ธาราโดนพักการเรียนสองสัปดาห์
เขานั่งกุมขมับอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือในหอ เสียใจกับการกระทำที่ผ่านมา ไม่ใช่เสียใจที่ลงมือกับวุฒิไปแบบนั้น แต่เสียใจว่าทนมาทำไมตั้งนาน รู้งี้ต่อยพวกมันไปนานแล้ว ตอนได้กลับไปเรียนก็อาจจะหาเื่ต่อยอีก จะได้โดนพักการเรียนอีก
เพราะการได้พักการเรียนคือ์สำหรับเขา
เมื่อก่อนเขานึกว่าการมีปัญหาชกต่อยกับคนอื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นักมวย)จะตามมาด้วยปัญหายุ่งยากมากมายหลายประการ(และกลัวธันยาโกรธเป็ที่สุด) แต่พอต้องเข้าห้องปกครองจริงๆกลับไม่ได้ยุ่งยากเลย เสียเวลาเกือบชั่วโมง แค่ฟังที่อาจารย์รัวถามแล้วตอบอ้อมแอ้มไม่กี่คำ ก้มศีรษะทำหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมแล้วก็โดนพักการเรียนแถมห้ามซ้อมมวยด้วยซึ่งเขาเองก็ี้เีไปซ้อมอยู่แล้ว ที่ซ้อม่นี้เพราะธันยาสั่งล้วนๆ ฉะนั้นนี่คือ่เวลา์ที่เขาจะได้พัฒนาตัวละคร “ธาราชันย์” ในเกมออนไลน์สะท้านภพ
เย็นวันแรกที่ถูกพักการเรียน ธันยานั่งข้างเขาที่ม้าหินอ่อนหน้าอาคารเรียนซบไหล่และร้องไห้ ในขณะที่ธารายังนั่งยิ้มระรื้นอย่างสบายอารมณ์ รู้สึกว่าโลกทั้งใบเหลือเพียงเขากับเธอ ไม่รู้สึกถึงสายตานักเรียนชายคนอื่นที่มองเขาอย่างครั่นคร้าม ขณะที่นักเรียนหญิงมองมาอย่างชื่นชมในฐานะสุภาพบุรุษปกป้องแฟน
“ฉันทำให้เธอต้องโดนพักการเรียน” ธันยาพูดระหว่างสะอื้นฮักๆ “ถ้าฉันคุมอารมณ์ดีกว่านี้ เธอคงไม่ต้องออกหน้าแทน”
“เธอไม่ผิดหรอก พวกมันสมควรโดนแล้ว”ธาราตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“เธอไม่ต้องห่วงนะ ธารา ระหว่างที่เธอไม่อยู่ฉันจะจดเล็คเชอร์อย่างดีเตรียมสรุปให้เธอฟัง รับรองเธอเรียนทันคนอื่นแน่นอน สอบมิดเทอมที่จะถึงนี้ไม่ต้องกลัวนะ” ธันยาพยายามพูดให้อีกฝ่ายเชื่อมั่น แววตาเป็ประกาย ธารารู้สึกว่าเวลาเธอแสดงความเป็ห่วงช่างดูน่ารักกว่าปรกติ แม้ใจแอบคิดว่า ไม่สอบมิดเทอร์มจะได้ไหม เผื่อว่าทำคะแนนแค่ตอนสอบไฟนอลอย่างเดียวก็ผ่านได้แล้ว จะได้เอาเวลาไปเล่นเกมออนไลน์สะท้านภพ
ทั้งคู่นั่งพูดคุย นั่งปลอบประโลมกันอยู่สักพักก่อนจะชวนกันซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ฟีโน่กลับบ้าน ที่ลานจอดรถไม่ไกลจากโรงอาหารนั่นเอง ธาราเหลือบไปเห็นแพรวลดากำลังเดินไปยังที่ประจำที่รถเมอร์ซีเดสเบ๊นส์สีดำของพ่อเธอจอดรออยู่ เขาแปลกใจที่เชอร์รี่ไม่ได้เดินมาส่งถึงรถและสวัสดีคุณพ่อของแพรวลดาเหมือนทุกครั้ง หน้าตาของหล่อนยังคงความสระสวยคงเดิมแต่ ณ ขณะนั้นธารากลับรู้สึกถึงความอับเฉาหม่นหมองบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของแพรวลดา แม้ปากจะบอกว่าผู้หญิงคนนี้หน้าตาสวยน่ารัก แต่ความรู้สึกกลับร้องบอกว่าผู้หญิงคนนี้อัปลักษณ์ เธอไม่ยิ้มแย้มรื่นเริงเหมือนปรกติ เดินก้มหน้าท่าทางเลื่อนลอยเซื่องซึม ราวกับเธอคือต้นขั้วแผ่พลังงานประจุลบออกมา
และที่สำคัญสร้อยคอออบซีเดียนที่เธอสวมใส่เมื่อเช้า ตอนนี้หายไปแล้ว
ธาราสงสัยอยู่วูบหนึ่งแต่รู้สึกว่าไม่ใช่เื่ที่จะต้องเดินเข้าไปถาม เขาสตาร์ทมอเตอร์ไซต์รอให้ธันยาซ้อนและโอบมือที่เอวก่อนจะบิดคันเร่งออกตัว
ขณะรถมอเตอร์ไซต์ติดไฟแดงสี่แยกระหว่างทางกลับ ธาราก็หันไปถามแฟนสาว “สร้อยจิตปฏิพัทธ์นี่มันเป็ยังไงเหรอ”
ธันยานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายคิดหาคำตอบ ก่อนกล่าวว่า “เื่ไร้สาระน่ะ สำหรับพวกสายมู ที่เชื่อในการเล่นของอะไรพวกนี้ ใส่แล้วจะทำให้คนมารักมาหลง เธอเชื่อเื่พวกนี้มั้ยล่ะ”
“อื๊อ”ธาราส่ายศีรษะรัวๆ เขาไม่อยากยอมรับว่าเื่พวกนี้มีจริง ี้เีทำความรู้จักกับพวกผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“งั้นก็ลืมๆมันเสียเถอะ ไม่มีอะไรจริงๆ”ธันยาพยายามยืนยัน แต่ประโยคนี้กลับทำให้ธาราเก็บไปสงสัยยิ่งกว่าเก่า
แต่ความสงสัยทั้งมวลก็ค่อยๆเลือนหายไปเมื่อได้ออนไลน์ สะท้านภพมาช่วยเบี่ยงเบน สำหรับ่เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าเขาก็จะยอมจ่ายเงินเพื่อเป็ป๋าประจำเซิร์ฟอีกครั้ง วางแผนตั้งเป้าการเก็บเลเวลเอาไว้เสร็จสรรพ เริ่มสร้างพรรคของตัวเองในเกม ชื่อพรรคว่า “เคารพฮูหยิน” ซึ่งมีคนมาขอเข้าพรรคด้วยสี่คนเพราะเห็นว่าชื่อพรรคโดนใจ
วันเวลาดำเนินไปอย่างสงบสุขดุจอยู่ในสรวง์ โดย่เย็นธันยาจะเข้ามาหาที่หอพัก พาออกไปขาอะไรทาน เลือกร้านกาแฟสักร้าน เพื่อทบทวนบทเรียนของที่โรงเรียนโดยเว้นของกวดวิชาเอาไว้ก่อน จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ แล้วธาราก็กลับมาปั่นเลเวลตัวละครในเกมต่อ เขายอมลดเวลานอนที่แสนหวงแหนลงเหลือวันละสี่ชั่วโมงครึ่งเพื่อกอบโกยใน่เวลาที่เล่นเกมได้เต็มที่แบบนี้ กิจวัตรอันแสนสุขแต่นอนน้อยดำเนินไปได้สองวัน
แต่แล้ววันที่สามนั่นเองที่ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังเท้า หลังการมาถึงของใครบางคน จู่โจมด้วยเสียงเคาะประตูที่ธาราคับคล้ายคับคลาว่าคุ้น
หัวใจของเขาหล่นไปที่ตาตุ่ม คิดว่าตัวเองหูฝาด แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูแบบเดิมก็ดังอีกครั้ง ธารารวบรวมความกล้าลุกขึ้นไปเปิดประตู หลังจากเสียงบานประตูไม้เลื่อนเสียดสีพื้นกระเบื้องดังเอี๊ยด ภาพที่เห็นทำให้ธาราแทบหน้าหงาย
“เซอร์ไพรส์ ไอ้เวร!!” ชาคริตทักทายพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม กางเกงขาสั้นและเสื้อกีฬาสีเขียวขี้ม้าเหมือนชุดทหารเกณฑ์ สะพายเป้สีแดงใบใหญ่ข้างหลังคล้ายหอบสัมภาระมาเพื่อค้างแรมหลายวัน
ในใจเขาร่ำร้องว่า ‘ไม่นะ!!!!!’ จนความเจื่อนแสดงออกมาทางใบหน้าอย่างปิดไม่มิด
“เคาะห้องผิดแล้วครับ” ธารารีบปิดประตูใส่หน้า แต่ชาคริตส่งเสียงจุ๊ๆเอาแขนยันไว้
“ธันยา ฝากข้ามาช่วยดูแลเอ็ง เธอกลัวเอ็งติดเกมเกินไป” ชาคริตอธิบาย ก่อนแทรกตัวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะแล้วปิดประตู
“แล้วกระเป๋าเป้หมายความว่ายังไง” ธาราถามอย่างหวาดหวั่น พยักเพยิดไปที่กระเป๋าสีแดงใบโตที่สะพายอยู่
“ก็ย้ายมาอยู่กับเอ็งยังไงล่ะ จะได้ดูแลเอ็งได้เต็มที่” ชาคริตยืดอกพูดอย่างภูมิใจ
“พี่ก็ต้องเรียนหนังสือไม่ใช่เหรอ” ธาราทักทวง พยายามรักษาอธิปไตยเวลาว่างของตนไว้
“คนเราถ้าไม่มีข้ออ้างมันก็ทำได้ทุกอย่างว่ะ” ชาคริตชูนิ้วโป้ง “เื่เรียนข้าจัดการได้หมด เนื้อหาข้าอ่านล่วงหน้าที่สอนไปแล้ว คุยกับรองศาสตราจารย์สรพงษ์ สมบัติสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาแล้วว่าข้ามีธุระสำคัญ สองวันที่ผ่านมานี้ข้าจัดการเสร็จหมดแล้ว ข้อดีของการเรียนมหาลัยคือมันจัดการได้ยืดหยุ่นกว่าสมัยมัธยมยม”
ธาราทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างหมดแรง หน้าผากซบฝ่ามือของตนอย่างสิ้นหวัง ถึงบางอ้อแล้วว่าแฟนสาวของเขาคงขอให้ชาคริตมาช่วยดูแลั้แ่วันแรก แต่ชาคริตขอเวลาในการเคลียร์เื่เรียนให้เรียบร้อยสองวัน เพื่อจะได้มาดูแลเขาได้อย่างเต็มที่ใน่สองสัปดาห์นี้ ความหวังที่จะได้พาธาราชันย์ไปอยู่หนึ่งในสิบของผู้เล่นเก่งที่สุดเริ่มหลุดลอยไปแล้ว
ชาคริตปรับความเข้มข้นของการฝึกให้อยู่ในระดับกลางๆ ราวกับวางแผนและกะน้ำหนักของตารางฝึกมาอย่างดี นอกจาก่เย็นที่ต้องนั่งทบทวนบทเรียนกับธันยาแล้ว เวลาที่เหลือธาราสามารถเล่นเกมหรือทำอะไรตามใจชอบได้ แต่มีข้อแม้ว่าทุกๆสี่ชั่วโมงธาราจะต้องออกมาวิ่งกับชาคริตเป็ระยะทางสิบสองกิโลเมตร และกลับมาทำเบอร์พี วิดพื้น โหนบาร์ ซิทอัพ และท่าพื้นฐานอื่นๆให้ครบตามที่กำหนดไว้ ออกไปวิ่งไม่ว่าฝนจะตก แดดจะเผา ไม่ว่าตอนนั้นจะเป็เวลาบ่ายสองหรือตีสองก็ตาม
ชาคริตจะให้ธาราเป็คนกำหนดเพซการวิ่งแล้วตนเองเพียงวิ่งประกบ ธาราใช้เวลาประมาณ 45 นาทีต่อการวิ่งสิบสองกิโลเมตร และเร่งฝึกท่าพื้นฐานต่างๆอีกรวมเป็เวลาชั่วโมงเศษๆ เวลาวิ่ง่เย็นเริ่มตอนหกโมงเย็น และราวๆหนึ่งทุ่มเศษๆก็จะเริ่มทบทวนบทเรียนโดยมีชาคริตมาตามกลับไปวิ่งตอนสี่ทุ่ม ซึ่งก็เป็เวลาที่ร้านกาแฟร้านที่นั่งประจำปิดพอดี
“เนื่องจากเอ็งโดนสั่งห้ามซ้อมมวย ข้าก็จะไม่ให้เอ็งแตะมวยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่ะโเชือกเพราะมันเกี่ยวกับฟุตเวิร์ค ข้าจะให้เอ็งฝึกแต่พื้นฐานเพียวๆนี่ล่ะ” ชาคริตได้อธิบายไว้ครั้งหนึ่ง
ธาราพยายามฝืนทำตามตารางของชาคริตให้เสร็จเร็วที่สุดเพื่อจะได้มีเวลาเล่นเกมต่อเนื่องนานที่สุด ซึ่งระหว่างที่ธาราใช้เวลาว่างอันจำกัดจำเขี่ยอย่างคุ้มค่านั้น ชาคริตก็จะหาการฝึกฝนมาทรมานตนเองเพื่อฆ่าเวลาไปด้วย วิดพื้น สควอทบอดี้เวท โหนบาร์ ซิทอัพ เบอร์พีแบบมาราธอนไม่หยุด(แบ่งเซ็ตทำแต่พักระหว่างเซ็ท่สั้นๆ) โดยที่ตัวเองก็ไม่แตะศิลปะการต่อสู้ที่ปรกติฝึกเป็ประจำเช่นกัน เนื่องจากชาคริตยึดหลักว่า การที่ตนจะมีสิทธิไปเคี่ยวเข็ญให้คนอื่นฝึกอะไร ตัวเองต้องฝึกให้หนักกว่าเขาได้เช่นกัน ซึ่งจุดนี้ก็ทำให้ธาราไม่มีข้อโต้แย้งใดที่จะใช้อ้างเพื่อไม่ทำตาม
“พี่มันสัตว์ประหลาด” ธาราร้องขึ้นอย่างเหลืออดครั้งหนึ่ง ขณะกำลังวิ่งรอบรั้วมหาวิทยาลัยคู่กัน การฝึกดำเนินมาสามวันทำให้สภาพของเขาค่อนข้างสะโหลสะเหล ตาโหลลึกจากการเคี่ยวกรำร่างกายและนอนไม่พอ “มันไม่ถูกที่จะเอาตารางฝึกอย่างพี่มาใช้กับคนธรรมดาอย่างผม”
“ตอนเกิดข้าก็ร้องอุแว้ อุแว้ เหมือนเอ็งนั่นแหละ” ชาคริตแย้ง(แต่ธาราคิดว่าตอนแรกเกิด ชาคริตน่าจะร้องว่า ไอ้เวร ไอ้เวร ก่อนจะกัดสายสะดือตัวเองแล้วะโสั่งหมอสควอทขณะตัวเองลงไปวิดพื้น) ขณะที่วิ่งประกบธาราอย่างสบายๆ สภาพปรกติเหมือนที่เป็อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “และนี่ข้าก็ปรับลดความหนักหน่วงลงมาแล้ว เอ็งยังได้เล่นเกมตั้งวันละหลายชั่วโมง เห็นมั้ย ข้าเริ่มเรียนรู้ทางสายกลางกับเขาบ้างแล้ว ข้าก็มีพัฒนาการเหมือนกัน”
“ไม่เห็นสายกลางตรงไหนเล้ยย” ธาราร่ำร้องอย่างเหนื่อยหอบ วิ่งด้วยท่าทางป้อแป้
ส่วนเื่อาหารการกินนั้นเนื่องจากชาคริตเห็นว่าธารามีนิสัยี้เีหาอะไรทานอยู่แล้ว จึงออกปากชมเชยในจุดนี้ “เยี่ยมเลย แบบนี้การฝึกก็จะทำได้ไม่ยาก เอ็งต้องฟาสติ้งยี่สิบสามหนึ่ง ส่วนข้าจะทำแบบสี่สิบเจ็ดหนึ่ง ไม่ต้องห่วง เอ็งดื่มน้ำได้เต็มที่ เมื่อไหร่ก็ได้ และด้วยสูตรอาหารที่ข้าคิดวิเคราะห์มาอย่างดี เอ็งจะไม่ขาดสารอาหารแน่นอน” ชาคริตหมายความว่าแต่ละวันมีเวลาทานอาหารได้หนึ่งชั่วโมง นอกจากนั้นห้ามทานอะไรนอกจากน้ำ ส่วนของชาคริตสองวันทานอาหารหนึ่งครั้ง
“เฮ้ยพี่ ผมจะตายจริงๆนะ” ธาราร่ำร้อง สีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“คนเราไม่ตายง่ายๆอย่างนั้นหรอก” ชาคริตเรียกความเชื่อมั่นให้อีกฝ่าย “อะไรที่เอ็งทำ ข้าทำหนักกว่าเอ็งหมด เพื่อให้เอ็งวางใจไงว่าไหวอยู่แล้ว”
“ก็พี่มันสัตว์ประหลาดไง”ธาราพยายามย้ำความจริงในจุดนี้
วันเสาร์กับอาทิตย์ธันยายอมโดดเรียนพิเศษเพื่อมาติวพิเศษเพิ่มเติมให้ธาราเรียนบทเรียนตามที่โรงเรียนทันเป็หลักไว้ก่อน เนื่องจากเนื้อหา่มัธยมหกซึ่งเตรียมตัวให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะค่อนข้างอัดแน่นและใกล้จะสอบมิดเทอร์มด้วย ธันยาสวมบทเป็ครูสอนพิเศษที่หาแบบฝึกหัดในหนังสือมาให้ธาราฝึกทำเพิ่มเติมด้วย
“ถ้าเธอไม่ี้เี ทำนวยนาฏก่อนจะทำโจทย์แต่ละข้อ เธอถือว่าหัวดีมากเลยนะ” ธันยาว่า ขณะเอาปากกาตีมือของธาราที่เผลอสัปหงกงกๆ บรรยากาศบ่ายวันอาทิตย์่สองสัปดาห์ก่อนสอบมิดเทอร์ม ในร้านกาแฟมีเด็กวัยเดียวกันมาอ่านเตรียมสอบค่อนข้างมาก ร้านติดแอร์กรุกระจกตกแต่งน่ารักๆด้วยตุ๊กตาวัวตัวเตี้ยๆยืนอยู่ข้างๆโต๊ะบางจุด กาแฟราคาไม่แพงไม่เน้นรสชาติ แต่เน้นเป็อีกแหล่งให้เด็กได้อ่านหนังสือหรือสะสางงานค้างมากกว่า ไม่ไกลจากรั้วมหาวิทยาลัยเท่าไหร่นัก (โรงเรียนของทั้งคู่เป็โรงเรียนสาธิต สังกัดอยู่กับคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด)
ธาราดูสีหน้าที่อิดโรยจากการเคี่ยวกรำของชาคริต ซึ่งสำหรับวันเสร์อาทิตย์ ชาคริตจะย้อมเว้นการฝึกระหว่างสิบโมงเช้าถึงหกโมงเย็นให้ เพื่อจะได้มีโอกาสติวหนังสือกับธันยาได้อย่างเต็มที่ “สีหน้าเธอดูเหนื่อยมากเลยนะธารา แต่ถ้าพี่ชาคริตดูแลอยู่ ฉันก็ไม่ห่วงแล้วล่ะ”
“เธอไม่รู้หรอก” ธาราตัดพ้อ ก้มงับหลอดพลาสติกดูดคาปูชิโนเย็นละลายน้ำแข็งเจือจางก้นแก้วรสชืดๆ “ไม่ยอมโดนพักการเรียนอีกแล้วถ้าต้องเจอแบบนี้”
ธันยาเอามือป้องปาก หัวเราะคิกคัก “เห็นมั้ย ได้ผลจริงๆด้วย นี่คือการป้องกันให้เธอไม่โตขึ้นเป็ผู้ใหญ่ที่เสียนิสัยยังไงล่ะ การเหนื่อย่นี้ถือว่าคุ้มค่ามากนะ อย่าบ่นไปเลย ่ซ้อมก่อนแข่งมวยหนักกว่านี้อีกไม่ใช่เหรอ”
ธาราเห็นด้วยที่ว่าความเข้มข้นในการฝึก่นั้นหนักสาหัส โหดร้ายกว่า ลงไม้ลงมือให้เจ็บตัวมากกว่า แต่ถึงอย่างไร่นั้นธาราก็ได้นอนหลับพักผ่อนและทานอาหารตามเวลาทุกมื้อ(ชาคริตสั่งว่าต้องเพียงพอ เพื่อสมรรถภาพสูงสุดในวันแข่ง) ทว่าตอนนี้จุดประสงค์คอร์สของชาคริตเปลี่ยนไป เขาไม่ได้พะวงว่าสภาพร่างกายของธาราต้องพร้อม แต่ไปการเน้นสภาพจิตใจเพื่อดัดนิสัยี้เี คราวนี้จึงให้ความรู้สึกเครี่ยวกรำหลอกหลอนเหมือฝันร้ายมากกว่า
“ธาราชันย์ของฉัน” ธาราคร่ำครวญถึงตัวละครในเกมของตน ความฝันที่จะปั้นให้ติดหนึ่งในสิบอันดับผู้เล่นใน่นี้สูญสิ้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
เป็ครั้งแรกที่ธารารู้สึกอยากเรียนต่อเมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็นกับอีกห้าสิบแปดนาที ชาคริตในชุดกีฬาโชกเหงื่อเกาะกระจกหน้าร้านเหมือนิญญาอาฆาตบางอย่าง เคาะกระจกให้ธาราหันไปมองก่อนจะทำปากเป็คำพูดช้าๆชัดๆอย่างไร้เสียงว่า “ใกล้เวลาแล้ว ไอ้เวร”
“แบบฝึกหัดค้างอีกหลายข้อ เราทำกันต่อดีมั้ย” ธาราชวนธันยาด้วยความหวัง
“ดีใจจังที่เธอพูดแบบนี้” ธันยายิ้มหวาน ลูบศีรษะและยีหัวเขาอย่างเอ็นดู “แต่แบบฝึกหัดเอาไว้ทำวันหลังก็ได้ ฉันเกรงใจพี่ชาคริตน่ะ เขาเป็คนที่พูดคำไหนคำนั้นจริงๆนะ เธอควรเอาเป็แบบอย่างนะ ดูสายตาพี่เขาสิ”
ธาราหันไปมองิญญาร้ายนอกกระจก สายตาคล้ายจ้องจะกินเืกินเนื้อ ชูนิ้วชี้แล้วทำปากเป็คำพูดว่า “หนึ่งนาที ไอ้เวร” ธาราส่ายหน้าก่อนจะรวบของทุกอย่างลงเป้สะพายอย่างรวดเร็ว เพื่อรีบไปรับการเคี่ยวกรำจากชาคริตต่อ
พอมาถึงสัปดาห์ที่สอง กิจวัตรประจำวันก็ยังวนลูปอยู่เช่นเดิม ร่างกายของธาราเริ่มปรับตัวตามการเคี่ยวกรำของชาคริตได้แล้ว ยอมสละเวลาเล่นเกมบางส่วนมางีบเพิ่มด้วยความจำเป็ ชะลอเพซการวิ่งลงเพื่อไม่เป็การฝืนสังขารจนเกินไป (ชาคริตไม่ได้ต่อว่าที่วิ่งช้าลง กลับชื่นชมที่ธารารู้จักทางสายกลางเสียอย่างนั้น) ถึงแม้จะรับประทานอาหารแบบฟาสติ้ง 23ต่อ1 น้ำหนักเขาก็ไม่ลดเนื่องจากชาคริตเป็คนดูและเื่อาหารเสร็จสรรพ คอยประกบบังคับให้ธารากระเดือกอาหารเพื่อสุขภาพปริมาณมหาศาลที่กองอยู่ตรงหน้าลงไปให้หมด ชาคริตแก้ปัญหาเื่ความจุกระเพาะอันน้อยนิดของธาราด้วยการนำทุกอย่างมาปั่นรวมกันไม่ว่าจะ อกไก่ เนื้อปลา บร็อคโครลี่ กล้วย มะละกอ ไข่ขาวหลายฟอง ไข่แดงสามฟองต่อมื้อ และอื่นๆที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาเสร็จสรรพ (ชาคริตอาสาออกค่าอาหารให้ทั้งหมดอีกด้วย) ออกมาเป็น้ำปั่นหน้าตาประหลาดคล้ายอ้วกสุนัขชนิดเหลวข้น ซึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าชาคริต ธาราจำเป็ต้องกระเดือกให้หมดและไม่กล้าพอจะขย้อนมันออกมาแม้รสชาติจะห่วยเหลือหลายก็ตาม ่ที่ทรมานไม่แพ้การทนหิวก็คือ่เวลาของการกินนี่เอง
“คนเราเป็สิ่งมีชีวิตแห่งการปรับตัว ข้าบอกแล้วเห็นมั้ย ถ้าเอ็งไม่มีข้ออ้างเอ็งก็ทำได้”ชาคริตชื่นชมเมื่อเริ่มขึ้นสัปดาห์ใหม่แล้วเห็นสภาพของธาราที่ดีขึ้น ส่วนตัวชาคริตเองก็ยังแจ่มใสแข็งแรงทั้งที่รับประทานอาหารสองวันครั้งและนอนวันละสามชั่วโมง (ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนให้ตัวเองนอนตรงเวลาเสมอ) ออกกำลังกายหนักสาหัสวันละนับไม่ถ้วนชั่วโมง ยืดเส้นวันละสองชั่วโมงไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียวใน่สามปีมานี้
“สักวันพี่จะรู้ตัวว่าเป็สัตว์ประหลาด” ธารายืนยันคำเดิม
ความเข้มงวดของการฝึกตนทำให้ธาราลืมเื่เหตุการณ์บนยอดเขาไปและไม่ค่อยเป็กังวลเื่สภาพจิตใจของแฟนสาวแล้ว (เพราะเ้าตัวเองก็ดูกลับมาปรกติเช่นเคย) ความรู้สึกของธาราในสัปดาห์ที่สองเริ่มเหมือนพนักงานประจำที่ปฏิบัติตามกิจวัตรที่ถูกกำหนด ถึงเวลาก็ออกไปวิ่งอย่างไร้ความรู้สึก สีหน้าคล้ายจะร่ำไห้และเสียงบ่นอิดออดเริ่มไม่ปรากฎให้เห็น มาถึงจุดนี้ธาราเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาคริตเชี่ยวชาญกับเล่นกับขีดจำกัดศักยภาพร่างกายมนุษย์อย่างแท้จริง อาจมาจากประสบการณ์การเคี่ยวกรำตนเองนับครั้งไม่ถ้วนของเขาที่ทำให้รู้ว่าควรจะหยุดจริงๆ ณ จุดไหน และเขาไม่เคยเคี่ยวเข็ญใครให้ฝึกหนักกว่าที่เขาฝึกตัวเอง ธันยาน่าจะมองออกในจุดนี้จึงไว้ใจให้ชาคริตเป็คนดูแลแฟนหนุ่มของตน
วันอาทิตย์ซึ่งเป็วันสุดท้ายของคอร์สฝึกระดับกลางที่คิดโดยชาคริต ธาราดีใจราวกับทหารเกณฑ์ปลดประจำการเมื่อชาคริตประกาศเซอร์ไพรส์ว่าวันนี้อนุญาตให้พักผ่อนได้ตามอัธยาศัย เหลือแค่เดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเย็นเพื่อคูลดาวร่างกายจากที่เคี่ยวกรำมาตลอดสองสัปดาห์
“เซอร์ไพรส์ล่ะสิไอ้เวร” ชาคริตหัวเราะหึๆ “เห็นมั้ยว่าคนอย่างข้าก็ให้รางวัลเป็โว้ย โค้ชอย่างข้าก็มีพัฒนาการด้านความใจดีเหมือนกัน”
ธาราอยากตอบอีกฝ่ายว่า ใจดีตายล่ะไอ้พี่เวร แต่เลือกสงบปากไว้ เพียงยิ้มระรื่นแล้วผงกศีรษะขอบคุณอีกฝ่าย ่เช้าธาราหอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คใส่กระเป๋าไปร้านกาแฟกับธันยาด้วย ติวหนังสือและทำแบบฝึกหัดอย่างกระตือรือร้นจนเสร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ั้แ่ก่อนเที่ยง เวลา่บ่ายที่เหลือธาราลองพูดอ้อมแอ้มขออนุญาตแฟนสาวเล่นเกมออนไลน์สะท้านภพ
“บ่ายนี้เล่นได้เต็มที่เลยจ้ะ” ธันยาอนุญาต เหมือนแม่ที่กำลังเมตตาลูกชาย “เธออดทนสองสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ เธอสมควรได้รับรางวัลแล้วล่ะ”
ธาราเปิดคอมพิวเตอร์อย่างกระตือรือร้นราวเด็กได้ของเล่นใหม่ เล่นเกมในร้านกาแฟอย่างใจจดใจจ่อ ธันยานั่งอ่านหนังสือติวบทเรียนส่วนของตนเองเพื่อเตรียมมาติวธาราต่อในคราวหน้า บางจังหวะก็นั่งเท้าคางมองหน้าแฟนหนุ่มที่กำลังมีสมาธิอยู่กับหน้าจอ ยื่นมือไปลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างรักใคร่เอ็นดู
ถ้าไม่เป็การทำให้เสียนิสัย ธันยาย่อมอยากให้แฟนตัวเองมีความสุขเต็มที่อยู่แล้ว