บทที่ 16
หอเทพสถิต!
[โอ้! ตอนนี้นายท่านมีสองตัวเลือก]
[1] : ก้าวข้ามสู่ขอบเขตเสินเฉียวโดยตรง
[2] : ค้นหาสมบัติแห่ง์และโลกอันล้ำค่า บำเพ็ญตนอย่างถึงที่สุด และฝ่าขีดจำจัดสู่ขอบเขตกงล้อสมุทร ระดับสิบ
ฉู่ซิวเลิกคิ้วขึ้น นี่ยังต้องถามอีกหรือ? แน่นอนว่าต้องบำเพ็ญตนอย่างถึงที่สุด ข้าจะวางรากฐานอันไร้ผู้เหนือกว่า ไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกัน?
“ข้า้าสมบัติล้ำค่าอะไรบ้าง?”
[นายท่านเริ่มค้นหาสมบัติแห่ง์และโลกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝ่าขีดจำกัดของท่านในตอนนี้]
[ค้นหาเสร็จสิ้น]
[สมบัติแห่ง์และโลกล้ำค่าสามอย่างต่อไปนี้ เหมาะสมที่สุดสำหรับการบำเพ็ญตนของท่าน]「น้ำนมหมื่นโอสถ」「บุพผาพันจุติ」「ผลหล่อิญญา」
ฉู่ซิวขมวดคิ้ว สมบัติทั้งสามอย่างล้วนเป็สมบัติคุณภาพเซียน ไม่มีอันไหนที่จะพบได้โดยบังเอิญ ต้องแสวงหามาทุกชิ้น
‘ไม่ต้องพูดถึงในตลาด ที่นั่นไม่สามารถขายของเช่นนี้ได้แน่ ถึงแม้จะมีคนขาย ข้าก็ซื้อไม่ไหว’
ไปปล้น?
ตอนนี้ฉู่ซิวยังไม่มีพลังขนาดนั้น
ฉู่ซิวอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น ในใจตอนนี้ยังรู้สึกไม่ยอมแพ้ สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขา้าอายุยืนยาว ้าไร้คู่ต่อกรในโลก ้าเดินบนเส้นทางที่แตกต่างจากคนธรรมดา
เส้นทางสายนี้ย่อมขรุขระ เต็มไปด้วยหนามแหลม
เขาหยิบยันต์สื่อสารออกมา
หนีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ปล่อยพลังิญญาออกมา
ในชั่วขณะถัดมา ยันต์สื่อสารกลายเป็เงาสีม่วงพุ่งออกจากถ้ำ ตรงดิ่งสู่ท้องฟ้า
“หวังว่าฉู่เซียวหราน จะนำข่าวดีมาให้ข้านะ!” ฉู่ซิวหยิบเศษชิ้นส่วนสีทองสำริดนั้นออกมา ก่อนจะเริ่มศึกษา
ศึกษาไปครึ่งชั่วยาม ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
“ดูท่าจะต้องรอจนถึงขอบเขตเสินเฉียวก่อน พลังิญญาจึงจะเปลี่ยนเป็พลังิญญาแท้จริง ก่อตัวเป็จิตสำนึกจึงจะสามารถสืบหาที่มาของสิ่งนี้ได้”
เก็บเศษชิ้นส่วนปริศนานั่นลง
ฉู่ซิวลุกขึ้นยืน พอดีตอนนั้นมียันต์สื่อสารมาลอยอยู่ตรงหน้าฉู่ซิว เสียงหญิงสาวกังวานขึ้น
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว หลายปีก่อนเคยมีศิษย์นำผลหล่อิญญาครึ่งลูกออกมาจากดินแดนลับหวงเหยา!”
ว่าจบยันต์สื่อสารก็ลุกไหม้ กลายเป็ขี้เถ้าจางหายไปในอากาศ
ข่าวดี!
มุมปากฉู่ซิวอดยิ้มไม่ได้ “หึหึ… ดูเหมือน์จะอยากให้ข้าเดินบนเส้นทางไร้เทียมทานสินะ”
แต่รายละเอียดเฉพาะ ยังต้องไปถามฉู่เซียวหรานให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการดีใจเก้อ
คิดถึงตรงนี้ เขานึกถึงเื่ที่ฉู่เซียวหรานฝากให้ทำ
“ดูเหมือนข้าจำเป็ต้องไปที่ยอดเขาไท่ซู บุกหอเทพสถิตสักครั้งสินะ!”
....
ตอนนี้ฉู่ซิวมีคะแนนสะสมมากมาย ทำไมถึงไม่เลือกฝ่าขั้นของเจตจำนงแห่งกระบี่สังหาร์ล่ะ?
เหตุผลง่ายมาก
เขาพบว่าตัวเองมีระดับการบำเพ็ญที่ยังต่ำเกินไป เจตจำนงแห่งกระบี่สังหาร์ ขั้นััเจต ระดับต้น ก็ใช้ได้อย่างยากลำบาก
ถ้าหากเพิ่มพลังขึ้นอย่างกะทันหัน ช่องทางพลังของเขาอาจถูกเจตจำนงแห่งกระบี่สังหาร์ที่ดูเหมือนจะเป็เ้าเหนือใครกลืนกินจิตสังหารของเขาไปจนหมด ซึ่งนั่นคงไม่คุ้มกันเลย
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเก็บมันเอาไว้ก่อน
สามวันให้หลัง
ฉู่ซิวได้ปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดก่อนจะออกจากการบำเพ็ญแบบปิด
————————
แดนศักดิ์สิทธิ์ ยอดเขาไท่ซู่เที่เคยดูน่าเกรงขาม ่ไม่กี่วันมานี้ กลับคึกคักผิดปกติ
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ สถานที่ทดสอบที่สำคัญที่สุดอย่างหอเทพสถิตได้เปิดขึ้นแล้ว นี่เป็เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็ลูกศิษย์ฝ่ายในหรือลูกศิษย์ฝ่ายนอก เพียงแค่มีระดับการฝึกฝนถึงขอบเขตกงล้อสมุทรหรือสูงกว่า ก็จะมีโอกาสได้เข้าไปในหอเทพสถิตนี้ทั้งนั้น
ซึ่งจะใช้เวลาหนึ่งเดือน
หอเทพสถิตสูงหลายพันจั้ง ตั้งตระหง่านเด่นเป็สง่าท่ามกลางเมฆหมอก ตัวหอคอยมีสีเทาอมฟ้า รอบ ๆ มีเสียงเพลงดังก้องกังวาน พลังของขอบเขตจักรพรรดิและอาวุธของขอบเขตจักรพรรดิที่เคยมีอยู่ ส่งแรงกดดันไปทั่วทุกทิศ ก่อเกิดเป็์และแผ่นดินในตัวมันเอง
มองจากที่สูงแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
มองเห็นลวดลายอันซับซ้อนนับไม่ถ้วน ตอนนี้ดูแล้วราวกับัทองที่กำลังบินวนไปมาอยู่บนตัวหอคอย
บนท้องฟ้า มีเรือบินอยู่นับไม่ถ้วน แน่นขนัดราวกับฝูงนกนับหมื่น บินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาไท่ซู่
ตึ้ง ~
บนดาดฟ้าของเรือบินสีดำลำหนึ่ง ชายชราผมขาวคนหนึ่ง ตบหลังหัวของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างแรง
“โอ๊ย! ท่านอาจารย์ตบข้าทำไม?” ชายหนุ่มขอบเขตกงล้อสมุทรขั้นต้นกุมหลังศีรษะ
ชายชราผมขาวตวาดด้วยความโกรธ “ก่อนที่จะมา ข้าได้เตือนเ้าแล้ว! เ้าลืมไปหมดแล้วหรือ?อย่ามองหอเทพสถิตนานเกินไป…”
“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มทำหน้างุนงง
ชายชราผมขาวมองไปยังหอเทพสถิตที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ด้วยความเคารพ ก่อนจะอธิบายว่า “บนหอเทพสถิตมีตราจักรพรรดิอันไร้เทียมทานที่ ขอบเขตจักรพรรดิทิ้งไว้เมื่อครั้งอดีต”
“หากผู้ที่อ่อนแอมองนานเกินไป จะเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึง เบาหน่อยตาก็จะะเิ หนักหน่อยแม้แต่หัวก็จะ ‘ตูม!!’”
“อื้อ ~”
ชายหนุ่มสะดุ้งพลางสูดหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“หอเทพสถิตช่างน่ากลัวจริง ๆ!”
ชายชราผมขาวลูบเคราพลางหัวเราะ “นี่เปรียบเสมือนเครื่องมือประจำกายของขอบเขตจักรพรรดิ พลังอำนาจนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราผู้อ่อนแอจะจินตนาการได้หรอก”
“เ้ารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของขอบเขตจักรพรรดิที่แผ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้าได้หรือไม่?”
“มันราวกับจักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาล สูงส่ง ไม่อาจต้านทาน ทำให้ผู้คนยอมสยบ”
“เด็กน้อยเอ๋ย พวกเราผู้บำเพ็ญ และฝึกฝนเคล็ดวิชา มิเพียงแต่ต้องแสวงหาพลัง หากแต่ยังต้องเคารพพลังด้วย~”
“ท่านอาจารย์ เจ็ดเสาหินั์สูงสามสิบจั้งข้างหอเทพสถิต คือเสาศิลาไท่ซู่ใช่หรือไม่?” หนุ่มน้อยชี้ไปยังที่ไกลแสนไกล
“ใช่”
“พวกมันแทนค่าของขอบเขตกงล้อสมุทร ขอบเขตเสินเฉียว ขอบเขตปี่อั้น ขอบเขตเต๋ากง ขอบเขตเสินทง ขอบเขตศักสิทธิ์ รวมเสาหลักเป็เจ็ดเสาศิลา”
“ทดสอบเื่กำลังรบ พร์ ปัญญา มุ่งมั่นเต๋า... ยิ่งปีนป่ายได้สูง ก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์ที่มากขึ้น และล้ำค่ายิ่งขึ้น”
ชายชราผมขาวถอนหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉา “สามร้อยปีก่อน เฉินอวิ๋นจื่อศิษย์พี่ของข้า ปีนขึ้นเสาศิลาเสินเฉียวได้เป็อันดับสิบ ได้รับรางวัลเป็คัมภีร์เพลง์หมื่นสรรพสิ่ง คุณภาพ์”
“บัดนี้ เขาได้เป็ถึงขอบเขตเสินทง ได้รับตำแหน่งเป็หนึ่งในสามผู้ดูแลใหญ่ของยอดเขาเต๋าอวิ๋น”
“ว้าว! วิชาคุณภาพ์”
หนุ่มน้อยใบหน้าเต็มไปด้วยความปรารถนา “หากข้าสามารถติดอันดับสิบใน ขอบเขตกงล้อสมุทรก็คงดี”
“ไม่รู้ว่าข้าจะได้รับรางวัลเป็วิชาคุณภาพ์บ้างหรือไม่?” ชายชราผมขาวหัวเราะเยาะ ตบหลังศีรษะลูกศิษย์ฉาดใหญ่ “อย่าคิดเกินตัวเลย! แค่เ้าติดอันดับได้ข้าก็ดีใจแล้ว”
ในตอนนั้นเอง ที่ลำแสงสีเงินวูบผ่านเหนือศีรษะพวกเขาไป
“เร็วจริงๆ เรือบินนั่น…” หนุ่มน้อยอุทานด้วยความใ
ชายชราผมขาวพยักหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉากก่อนจะกล่าวว่า “เรือบินคุณภาพปฐี ความเร็วย่อมรวดเร็วอยู่แล้ว”
“ดูจากรูปทรงแล้วน่าจะเป็เรือบินเร็ว ยานพาหนะประเภทนี้ความเร็วถือว่าเป็สุดยอดในระดับเดียวกัน”
ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร เขาอิจฉาจนน้ำลายไหล
หากเขาเรือบินเร็วขนาดนี้ ไม่ว่าจะไปสำรวจแดนลับ หรือไปฆ่าปีศาจร้ายที่กำแพงเทียนหยวน ความสามารถในการรักษาชีวิตในยามวิกฤตจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าตัว
“เอ๊ะ! คนผู้นั้น ชุดคลุมสีดำปักลายทองรูปเมฆ... เป็ศิษย์ของยอดเขาอวิ๋นเซี่ย…”
เรือบินชะลอความเร็วลง ชายชราจึงมองเห็นได้ชัดเจน ร่างที่ยืนอยู่้าของเรือนั่น
หนุ่มน้อยใบหน้างามดั่งหยก ดวงตาดั่งดวงดาว มุมปากมีรอยยิ้มราง ๆ ผมหนาถูกมัดไว้อย่างลวก ๆ ด้านหลังศีรษะ มีกลิ่นอายของความเป็อิสระไม่ยอมใคร ชุดคลุมสีดำปักลายทองรูปเมฆปลิวสะบัด เอวมีดาบยาวที่ด้ามทำจากกระดูก แน่นอนว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากฉู่ซิว
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่กว้างใหญ่ จากยอดเขาอวิ๋นเซี่ยมาที่นี่ ต่อให้ใช้เรือบินคุณภาพปฐีก็ยังต้องใช้เวลาถึงสองวันสองคืน
เรือบินค่อย ๆ ลดระดับลงมา ลงจอดที่เชิงเขาไท่ซู่
โบกมือครั้งหนึ่ง ยานบินเร็วก็ย่อขนาดเล็กลงเท่านิ้วหัวแม่มือ เก็บเข้าไปในถุงเก็บของ ฉู่ซิวยืนอยู่กลางลานกว้าง
รอบ ๆ มีผู้คนมากมายราวกับทะเล อย่างน้อยก็นับแสนคนได้ คนเ่าั้มารวมตัวกันที่ลานหน้าหอเทพสถิต
ดูแล้วคึกคักยิ่งนัก