญิงหลิงอันจึงกล่าวอย่างใจกว้าง
“เอาหละ เอาหละ ท่านองครักษ์เสวี่ยซิง รับผิดแทนเ้าแล้วก็ให้แล้วกันไปเถอะ ทหารเอาตัวนางออกไป ว่าแต่ท่านองครักษ์เสวี่ยซิง..”
องค์หญิงหลิงอันหันกลับมาหาองครักษ์เสวี่ยซิงตั้งใจจะสนทนาต่อ พลันต้องชะงัก เพราะองครักษ์เสวี่ยซิง กำลังพาองค์หญิงเหออัน เดินออกไปจากลานหมู่ตานแล้ว
นางรู้สึกเกลียดเหออันยิ่งนัก...เกลียดครอบครัวฮองเฮาเยว่ซิน! นางเฝ้ามองดูองครักษ์เสวี่ยซิงประคองเหออันไปส่งยังรถม้าของพระตำหนักฮุ่ยหลิงอย่างแค้นเคืองเม้มริมฝีปาก กำหมัดแน่นภายใต้ชายเสื้อ
“ว่าอย่างไร แกล้งเขาไม่สำเร็จใช่มั๊ยล่ะ” เสียงองค์ชายเหยียนจั๋วกล่าวกับน้องสาวความจริงเขายืนอยู่ข้างๆ น้องสาวได้สักครู่แล้ว จึงเห็นน้องสาวแกล้งเซไปชนนางกำนัลหวังทำร้ายเหออันน้องสาวต่างมารดา แต่เสวี่ยซิงช่วยปัดกาน้ำชาเ้าปัญหาใบนั้นจนตกพื้นไป
องค์ชายรองเหยียนชี่ พี่ชายรองมองดูเหตุการณ์เหล่านี้อย่างเงียบๆเมื่อเห็นว่าเื่คลี่คลายแล้วเขาหันกลับไปสนทนากับเหล่าสหายกวีต่อไป
องค์หญิงเหออันเสด็จกลับพระตำหนักไปแล้วองค์ชายหลี่ผิงซานแห่งแคว้นซีเซี่ย เขาเองได้เห็นละครฉากนี้ด้วย เพราะอยู่ตรงนั้นพอดีรู้สึกเสียดายที่ได้สนทนากับองค์หญิงเหออันผู้นี้สั้นไป หากได้สนทนามากกว่านี้อาจผูกไมตรีอันดีต่อกันได้มากยิ่งขึ้น เวลานี้เขาได้แต่หันกลับไปสนทนากับบัณฑิตคนอื่นๆ ในงานสักครู่ แล้วจึงขอตัวลาองค์ชายเหยียนจั๋ว และองค์หญิงหลิงอัน เ้าภาพจัดงานกลับจวนของตนไป
เสวี่ยซิงภายหลังส่งองค์หญิงเหออันกลับพระตำหนักฮุ่ยหลิงไปแล้ว เขาขี่ม้าตั้งใจเดินทางกลับค่ายซานตง ครั้นระหว่างทางกลับค่าย พบว่าจางเหยาควบม้าอย่างเร่งรีบสวนทางมาแจ้งข่าว “เสนาบดีเฮ่อ หยุน เ้ากรมคลัง เสียชีวิตในจวนที่พักสาเหตุจากอนุภรรยาใช้มีดแทงอกทะลุ องค์รัชทายาทให้เราสองคนไปร่วมสอบสวนคดีกับกรมอาญาที่จวนเสนาบดีเฮ่อหยุนด้วย”
แล้วทั้งสองก็ควบม้าตรงไปจวนเ้ากรมคลังทันที