“นี่เป็หญ้าฟื้นชีพแห่งทุ่งหมาหอนเราจะใช้รากของมันมาต้มแล้วให้ผู้ป่วยที่ลมปราณแตกซ่านผู้ที่สูญเสียลมปราณมากเกินไป และผู้ที่ลมปราณติดขัดดื่ม หากอาการไม่สาหัสมากนักดื่มเพียงสามสี่วันก็จะทุเลาและหายดีในที่สุด”
เจียวซินชี้มือไปยังหญ้าใบใหญ่สูงระดับเอวมันมีดอกสีขาวสลับเหลืองแลดูสวยงามไม่น้อย นางก้มลงไปดึงหญ้าต้นนั้นขึ้นมารากของมันมีลักษณะอวบอิ่มน้ำขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น เด็กหญิงใช้มีดตัดลำต้นมันทิ้งพร้อมกับนำรากใส่ในตะกร้าที่แบกโดยลูกศิษย์ของตนเอง
“นี่เป็เถาวัลย์หลับใหลสามารถนำมาบดละเอียดแล้วปั้นเป็ลูกกลอนทำยานอนหลับนอกจากนี้ยังเป็ยาผ่อนคลายสมองหากใช้ในปริมาณน้อย”
พูดจบหล่อนก็ทำเช่นเดิมคือตัดเถาวัลย์หลับใหลมาจำนวนหนึ่งแล้วยัดใส่ในตะกร้าของเอี้ยนเฟยซาั้แ่เดินทางมาถึงทุ่งหมาหอนเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เจียวซินก็แนะนำสมุนไพรให้ลูกศิษย์ไปแล้วแปดสิบเก้าชนิดในความคิดของนางหากเขาสามารถจดจำได้เพียงหนึ่งในสามก็นับว่าตนเองประสบความสำเร็จในการอบรมศิษย์แล้ว แต่ที่นางคาดไม่ถึงก็คือชายหนุ่มกลับจดจำได้มากกว่าครึ่ง
“นี่เป็หญ้าขนกระต่ายซึ่งเป็สมุนไพรที่เราตามหาใบและผลของมันใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย หากผสมกับรากไม้สกุณาจะกลายเป็ยาฆ่าเชื้อในช่องท้องเ้าอยู่แถวนี้แล้วเก็บไปให้มากที่สุด ส่วนข้าจะไปหารากไม้สกุณาจากเนินตรงโน้น”
เจียวซินชี้มือไปทางซ้ายที่มีเนินเขาอยู่หล่อนเดินไปยังูเาลูกนั้น ทิ้งให้เอี้ยนเฟยซาผู้เป็มือใหม่หัดเก็บสมุนไพรต้องออกตามหาหญ้าขนกระต่ายเพียงคนเดียวเขารู้สึกว่าการหาสมุนไพรต้องใช้ความอดทนอย่างสูง กว่าจะได้พบเจอแต่ละต้นต้องเดินวนหลายรอบทำให้จิตใจท้อแท้ร่างกายเหนื่อยล้าแต่เมื่อคิดถึงใบหน้ายิ้มแย้มงดงามของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยแล้วพละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
เอี้ยนเฟยซาเดินเข้าไปใกล้พุ่มไม้หนาทึบพุ่มหนึ่งเขาเห็นว่ามีหญ้าขนกระต่ายขึ้นหลายต้น ในระหว่างที่กำลังตัดต้นหญ้าใส่ตะกร้าอยู่นั้นในพุ่มไม้ก็มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว มันส่งเสียงขู่ในลำคอคล้ายกับเสียงของสัตว์นักล่าจำพวกเสือชายหนุ่มรีบเดินถอยหลังช้า ๆ พร้อมกับชักดาบขึ้นสนิมมาถือไว้ในมือ เมื่อถอยหลังมาถึงระยะปลอดภัยแล้วเขาจึงโบกไม้โบกมือให้เจียวซิน กว่านางจะเห็นก็ทำเอาชายหนุ่มเมื่อยแขนจนยกไม่ขึ้น
เจียวซินใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินมาถึงอย่างรวดเร็วเอี้ยนเฟยซาจึงทำเป็ใจดีสู้เสือเดินหน้าเข้าหาพุ่มไม้นั้น เขาลืมตัวว่าสูญเสียวรยุทธ์ไปแล้วแต่ด้วยการที่เป็บุรุษอกสามศอกย่อมต้องเสียสละเดินอยู่ด้านหน้าเผชิญกับภยันตรายก่อนชายหนุ่มใช้ดาบเขี่ยใส่พุ่มไม้ด้วยความตื่นเต้น กลัวว่าจะมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างโผล่ออกมาจู่โจมใส่ตนเอง
ทันใดนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ั์พุ่งออกมาจากพุ่มไม้มันใช้ลำตัวชนเอี้ยนเฟยซาจนกระเด็นกระดอนล้มกลิ้งไปหลายตลบ เ้าสัตว์ที่โผล่ออกมากลับนั่งลงมองดูชายหนุ่มที่ทุลักทุเลลุกขึ้นยืนด้วยอาการสงบนิ่งชายหนุ่มถอยไปชนกับเด็กหญิงที่อยู่ด้านหลัง
“สะ..สะ...เสือรีบหนีเร็ว”
เจียวซินหัวร่อออกมาเสียงดังพร้อมกับเดินไปหาเ้าสัตว์ตัวใหญ่รูปร่างคล้ายเสือตัวนั้น เด็กหญิงใช้มือลูบหัวมันอย่างสนิทสนมเ้าสัตว์ร้ายนั้นก็คล้ายจะมีชื่นชอบ มันหลับตาส่ายหางไปมาตลอดเวลา
“นี่ไม่ใช่เสือแต่เป็แมวยักษาแห่งแดนเทพ น้อยครั้งนะที่ผู้คนจะพบเห็นพวกมันพวกเรานับว่าโชคดีที่ได้เจอในวันนี้ ปกติเ้าตัวนี้จะขี้อายและซ่อนตัวเก่ง ดีที่มันไม่ดุร้ายกับพวกเรามิเช่นนั้นแล้วเ้าพวกนี้คงจะเป็สัตว์ที่ฆ่าคนมากที่สุดไปแล้ว”
“มันเก่งกาจถึงเพียงนั้นเลยเหรอ?”
“ใช่แล้วข้าเคยเห็นพวกมันไล่ฆ่าหมาป่าฝูงหนึ่งแม้ว่าฝูงหมาป่าจะมีมากถึงสิบตัวแต่ก็ถูกแมวยักษาเพียงสามตัวเข่นฆ่าจนหมดสิ้นในเวลาอึดใจเดียวเ้าพวกนี้ทั้งรวดเร็วและมีพละกำลังมหาศาลเพียงแค่กัดกระชากครั้งเดียวก็สามารถฉีกหมาป่าตัวใหญ่ขาดเป็สองท่อนได้”
เอี้ยนเฟยซากลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกโชคดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่ทำร้ายคนมิเช่นนั้นแล้วเขาคงถูกฉีกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่กลางทุ่งสมุนไพรแห่งนี้กลายเป็ปุ๋ยชั้นดีไปแล้วแต่เขาก็สลัดความกลัวออกไปจากใจ เดินหน้าเข้าหาเ้าแมวั์ตัวเชื่องอย่างไม่ค่อยวางใจมือของชายหนุ่มวางลงบนหัวของเ้าแมวเหมียวด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อย ปฏิกิริยาตอบรับของเ้าแมวั์เป็ไปด้วยดีมันส่งเสียงร้องออกมาคล้ายเสือคราหนึ่ง
“เ้าได้ตั้งชื่อให้กับมันหรือยัง?”
“ยังไม่ข้าเคยเจอกับมันแค่สี่ห้าครั้งเท่านั้นเอง ครั้งแรกก็ใสภาพเดียวกับเ้านั่นแหละดีที่อาจารย์มาด้วยจึงแนะนำให้รู้จักกับมัน หลังจากนั้นเป็ต้นมาเราก้กลายเป็เพื่อนที่ดีต่อกัน”
“เรียกมันว่าเสี่ยวมาวดีหรือไม่?”
“เสี่ยวเมาฮา ฮา ลูกแมวเนี่ยนะ ก็น่าสนใจดี ต่อไปนี้เ้ามีชื่อว่าเสี่ยวเมานะ”
เจียวซินหัวไปบอกกับเ้าแมวั์ด้วยน้ำเสียงติดตลกเอี้ยนเฟยซาแอบหัวร่อในใจที่เด็กหญิงผู้นี้มีรอยยิ้มและอารมณ์ร่าเริงขึ้นมาบ้างแล้วบางครั้งนางทำตัวเป็ผู้ใหญ่มากเกินไป ไม่สมกับวัยที่ต้องวิ่งเล่นสนุกสนานในลานละเล่นหลังบ้านต้องมาเดินทางเก็บสมุนไพรในถิ่นแดนอันตรายเช่นนี้
ทั้งสองเล่นกับเสี่ยวเมาครู่หนึ่งจึงลงมือเก็บสมุนไพรต่อ ผ่านไปสามชั่วยามก็ได้สมุนไพรครบตามที่้าทั้งสองจึงออกเดินทางอีกครั้งเพื่อกลับไปยังเคหสถานของหมอเทวะ เดินทางได้ครึ่งชั่วนามก็ตกลงกันว่าจะหยุดกินข้าวริมธารข้างหน้ายามนี้พระอาทิตย์กำลังอยู่เหนือศีรษะพอดี ถึงเวลาสำหรับมื้อเที่ยงแล้ว
“ที่นี่เหมาะสำหรับหยุดพักผ่อนและรับประทานอาหาร....มะ..หมาป่ารีบหนีเร็ว”
เจียวซินยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวจากไปอย่างว่องไวทิ้งให้เอี้ยนเฟยซาที่ยืนตะลึงขาแข็งเผชิญหน้ากับหมาป่าสามตัวที่เดินโอบล้อมชิดเข้ามาเรื่อยๆ มันเป็หมาป่าตัวโตเต็มที่มีเขี้ยวขาวยาวแหลมคมอยู่ในปาก
เอี้ยนเฟยซารู้ตัวว่าหนีไม่ทันแล้วจึงถอยหลังพิงกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพรานป่าแถวบ้านเกิดเคยสอนเอาไว้ว่าอย่าให้พวกหมาป่าล้อมได้เพราะพวกมันจะโจมตีจากจุดที่เรามองไม่เห็นมันเขาจึงใช้วิธีเอาหลังชนกับต้นไม้ใหญ่ที่ปกปิดแผ่นหลังของตนเองไว้ในมือถือดาบขึ้นสนิมด้วยอาการสั่นเทา
หมาป่าตัวหนึ่งเหมือนจะเห็นช่องว่างจากด้านข้างของเอี้ยนเฟยซามันกระโจนเข้าใส่ทันที นำหน้าด้วยกรงเล็บอันแหลมคมจากขาคู่หน้า เอี้ยนเฟยซาเหวี่ยงดาบไปฟันใส่หมาป่าตัวนั้นปรากฏพลังรุ่มร้อนกลุ่มหนึ่งแล่นออกบริเวณท้องน้อยส่งผ่านชีพจรไปยังดาบ เสียงร้องด้วยความเ็ปของสัตว์ร้ายดังขึ้นหมาป่าตัวนั้นถูกฟันขาดเป็สองซีก อีกสองตัวก็พุ่งกระโจนเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงด้วยความดุร้ายชายหนุ่มมือไม้ปั่นป่วนไม่รู้ว่าจะรับมือเช่นไร
ทันใดนั้นปรากฏภาพการต่อสู้ในสมองอีกครั้งเอี้ยนเฟยซาฟาดฟันดาบออกตามกระบวนที่เห็นในสมอง หมาป่าทั้งสองตัวล้วนทอดกายกลายเป็ซากศพสองซากสี่ซีกร่างของพวกมันถูกฟันผ่าครึ่งคล้ายกับตัวแรกไม่มีข้อแตกต่าง
เจียวซินที่เพิ่งวิ่งกลับมาถึงเพราะเป็ห่วงเอี้ยนเฟยตาต้องอ้าปากค้างกับสิ่งที่พบเห็นคนสูญเสียวรยุทธ์ผู้หนึ่งไม่สมควรทำเื่เช่นนี้ได้ หล่อนจ้องมองเอี้ยนเฟยซาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามหรือว่าคนผู้นี้จะยังไม่สูญเสียวรยุทธ์
เอี้ยนเฟยซาเองกลับตกตะลึงยิ่งกว่าเขาไม่รู้ว่าฟาดฟันดาบออกไปได้อย่างไร รู้เพียงว่าตนเองทำตามสำนึกที่รับรู้จากสมองหรือว่านี่จะเป็ขั้นสำนึกดาบที่เหล่านักดาบใฝ่ฝันจะไปให้ถึงแต่ตอนนี้หากจะให้เขาจู่โจมออกไปเช่นเดิมอีกครั้งก็ไม่สามารถทำได้อีก
“เ้าไม่ได้สูญเสียวรยุทธ์หรอกหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจไม่รู้ว่าเมื่อกี้จู่โจมออกไปได้อย่างไร รู้แค่ว่ามือไม้มันเคลื่อนไหวเองตามสัญชาตญาณเหมือนจะมีพลังกลุ่มหนึ่งคอยเคลื่อนไหวอยู่ในร่างกาย”
เจียวซินเหม่อมองใบหน้าเอี้ยนเฟยซาด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจคงมีแต่อาจารย์ของนางเท่านั้นที่จะไขปริศนาเหล่านี้ได้ บางทีหมอเทวะอาจจะรู้เื่นี้ดีอยู่แล้วจึงส่งชายหนุ่มออกมาเผชิญกับอันตรายเพื่อค้นหาแนวทางของตนเอง
"นั่นใช่คุณหนูเจียวซินศิษย์ของหมอเทวะหรือไม่?"
ชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมายังพวกเขาเจียวซินพยักหน้าคราหนึ่ง สองคนนั้นแสดงอาการดีใจออกมาบนใบหน้าที่ปรากฏรอยยิ้ม ผู้หญิงเดินเข้าไปกุมมือของเจียวซินกล่าวว่า
“ที่หมู่บ้านของเราเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ผู้คนในหมู่บ้านท้องร่วงกันหมด ขอคุณหนูไปช่วยพวกเราด้วย มีคนท้องร่วงจนตายไปหลายคนแล้ว”
“พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้รีบนำทาง”
เจียวซินก้าวตามชายหญิงคู่นั้นไปทันทีชื่อเสียงของนางคงมีไม่น้อย ดูได้จากการที่คนทั้งสองไม่ได้ถามหาหมอเทวะเลยเพียงพบเจอเด็กหญิงก็แสดงอาการดีอกดีใจ วิชาหมอของนางคงไม่น้อยเหมือนกับอายุสมกับที่หมอเทวะเรียกว่าอัจฉริยะ
เอี้ยนเฟยซาย่อมตามติดไปด้วยนี่อาจจะเป็ครั้งแรกที่เขาได้ทำหน้าที่เป็หมอ