เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 53 แผนการสุดท้าย

    บทที่ 53 แผนการสุดท้าย

     

            เรือนท้ายจวนตระกูลจ้าวที่ถูกตกแต่งด้วยโคมสีแดงแสดงถึงช่วงเวลาอันเป็นมงคลของสมาชิกในจวนผู้เป็นเจ้าของเรือนท้าย

             

            ท่านหญิงผู้ที่ถูกโอรสสวรรค์ยกย่องให้เป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วยความงดงาม ความสามารถ และความสนิทสนมระหว่างนางกับราชวงศ์จึงเห็นได้ว่ามีนางในหลายต่อหลายคนเข้ามาช่วยงานในครั้งนี้เสียเต็มจวน

             

            ในห้องนอนของหญิงสาวยามนี้มือบางของเสี่ยวโยวและอาจิงบ่าวทั้งสองกำลังจัดแจงกับการทำผมขั้นสุดท้ายโดยไม่ลืมปักปิ่นผมที่คุ้นตามันเป็นปิ่นเดียวกับที่วิญญาณของจ้าวซินเยว่ตัวจริงมาหานาง

             

            ... ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันแห่งชะตากรรมโดยแท้จริง...

             

            "งดงามมากเจ้าค่ะคุณหนูวันนี้คุณหนูของบ่าวงดงามที่สุดเลยเจ้าค่ะ"เสี่ยวโยวที่ปักปิ่นเสร็จก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจและตื้นตันใจอาจิงเองก็เช่นกัน ทั้งสาวคนต่างอดที่จะชื่นชมเจ้านายสาวของตนเองมิได้จริงๆ

             

            หากแต่วันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นทั้งสองคนก็ย่อมรู้ดี โดยเฉพาะอาจิงที่พึ่งรู้ความจริงเมื่อวานทำให้เจ้าตัวอดที่จะเข่าอ่อนกับเรื่องในครั้งนี้ไม่ได้นางเองทั้งดีใจทีว่านี้คุณหนูของนางจะได้แต่งตัวงดงามและได้เข้าพิธีสมรสที่คุณหนูเต็มใจด้วยตนเองแต่ก็รู้สึกใจหายเช่นกัน

             

            "เพราะพวกเจ้า พวกมามาด้วยนะเจ้าคะ"จ้าวซินเยว่เอ่ยกับบ่าวทั้งสองรวมถึงนางในของไทเฮาที่ถูกส่งมาช่วยแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้

             

            "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะคุณหนูก็งดงามมากจริงๆ"

             

            ว่าจบ เหล่านางในของไทเฮาก็เดินออกไปจากเรือนปล่อยให้คนในเรือนได้เตรียมตัวเพราะอีกไม่นานก็จะมีญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาวจากเมืองเว่ยเข้ามาทักทายแล้ว

             

            หลังจากเรื่องในคืนนั้นข่าวลือที่เกี่ยวกับหลิวลู่เสียนก็ถูกบอกต่อกันปากต่อปาก ข่าวว่านางนั้นถูกองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่หลอกจนนางทนไม่ไหวกับความวิปริตขององค์ชายต่างแคว้น

             

            หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนพบเข้ากับจดหมายของหลิวลู่เสียนที่หอสมุดแห่งหนึ่งที่นางชอบวนเวียนไปเสมอด้วยถ้อยคำว่าที่ฮองเฮาบังคับให้นางเป็นสตรีขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่เพื่ออะไรบางอย่างนางถูกย่ำยีทั้งกายและใจ ตระกูลหลิวก็ไม่ช่วยนางนางจึงไม่ขออดทนอีกต่อไปขอไปชีวิตสงบกับคนรักของนาง

             

            พร้อมกันกับทีบ่าวชายที่มีความสามารถทั้งการอ่านเขียนและการต่อสู้คนหนึ่งที่คอยเป็นบ่าวรับใช้และดูแลความปลอดภัยของหลิวลู่เสียนเองก็หายไปด้วยพร้อมกับเสี่ยวเซียว

             

            ข่าวลือหลิวลูเสียนหนีไปกับบ่าวชายอย่างไร้ร่องรอยด้วยความทรมานใจก็ค่อยๆขยายตัวขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมๆ กับข่าวการแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ของจ้าวซินเยว่

             

            กว่าตระกูลหลิวจะรู้ตัวเรื่องราวก็ถูกแพร่กระจายไปทั่วจนไม่อาจยับยั้งสายตาที่ผู้คนมองตระกูลหลิวก็เปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความศรัทธา พอๆ การกร่นด่าฮองเฮาที่ใช้ได้แม้กระทั่งเด็กสาวเพื่ออำนาจของตนเอง

             

            ต่างจากตระกูลจ้าวที่แสดงความเห็นใจหลิวลู่เสียนโดยเฉพาะจ้าวหานที่เคยได้เลี้ยงดูยามที่หลิวลู่เสียนยังเป็นทารกอยู่บ้างเขาบุกเข้าไปยังตระกูลหลิวพร้อมกับมารดาที่ต้องเดินทางมีงานสมรสอยู่แล้วโดยแจ้งให้เจ้ากรมยุติธรรมลั่วมาเป็นพยาน

             

            สิ่งที่จ้าวอันหรานและจ้าวหานทำคือการแจกแจงสินเดิมของนางที่ยังอยู่ในเรือนตระกูลหลิวนางกล่าวว่าสินเดิมนางมีไว้เพื่อหลิวลูเสียนยามนี้บุตรีของนางตัดสินใจออกจาตระกูลหลิว ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ควรจะคืนให้นาง

             

            ทรัพย์สินใดที่ไม่มีบันทึกว่าใช้ไปกับหลิวลู่เสียนนางก็รับคืนเป็นตำลึงโดยให้ทางการเป็นคนตรวจสอบทั้งหมด และประเมินทุกอย่างล้วนมาจากคำแนะนำของแม่ทัพผู้นั้นเพื่อจะทวงคืนทุกอย่างของตระกูลจ้าวคืนและสั่งสอนตระกูลหลิว

             

            หลังจากวันนั้นตระกุลหลิวที่ได้แต่เก็บความเจ็บแค้นเอาไว้และยังต้องส่งสินสมรสบางส่วนมาให้จ้าวซินเยว่ด้วยเพื่อบรรเทาคำกร่นด่าเหล่านั้นอีก

             

            "ท่านหญิงกับคุณชายใหญ่มาเจ้าค่ะ"บ่าวหน้าห้องเอ่ยจากด้านนอก หญิงสาวพยักหน้าให้บ่าวทั้งสองในห้องเป็นอาจิงที่รู้หน้าที่รีบเดินไปเปิดประตูเรือนพร้อมเดินนำเจ้านายทั้งสองมายังห้องของคุณหนูของนาง

             

            "ท่านแม่ พี่ใหญ่"เสียงหวานของจ้าวซินเยว่เอ่ยทักทายทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มพร้อมกับจ้าวอันหรานที่รีบเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาวด้วยรอยยิ้มตื้นตันส่วนจ้าวหานก็ยกยิ้มมุมปาก จะยินดีก็ยินดี จะใจหายก็ใจหาย

             

            "งดงามจริงๆ ซินเยว่"จ้าวอันหรานกล่าวอย่างอ่อนโยนนางเลี้ยงดูลูกสาวลำพังด้วยความยากลำบากมาตั้งแต่เกิดบนพื้นที่ห่างไกล ในเรื่องแต่งงานของบุตรสาวนางก็เคยคิดไว้ว่าจะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนดีๆ และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จะเป็นใครที่ไหนก็ได้ขอแค่เป็นคนที่รักลูกสาวของนางอย่างจริงใจ และไม่มีสตรีอื่นให้ยุ่งยากจะเป็นคนรวยคนจนอย่างไรก็ไม่ได้สำคัญ

             

            ไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวคนเล็กของตนจะได้เข้าพิธีแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้และยังกับคนที่ยิ่งใหญ่พอที่จะมีชื่อปรากฏให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

             

            หากผ่านคืนนี้ไปไม่รู้เลยว่าชีวิตของลูกสาวนางจะเป็นเช่นไรแต่นางก็ภาวนาให้มันลูกสาวนางมีแต่ความสงบสุข

             

            "ท่านแม่ ตั้งแต่ท่านเดินทางมาถึงข้ายังไม่ได้ออกไปพบ เสียมารยาทแล้ว"เสียงหวานเอ่ยกับมารดาที่มาถึงตั้งแต่สองวันก่อนแต่เพราะนางต้องเก็บตัวในห้องก่อนเจ็ดวันจึงไม่ได้ออกไปไหนทั้งนั้นในยามกลางวันครั้นจะไปพบในยามราตรีก็กลัวว่าท่านแม่จะดุนางเสียเปล่าๆ

             

            "ไม่คิดเลยจริงๆว่าเจ้าจะเติบโตมากพอจะออกเรือนแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ"

             

            "ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่น้องเล็กเติบโตขนาดนี้แล้ว" จ้าวหานกล่าวบ้าง

             

            "ข้าเองก็...ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้เช่นกัน"

             

            ไม่ว่าจะในฐานะสวีเจียฉีหรือจ้าวซินเยว่นางก็คิดว่าชีวิตนี้คงจะไม่ได้มีโอกาสได้แต่งงานจากความต้องการของนางหรือหากจะต้องแต่ง นางก็ทำใจไว้แล้วว่ามันคงจะเป็นการฝืนใจแต่งตามหน้าที่เท่านั้นหากแต่ยามนี้นางกลับแต่งด้วยความเต็มใจของตนเอง

             

            ทั้งสามคนพูดคุยกันไม่นานก็มีบ่าวรีบวิ่งมาแจ้งว่าขบวนรับเจ้าสาวใกล้มาถึงแล้วจ้าวอันหรานจึงกอดลูกสาวของตนเองอีกครั้งทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายในหัวอกคนเป็นแม่

             

            "ไม่ว่าจะเกิดอะไร ที่ไหนก็บอกแม่คนนี้ได้เสมอ ขอแค่เจ้าเอ่ยปาก ข้าจะทำทุกทางเพื่อช่วยเจ้าเอง"น้ำเสียงสั่นเครือปะปนสะอื้นเอ่ยกับลูกสาวจากใจจริงๆและจ้าวซินเยว่ก็รับรู้ได้ถึงสิ่งนั้นน้ำตาของหญิงสาวในชุดแดงรื้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

             

            "เจ้าค่ะ หากข้ามีสิ่งใดขาดเหลือหรือเดือดร้อน ข้าจะบอกท่านเป็นคนแรก"สตรีในชุดมงคลกล่าวด้วยรอยยิ้มยินดีเช่นกัน เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจเมื่อคนเป็นแม่เห็นเช่นนั้นจึงวางใจและเดินออกจากเรือนหลังไปพร้อมบ่าวของตนเหลือเพียงพี่ชายที่มองน้องสาวด้วยสาตาภาคภูมิใจที่ปะปนไปด้วยความเป็นห่วง

             

            "ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เช่นนี้ข้าคงจะยินดีมากกว่านี้แท้ๆ"

             

            "ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะข้าเลือกของข้าเองด้วย เพราะงั้น ขอแค่ท่านไม่โกรธที่ข้าตัดสินใจเช่นนี้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ"

             

            พี่น้องทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างเข้าใจจ้าวหานถอนหายใจพลางส่ายหน้าเขารับผ้าคลุมเจ้าสาวมาจากเสี่ยวโยวและคลุมให้ญาติสตรีตามธรรมเนียมพร้อมกับจับมือบางประคองเดินตามทางเดินเพื่อส่งตัวเจ้าสาวให้ถึงมือขบวนรับของเจ้าบ่าวตามธรรมเนียมนี้จะต้องเป็นญาติสนิทผู้ชายทำเท่านั้น

             

            มือเล็กๆที่วางอยู่บนมือของพี่ชายค่อนข้างบางและสั่นเล็กน้อยมีเหงื่อมากกว่าปกติด้วยความประหม่าดวงตาสวยมองที่พื้นสลับทางข้างหน้าที่มีผ้าคลุมสีแดงบางคลุมอยู่จนมาถึงด้านหน้าของนางจนในที่สุดที่ชายของนางก็หยุดเดิน เงาลางๆเบื้องหน้าก็ปรากฏร่างสูงของใครบางคนที่คุ้นเคย

             

            "ชีวิตหลังจากนี้ของน้องสาวข้า ขอฝากไว้กับเจ้า"จ้าวหานจ้องใบหน้าของบุรุษใต้หน้ากากตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะพูดคำพูดฝากฝังน้องสาวเพียงคนเดียวท่ามกลางความเงียบงันระหว่างทั้งสองฝ่ายพร้อมกับยื่นมือข้างที่จับมือน้องสาวอยู่ขึ้นมาตรงหน้าอีกฝ่าย

             

            ชายใต้หน้ากากในชุดมงคลที่มารับเจ้าสาวด้วยตนเองอันเป็นการให้เกียรติสูงสุดสำหรับการแต่งงานก้มหัวลงต่อหน้าจ้าวหานท่ามกลางสายตาผู้คน

             

            ไม่ว่าจะด้วยฐานะหรือตำแหน่งเขาก็สูงกว่าจ้าวหานทั้งนั้น แต่ชายหนุ่มก็ก้มลงทำความเคารพเขาในฐานะพี่ชายของว่าที่ภรรยาถือเป็นภาพที่ทหารแห่งแคว้นลี่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะรับมือบางมาจากมืออีกฝ่าย

     

            "ด้วยความยินดี"

     

     

    ... ... ...

     

     

            พิธีการของงานมงคลสมรสระหว่างแม่ทัพหวงจือเหว่ยแห่งแคว้นลี่และท่านหญิงผู่เยว่จ้าวซินเยว่เริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกอย่างทำตามพิธีของแคว้นฝูโดยที่ตระกูลเฉินรับหน้าเป็นสถานที่จัดเลี้ยง องค์รัชทายาทและองค์ชายสามแห่งแคว้นลี่เป็นผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าบ่าวส่วนเจ้าสาวก็มีทั้งตระกูลจ้าวและตระกูลเฉินร่วมกันเป็นผู้ใหญ่

             

            คนที่มาร่วมงานล้วนแล้วแต่เป็นคนใหญ่คนโตหนึ่งในนั้นคือโอรสสวรรค์ ไทเฮา และองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูที่มาเข้าร่วมพิธีก่อนจะกลับพระราชวังด้วยภารกิจและเวลาแม้แต่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ก็ไม่ได้อยู่จนถึงช่วงเย็นทำให้ช่วงจัดเลี้ยงเหลือเพียงคนสนิทของฝ่ายชายไม่กี่คน และญาติฝ่ายหญิงทั้งสิ้น

             

            ฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นได้แต่ส่งเจ้าสาวต่อให้อาจิงและเสี่ยวโยวเพื่อไปรอในห้องหอส่วนตัวเองนั้นต้องรับหน้าแขกเหรื่อที่มาตามธรรมเนียมแม้ใจจะอยากตามไปเข้าหอเลยก็ตาม แต่เขาก็ต้องอดทน แค่ผ่านคืนนี้ไปเท่านั้น

             

            ทางด้านจ้าวซินเยว่ที่เดินไปกับเสี่ยวโยวและอาจิงพร้อมกับบ่าวคนสนิทของเฉินจือหานที่ตอนนี้กลับมาเป็นบ่าวชายข้างกายของนายท่านเฉินผู้ซึ่งเป็นพ่อบ้านอยู่ที่นี่มานานจ้าวซินเยว่เองก็คุ้นหน้าคุ้นตาดี

             

            "ที่นี่คุณชายตั้งใจจะทำให้เป็นเรือนหอให้กับท่านหญิง"เสียงของชายวัยกลางคนค่อนไปทางชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นจ้าวซินเยว่เองก็พอจะรู้เพียงแต่นางก็ไม่เคยเดินมาส่วนนี้อีกเลยตั้งแต่เฉินจือหานถูกประกาศว่าตายหลังจากที่นางกลับมานางก็ไม่ได้เข้ามาส่วนลึกของจวนตระกูลเฉินอีกเลย

             

            "ข้ามาตั้งแต่ตอนที่มันยังมีแค่ความคิดของเฉินจือหาน นึกว่าเลยว่าพวกท่านจะไม่สร้างมันต่อ"นางเชื่อว่าเรื่องที่เฉินจือหานยังมีชีวิตนั้นไม่ได้รู้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนคนที่รู้นอกจากพี่ชายของนางมู่จง จงฉวน ก็คงจะได้รู้เมื่อไม่นานมานี้ พร้อมๆ กับตัวนางและคงจะเป็นฝั่งเจ้านายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

             

            "ข้าเองก็ไม่คิดว่ามันจะได้ใช้เป็นเรือนหอของท่านจริงๆนายท่านกับนายหญิงเองก็วางอดีตลงและทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีตามที่คุณชายต้องการแล้ว"คงจะหมายถึงการวางอดีตที่หวงจือเหว่ยเป็นคนสังหารบุตรชายลงแล้วทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพงานสมรสของนางอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

             

            "ตระกูลเฉินช่างดีกับข้าเหลือเกินข้าจะไม่ลืมพวกท่านจริงๆ"

             

            "ท่านเองก็เป็นเหมือนคุณหนูคนนึงของเรือน ไม่มีใครติดใจเรื่องนี้หรอกขอรับ"บ่าวผู้ใหญ่พูดจบ นางก็ได้ยินเสียงเปิดประตูเรือนหอ "ข้ามาส่งเท่านี้เชิญท่านรอด้านในเถิด"

             

            จ้าวซินเยว่โค้งรับพร้อมก้าวเข้าไปด้านในพร้อมกับบ่าวสตรีทั้งสองคนทันทีที่เสียงประตูปิดลง นางก็ค่อยๆเปิดผ้าคลุมใบหน้าของตนเองออกโดยไม่สนท่าทางตกใจของบ่าวทั้งสองดวงตากลมเงยหน้ามองเรือนหอนี้รอบๆ ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างดี ดูแล้วนี่เป็นเรือนหอของนางจริงๆทุกอย่างล้วนถูกตกแต่งตามใจนางทั้งสิ้น

             

            "เป็นคนที่ใส่ใจจริงๆ"รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวซินเยว่ปรากฏเล็กน้อยพลางนึกถึงเจ้าของเรือนที่วางแผนทุกอย่างทั้งผู้ใหญ่ตระกูลหวังที่ทำตามความต้องการของลูกชายขนาดนี้

             

            แล้วนางจะไม่รักเขาได้อย่างไรกัน

             

            "คุณหนูเจ้าคะ"เสี่ยวโยวเรียกจ้าวซินเยว่ที่กำลังมองรอบๆ อย่างใจเย็น หญิงสาวค่อยๆหันมายิ้มให้บ่าวทั้งสองอีกครั้ง

             

            "ข้ารู้แล้ว..."

     

     

    ... ... ...

     

     

            ด้านงานที่อยู่หน้าเรือนรับรองหวงจือเหว่ยมองดูรอบๆ ยามนี้มีตระกูลเฉิน ตระกูลจ้าว รวมถึงเฉินหนิงลูกสาวของตระกูลเฉินที่คุยอยู่กับจ้าวหานและขุนนางที่สนับสนุนองค์รัชทายาทซึ่งเป็นพันธมิตรของตระกูลเฉินและจ้าวทั้งสิ้น

             

            เขากวาดต่อมองและสบตาเข้ากับจ้าวหานอีกฝ่ายก็มองตนเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหันไปสนใจคู่สนทนาส่วนเขานั้นก็หันไปมองทหารของตนจากแคว้นลี่เพื่อเป็นการส่งสัญญาณ

             

            ได้เวลาที่เขาจะจบละครนี้เสียที...

     

     

    ... ... ...

     

     

            "งานเลี้ยงคงต้องเลิกราเท่านี้!"ประตูจวนตระกูลเฉินเปิดออกพร้อมกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ เขาไม่ใช่ใครอื่นแต่คือเสิ้นเจ้าเจียอัครเสานาบดีพ่อแท้ๆของฮองเฮาที่เดินเข้ามาพร้อมกับเหล่าทหารมากมายที่ถืออาวุธครบมือเข้ามาด้านในยามนี้ทหารของตระกูลเสิ้นนั้นได้ล้อมจวนตระกูลเฉินไว้ทั้งหมดแล้ว

             

            ความเงียบเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงพูดคุยบรรยากาศแห่งความยินดีล้วนหายไปทั้งสิ้น ไม่มีตระกูลเสิ้นคนใดมาร่วมงานสักคนนั่นเพราะเป็นงานแต่งของจ้าวซินเยว่ ทั้งยังจัดที่ตระกูลเฉินล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูคู่แค้นกันมาตั้งเท่าไหร่ การปรากฏตัวของเสิ้นเจ้าเจียจึงมิใช่เรื่องปกติ

             

            "นี่มันเกิดอะไรขึ้น"จ้าวหานเอ่ยถามด้วยท่าทางสงบ หากแต่ใบหน้าแสดงถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งมิใช่ว่าพวกตนจะไม่ต้อนรับเสิ้นเจ้าเจีย เพียงแต่การที่ตาเฒ่าเสิ้นผู้นี้เอาทหารเข้ามามากมายแบบนี้ "ท่านคิดจะกบฏหรือ? อัครเสนาบดีเสิ้น"

             

            เสิ้นเจ้าเจียยิ้มมุมปากกับคำพูดของคนรุ่นลูกรุ่นหลานก่อนจะหัวเราะรวนออกมาอย่างเย้ยหยัน

             

            "ไม่สู้หันไปถามน้องเขยของเจ้าดูเล่าจ้าวหาน" คำพูดของเสิ้นเจ้าเจียทำให้ทุกคนในงานหันไปมองชายหนุ่มชุดแดงที่สวมหน้ากากผู้ถูกทำลายงานแต่งแต่กลับสงบนิ่งราวเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมิได้ผิดคาดหรือเป็นเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจเลยสักนิด

             

            เพียงเท่านั้นคนในที่นั่นก็เข้าใจแล้วว่ามนเกิดอะไรขึ้น...การแต่งงานนี้ก็คงเป็นเพียงละครฉากใหญ่ของแคว้นลี่และตระกูลเสิ้นเท่านั้น

             

            "หวงจือเหว่ย! เจ้า!"

             

            "เชิญเจ้า เสนาบดีเฉิน พิงจิ่งกงจูและคุณหนูเฉินไปที่วังกับพวกข้าด้วย" ชายหนุ่มใต้หน้ากากพูดด้วยสายตาเย็นชาพร้อมเดินมุ่งหน้าไปทางเสิ้นเจ้าเจียมือหนาคว้าเอาดาบของตนที่ทหารส่งให้พร้อมโดยไม่หันไปมองใครทั้งสิ้น

             

            ไอเย็นไปแผ่ออกมาจากร่างของหวงจือเหว่ยแววตาที่ปรากฏผ่านหน้าตานั้นดูไร้ความรู้สึกนึกคิดใจๆมีเพียงความเยือกเย็นไม่มีความปราณีแก่ผู้คน เป็นสายตาของคนที่มองศัตรูเท่านั้น

             

            "เจ้าทำแบบนี้กับน้องสาวของข้าได้ยังไง!"จ้าวหานพุ่งเข้าใส่หวงจือเหว่ยหมายจะส่งหมัดหนักๆ แต่ก็ถูกทหารของตระกูลเสิ้นขวางเอาไว้จนเขาขยับตัวไม่ได้

             

            "หากไม่ทำตามที่ข้ากล่าวข้าก็คงจะรับรองความปลอดภัยให้น้องสาวท่านไม่ได้"สายตาและน้ำเสียงที่เย็นชาถูกส่งผ่านจนทุกคนรับรู้ได้ และตีความกันไปแล้วว่าจ้าวซินเยว่เป็นเหยื่อผู้น่าสงสารนางถูกหลอกให้แต่งงานเพื่อรวบรวมขุนนางที่เป็นศัตรูของตระกูลเสิ้นมารวมที่นี่เพื่อที่จะเกิด

             

            "เจ้า!"

             

            "ถ้าพวกท่านไปกับข้าแล้วทุกคนที่นี่จะปลอดภัย จนกว่าการสนทนาจะจบลง" หวงจือเหว่ยไม่รอคำตอบจากใครเขาเดินออกจากจวนตระกูลเฉินทั้งชุดนั้นคนที่มีรายชื่อเองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ทำได้เท่านั้นเมื่อสุดท้ายก็ต้องเดินตามหวงจือเหว่ยและเสิ้นเจ้าเจียออกไปอยู่ดี

             

            ทันทีที่คนสำคัญออกไปเหล่าทหารก็เข้ามาแยกชายหญิงออกให้อยู่คนละมุมของจวนด้านจ้าวอันหรานทรุดตัวลงไปร้องไห้อย่างหนัก นางเรียกร้องขอไปอยู่กับจ้าวซินเยว่แต่ยามนี้ทุกคนก็คาดเดาได้ว่าเรือนของจ้าวซินเยว่เองก็คงจะมีสถานการณ์ไม่ดีเช่นกัน

             

            ทหารของตระกูลเสิ้นดูแลความเรียบร้อยในจวนตระกูลเฉินอย่างโหดเหี้ยมพวกมันไม่ได้แตะต้องผู้คนตามที่ได้รับคำสั่ง แต่เมื่อไม่มีคำสั่งห้ามข่มขู่พวกมันจึงใช้โอกาสนี้ยกดาบถืออาวุธชี้หน้าขุนนางพูดจาด่าทอด้วยคำเสียๆ หายๆทั้งยังทำท่าทางคุกคามผู้คนตามใจพวกมันน่าจะกลัว

             

            ปัง!

             

            เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นสตรีในชุดงดงาม ตามมาด้วยบ่าวหญิงและทหารในชุดทางการของแคว้นลี่เป็นทหารแปลกหน้าที่ไม่ใช้หลุ่มเดียวกับที่มาอยู่แคว้นฝูก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าทหารขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่นั้นมาสมทบเพื่อทำการใหญ่แล้ว

             

            หญิงสาวมองรอบๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหากแต่เป็นรอยยิ้มแห่งความสะใจที่ขุนนางผู้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแห่งแค้วนฝูที่เคยเชิดหน้าชูตาแม้แต่กับนางยามนี้ต้องนั่งเรียงรายสั่นกลัวพวกทหารชั้นต่ำ

             

            ... สมน้ำหน้ายิ่งนัก

             

            แม้นางจะอยากพูดจาเย้ยหยันคนพวกนี้เท่าไหร่ก็ไม่สำคัญในเมื่อนางมีธุระที่สำคัญกว่าคนพวกนี้ขาเรียวรีบก้าวไปตามทางที่ถูกตกแต่งด้วยโคมสีแดง จุดหมายก็คือเรือนหอของคู่บ่าวสาวในวันนี้

             

            ด้วยความคับแค้นใจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนางมิได้สังเกตเลยว่ารอบข้างนั้นช่างเงียบสงบไร้เงาของทหารหรือบ่าวรับใช้ที่ควรจะนั่งกองด้วยความหวาดกลัวเช่นเรือนหน้า

             

            "เปิดประตูเข้าไป!" สิ้นเสียงคำสั่งทหารของนางก็พังประตูเข้าไปโดยไม่เกรงใจ

             

            ภายในเงียบสงบราวเกินกว่าจะเป็นเรือนหอที่สตรีผู้หนึ่งกำลังรอบุรุษมาเยือนไร้ซึ่งเงาของเหล่าสาวใช้จนคล้ายกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในเรือนหออันหรูหรานี้

             

            ทว่าคนที่ก้าวเข้ามาด้วยความเกลียดชังกลับไม่ได้สังเกตนางมองเพียงความหรูหราด้วยสายตาไม่พอใจและไฟอิจฉาที่ท้วมท้นใบหน้าสวยแสดงความรู้สึกเกลียดชังจากก้นบึ้งของจิตใจ จะไม่สนใจสิ่งอื่นขาเรียวก้าวไปยังส่วนห้องนอนของเรือนอย่างเร่งรีบ

             

            "จ้าวซินเยว่! อยู่ที่ไหน!"เสียงตะโกนดังลั่นก่อนที่ฝีเท้าจะอยู่อยู่ที่หน้าห้องนอนของบ่าวสาวที่ถูกตกแต่งอย่างดีสีหน้าของความเกลียดชังโกรธแค้นค่อยๆ คลายกลายเป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจยิ่ง

             

            "ฮ่ะๆๆ!"

             

            ภาพตรงหน้าหญิงสาวคือความน่าอดสูที่นางพึงพอใจที่สุดสาวใช้ทั้งสองคนของจ้าวซินเยว่นอนจมกองเลือดพร้อมกับดาบยาวที่แทงตนเองทะลุท้องนอนก้มหน้าส่วนเจ้านายนอนสงบบนเตียงโดยมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากเต็มไปด้วยเลือดที่ข้อมือส่วนใบหน้ามีผ้าคลุมปิดอยู่

             

            "ตรวจสอบให้ชัด ว่านางตายแน่แล้ว"เสียงทรงอำนาจสั่งบ่าวของตนเองด้วยรอยยิ้ม โดยที่ตนเองยืนมองอยู่ที่เดิมไม่คิดแม้จะเข้าไปดูด้วยซ้ำ เพียงแต่ใจนางตอนนี้รู้สึกยินดีกับความตายของจ้าวซินเยว่ทั้งยังเป็นการตัดสินใจจบชีวิตด้วยตนเอง ช่างน่ายินดียิ่งนัก

             

            ดูท่าเบื้องหน้ารักใคร่กันของจ้าวซินเยว่และแม่ทัพหวงนั้นคงเป็นเพียงการแสดงให้ผู้คนเชื่อแต่ลับหลังก็คงจะฝืนทนน่าดู

             

             

            บ่าวที่ตามมาเดินเข้าไปตรวจสอบตามคำสั่งด้วยสีหน้ากล้ำกลืนมือของสตรีเอื้อมไปเปิดผ้าคลุมสีแดงที่ศพของจ้าวซินเยว่พบกับสตรีงดงามผู้หนึ่งที่แต่งหน้าเสียหนาหลับตาสนิทไร้ซึ่งลมหายใจ ก่อนจะปิดไว้เช่นเดิมอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว แล้วจับที่ข้อมือเพื่อตรวจสอบชีพจรก็พบว่ามันไร้ซึ่งสัญญาใดของสิ่งมีชีวิตเลย

             

            "ระ... เรียนองค์หญิง ท่านหญิงผู่เยว่เสียแล้วเจ้าค่ะ"

             

            "ฮ่ะๆๆๆๆ" เจ้านายที่ได้รับข่าวสารที่น่ายินดีหัวเราะออกมาเสียเสียงดังลั่นไม่รักษาภาพพจน์อันสูงศักดิ์หากแต่ภาพนั้นดูน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดที่นายหญิงของตนยินดีกับความตายของผู้อื่นจนบ่าวทั้งหลายต่างก้มหน้าอย่างสำรวม ส่วนนายหญิงของพวกนางเดินเข้าใช้เท้ายันใส่ร่างเล็กจนกลิ้งตกลงมาจากเตียงอีกด้าน

             

            "สตรีเช่นเจ้าสมควรแล้วที่จะตายเช่นนี้"

             

            ทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น หญิงสาวก็เดินสะบัดออกไปจากเรือนตระกูลหวังตรงไปยังพระราชวังเพื่อรับชมสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าที่นี่

             

            เพราะค่ำคืนนี้ราชวงศ์อู่แห่งแคว้นฝูต้องจบสิ้นลง!

     

     

    ... ... ...

     

     

            พระราชวังหลวงแห่งแคว้นฝูในยามค่ำคืนเหล่าทหารยามถูกประกบจากทหารที่สวมเครื่องแบบไม่คุ้นหน้า ปิดบังหน้าตาทางเดินมีขบวนของเจ้านายตระกูลเฉินแห่งแคว้นฝูเดินมาพร้อมกับทหารแห่งแคว้นลี่ที่ถือดาบเพื่อขู่ไม่ให้ขัดขืนอะไรทั้งสิ้น

             

            การก่อกบฏที่เกิดขึ้นจากขุนนางตระกูลเสิ้นที่ทำเพื่อโค่นอำนาจเดิมเพื่อส่งให้ทายาทของฮองเฮาขึ้นครองบัลลังก์แทนองค์รัชทายาทที่เกิดจากฮองเฮาคนก่อน

             

            ในห้องโถงว่าราชการยามนี้กลายเป็นศูนย์รวมของต่างแคว้นผู้นำตระกูลเสิ้น และขุนนางที่มาจากตระกูลเฉิน เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ก้าวเข้ามา

             

            โอรสสวรรค์ที่ยืนด้วยใบหน้าราบเรียบ เคียงข้างกับองค์รัชทายาทคนปัจจุบันยืนอยู่ประชันหน้าอยู่กับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่และ จวิ้นอ๋อง ลูกชายของตนที่ยิ้มมุมปากอย่างมีชัยไปแล้ว

             

            "แบบนี้เองสินะ ที่เจ้าต้องการ"โอรสสวรรค์มองลูกชายคนที่สามในตำแหน่งจวิ้นอ๋องด้วยสายตาที่เย็นชาจนถึงที่สุดก่อนจะสลับมององค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ที่ตนเอ็นดูเช่นหลานชายด้วยความผิดหวังไม่ต่างกัน"พวกเจ้า... อยากได้แคว้นฝู อยากได้บัลลังก์ขนาดนี้เชียว"

             

            "บัลลังก์มันก็สมควรเป็นของข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ"จวิ้นอ๋องพูดด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเย้ยหยันพลางมองหน้าองค์รัชทายาทที่มักจะยกยิ้มตลอดเวลา หากแต่ยามนี้ใบหน้างดงามนั่นกลับนิ่งเรียบจนน่ากลัว

             

            "ท่านก็รู้ ว่าในบรรดาบุตรชายของท่าน ข้าเป็นคนที่มีปัญญาและไหวพริบมากที่สุด แต่กลับมอบตำแหน่งนั้นให้พี่ใหญ่ที่วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นอยู่ในเมือง มิได้สนใจการเมืองไม่ แม้แต่อู่หนานฟางที่ตายไปยังมีความสามารถมากกว่าพี่ใหญ่ จริงหรือไม่"

             

            เบื้องหน้าของแคว้นฝูคำพูดของจวิ้นอ๋องนั้นมิได้ผิดเพี้ยน องค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูนั้นมิได้ทำอะไร วันๆเอาแต่อยู่ที่นอกพระราชวัง ร่ำสุราและพูดคุยกับคนอื่นไปทั่วขุนนางต่างก็รู้เรื่องเหล่านั้นและวิจารณ์เรื่องการกระทำและนิสัยความเข้าถึงง่ายขององค์รัชทายาท เมื่อเปรียบเทียบสามเสาหลักที่อาจได้ขึ้นครองบัลลังก์ทั้งสามรวมถึงชินอ๋องน้องชายของฝ่าบาทและจวิ้นอ๋องลูกชายอีกคนของฮองเฮาคนปัจจุบันองค์รัชทายาทดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดแล้ว

             

            หากแต่นั่นก็คือเบื้องหน้าที่คนภายนอกรู้เท่านั้น

             

            "เจ้าไม่เคยรู้เลยว่าเป็นพี่ชายของเจ้าที่ทำงานหนักที่สุดจึงทำให้รู้ถึงความทุกข์ร้อนของชาวบ้านได้ พี่ชายของเจ้า ทำงานหนักกว่าใครแต่ไม่เคยเอาหน้าเลยสักนิด" โอรสสวรรค์พูดอย่างบางเบาพร้อมหลับตาลง

             

            แต่ก่อนรุ่ยอ๋องคือบุรุษที่เดินทางไปยังที่ต่างๆเป็นตัวแทนของฝ่าบาทในการส่งข่าวและพระราชโองการสำคัญๆ เช่นนั้นคนที่หาข่าววงในเข้าถึงแหล่งข้อมูล และกรองข่าวสารพวกนั้นจะเป็นใครกันหากไม่ใช่องค์รัชทายาทผู้เรียบง่ายคนนั้น บัณฑิตที่ไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้าไปยังสนามรบไม่เคยออกหน้าเอาผลงาน แต่กลับเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังและพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขององค์รัชทายาทก็คือคุณชายสามแห่งตระกูลจ้าวที่มีเส้นสายอยู่ทั่วทั้งแคว้นองค์รัชทายาทคือคนที่ชักจูงให้จ้าวฉางหยางขยายเส้นสายใต้ดินจะบอกว่าเขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้งสายข่าวลับๆ นั่นก็ไม่ผิดเลย

             

            แม้องค์รัชทายาทจะไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าขุนนางแต่กลับได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านตั้งแต่คหบดีชั้นกลางไปจนถึงคนรากหญ้าเป็นบุคคลแรกๆ ที่เข้าไปแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆไม่ว่าจะที่ไหนของแคว้นโดยผ่านคุณชายจ้าวผู้นั้น

             

            "เรื่องกุนซือจ้าวด้วยหรือไม่"จวิ้นอ๋องพูดด้วยรอยยิ้มพลางหันไปมองกุนซือที่พึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับพวกตระกูลเฉิน คำพูดของจวิ้นอ๋องทำให้บุรุษผู้มีศักดิ์เป็นพ่อและพี่ชายเงียบนิ่ง"จริงอยู่ที่ท่านแม่ไม่รู้ แต่ก็ไม่ใช่ข้าถึงข้าจะไม่ได้มีเส้นสายมากมายเช่นตระกูลจ้าว แต่ก็มีมากพอจะรู้เรื่องทุกอย่างท่านเชื่อหรือไม่"

             

            ไม่มีใครพูดอะไรตอบโต้จวิ้นอ๋องเองก็มิได้ใส่ได้ เขาหันหลังมองเหล่าขุนนางตระกูลเฉินและจ้าวหานยืนเรียงรายรอการยัดข้อหากบฏแห่งแผ่นดิน แทนพวกตนเอง

             

            "หวงจือเหว่ยท่านเอาตัวจ้าวหานมาตรงนี้"จวิ้นอ๋องเอ่ยสั่งแม่ทัพใต้หน้ากากที่ยังอยู่ในชุดมงคล คนถูกสั่งมองเจ้านายของตนเมื่อองค์รัชายาทแห่งแคว้นลี่พยักหน้าจึงพาตัวจ้าวหานไปด้านหน้าท่ามกลางสายตาทุกคน

             

            ชายหนุ่มร่างสูงนามจ้าวหานเดินมาตามที่ถูกนำพาชายหนุ่มมองเหล่าบุคคลเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชาอย่างสงบนิ่ง เมื่อมาถึงหวงจือเหว่ยก็กดให้จ้าวหานนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าคนทั้งสี่ที่ยืนอยู่

             

            "คิดจะทำอะไรงั้นหรือ"องค์รัชทายาทแห่งแคว้นอู่เอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจังด้วยการที่หวงจือเหว่ยชักดาบออกมาแนบที่ลำคอของจ้าวหานที่กำลังนั่งอยู่

             

            "การจะยึดครองบัลลังก์ให้สมบูรณ์ข้าเองก็ต้องทำบางอย่างเพื่อความแน่นอน นั่นก็คือ ฆ่าผู้สืบสายเลือดคนอื่นๆ ให้หมดไม่เว้นแม้แต่คนที่ไปเติบโตอยู่ข้างนอกนั่น และแน่นอนท่านอาชินอ๋องและครอบครัวก็เช่นกัน"จวิ้นอ๋องยกมุมปากอย่างไม่สะทกสะท้านคำพูดนั้นทำให้โอรสสวรรค์รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมากจนทรุดตัวลงเข่าแตะพื้น

             

            พร้อมๆ กับที่ทหารขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่กดตระกูลเฉินทุกคนให้คุกเข่าลงกับพื้นความปั่นป่วนเริ่มค่อยๆ แผ่กระจายไปรอบๆ ทีละนิด กัดกินหัวใจของผู้เป็นโอรสสวรรค์ทีละน้อย

             

            "ท่านพ่อ ท่านควรจะรู้เอาไว้นะว่าข้าอยากได้บังลังก์ของท่าน ยิ่งกว่าอู่หนานฟางผู้นั้นเสียอีก"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน