เมื่อวิญญาณของคุณหลวงภัสดาเล่ามาถึงตรงนี้เมขลาก็ขับรถเข้ามาถึงตัวเมืองนครราชสีมาพอดี หญิงสาวหันมาบอกคนนั่งข้างๆ
“ถึงบ้านฉันแล้วนะคะ คุณพี่...”เมขลาทำเป็นลากเสียงยาวล้อเลียน คุณหลวงหัวเราะชอบใจแต่ปากก็ทำเป็นพูดเสียงเข้ม
“อย่ามาล้อเลียน” ก่อนจะมองไปที่อนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีย์อย่างตกตะลึงในความยิ่งใหญ่และสง่างามของวีรสตรีท่านนี้.
เมขลาเดินไปถึงหน้าลานอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีที่แห่งนี้มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้คุณย่าโมไม่ขาดสายซึ่งในแต่ละวันก็จะมีผู้คนเดินทางมาเต็มพื้นที่และไม่เคยเว้นว่างจากผู้คนเลยสักวันเดียวทั้งประชาชนในจังหวัดและต่างจังหวัดต่างก็เดินทางมาขอพรท่านเพราะคำร่ำลือในความศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าต่อๆกัน และสิ่งที่ขอพรก็สัมฤทธิ์ผลอยู่เนืองๆ
เมขลาพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนเดินมานั่งด้านหน้าคุณย่าโมเพื่อกราบไหว้สักการบูชาทำความเคารพ โดยมีคุณหลวงภัสดานั่งอยู่ข้างๆ หญิงสาวสวดมนต์ขอพรให้กับสิ่งที่เธอคิดจะทำเธอขอให้ประสบความสำเร็จโชคดีมีชัยเหนือศัตรูทั้งปวง และขอให้ดวงวิญญาณของคุณย่าปกป้องคุ้มครองพ่อและน้องของเธอให้อยู่รอดปลอดภัยจากใครก็ตามที่คิดคุกคามคนในครอบครัวของเธอมิให้มาทำอันตรายใดๆได้
เมื่อขอพรเสร็จเมขลาก็เดินไปปักธูปหน้ารูปปั้นของคุณย่าพร้อมดอกไม้และพวงมาลัยรวมถึงปิดทองที่หุ่นจำลองของคุณย่าด้วยความตั้งใจและศรัทธาที่มีอยู่ท่วมท้นหัวใจ จากนั้นก็พาคุณหลวงภัสดาไปที่วัดศาลาลอยเพื่อกราบอัฐิของคุณย่าโมและขอพรเช่นเดียวกันกับที่เธอขอตอนอยู่หน้าบริเวณอนุสาวรีย์ แล้วจึงไปทำบุญถวายสังฆทานปล่อยนกปล่อยปลา พร้อมกับอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับปู่เที่ยงธรรมและแม่ประไพทั้งยังแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้กับวิญญาณของคุณหลวงภัสดาและวิญญาณของบุญอิ่มที่คอยเฝ้าเรือนและต้องทำเรื่องสำคัญให้กับเธออีกด้วย
เมื่อกระแสแห่งบุญถูกแผ่ออกไป คุณหลวงภัสดาที่นั่งข้างๆก็รู้สึกถึงละอองแสงสีทองที่ค่อยๆ กระจายอาบไปทั่วทั้งตัว เขารู้สึกมีความสุขเย็น สีหน้าอิ่มเอิบจากบุญที่ได้รับคุณหลวงภัสดายกมือประนมขึ้นแล้วเอ่ยเบาๆ
“อนุโมทนาสาธุ...”
ขณะเดียวกัน ทางด้านบุญอิ่มวิญญาณบ่าวคนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจแต่กลับมีสองพี่น้องที่คอยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เสมอ ซึ่งมินตราเอง เวลาเธอสวดมนต์ที่บ้านหรือว่าไปทำบุญนอกบ้านเธอก็มักจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้สรรพวิญญาณที่ปกปักรักษาเรือนแห่งนี้และทางด้านเมขลาเธอก็ทำบุญให้เนืองๆตั้งแต่ทั้งสองมาอยู่เรือนแห่งนี้บุญอิ่มรู้สึกมีความสุขเย็นตามอัตภาพในภพของเธอบุญอิ่มยกมือขึ้นประนมกลางอก พึมพำเบาๆ
“อนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ”
จากนั้นเมขลาก็เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองที่อยู่บริเวณใจกลางเมืองโคราชคุณหลวงมองรอบๆ บริเวณศาลในห้วงเวลาปัจจุบันศาลหลักเมืองแห่งนี้เปลี่ยนไปมากไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลยแตกต่างจากเมื่อตอนที่เขาเจอกับเกตุแก้วครั้งแรกอย่างลิบลับไม่มีการขึงเสาหลักเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมารอบบริเวณมีการสร้างศาลาขึ้นครอบเสาหลักเมืองเอาไว้อย่างคงทน มีผู้คนเดินทางมาสักการะที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้ไม่ขาดสายทั้งยังมีถนนหนทางตัดผ่านรอบทิศทาง ตึกรามบ้านช่องถูกปลูกสร้างขึ้นรายล้อมศาลหลักเมืองดูแน่นไปขนัดตา
“ที่นี่เปลี่ยนไปมากไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อยทำเอาฉันจำแทบไม่ได้” คุณหลวงเอ่ยขึ้นขณะที่สายตามองนู่นมองนี่อยู่ตลอดเวลาราวกับไม่เคยเห็นมาก่อนรถราวิ่งสวนกันขวักไขว่ ผู้คนต่างเดินสวนกันไปมาคึกคัก
“เปลี่ยนไปตามกาลเวลาค่ะผ่านมาร้อยกว่าปีแล้วนี่คะ” เมขลาตอบขณะที่เดินออกมาจากบริเวณศาลหลักเมืองเธอนิ่งไปนิดก่อนพูดขึ้น
“ไปวัดกลางนครกับฉันไหมคะ?”หญิงสาวหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนพูดใหม่
“เอ่อ...อีกชื่อหนึ่งคือวัดพระณารายณ์มหาราชน่ะค่ะ” วิญญาณคุณหลวงภัสดาชะงักไปทันที
“วัดที่พ่อกับแม่ของฉันในอดีตชาติโดนคุณหลวงลงโทษจนเสียชีวิตไงคะ”ใบหน้าวิญญาณคุณหลวงเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เมขลายังพูดต่อเรื่อยๆเพราะเธอไม่ได้คิดอะไรแล้ว
“ฉันเก็บกระดูกของท่านฝังไว้ที่วัดแห่งนี้แต่ป่านนี้คงจะหายไปแล้วมั้งคะ เพราะที่วัดเองก็บูรณะมาเรื่อยๆคงจะไม่เหลือร่องรอยอะไรให้เห็นแล้วล่ะค่ะ” คุณหลวงนิ่งไปสักพักก่อนจะเอ่ยเสียงเศร้า
“หล่อนรู้อะไรไหมตอนนั้นที่ฉันสั่งลงโทษพ่อกับแม่ของหล่อนฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้ถึงชีวิตเลยสักนิด”คราวนี้เป็นเมขลาเองที่หยุดชะงักฟังคุณหลวงยังคิดโทษตัวเองอยู่อีกหรือนี่ เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้วแต่เขากลับยังโทษตัวเองไม่เลิกรา หรือนี่คือสิ่งที่ยังค้างคาทำให้วิญญาณดวงนี้ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียทีเมขลาถอนหายใจช้าๆ เธอเข้าใจในสิ่งที่คุณหลวงพูดทุกอย่าง จึงพูดปลอบใจวิญญาณของคุณหลวงภัสดาเมขลาอดขำตัวเองไม่ได้ที่ต้องมาทำหน้าที่ปลอบอกปลอบใจคนที่ตายไปแล้วร้อยกว่าปีทั้งที่แต่ก่อนเมขลาบอกได้เลยว่ากลัวผีสุดๆ
“อย่าคิดมากเลยนะคะคุณหลวงเรื่องมันผ่านมาแล้ว ฉันมาเกิดใหม่แล้ว มันเป็นอดีตไปแล้วค่ะและฉันก็พร้อมจะให้อภัยคุณหลวงทุกเรื่อง” เมขลาน้ำเสียงหนักแน่นฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ก่อนจะเลี้ยวรถเพื่อหาที่จอดบริเวณลานวัดพระนารายณ์มหาราช
หนึ่งคนกับหนึ่งดวงวิญญาณเข้าไปนั่งกราบพระในโบสถ์กลางน้ำซึ่งปัจจุบันก็ถูกบูรณะให้ดูสวยขึ้นสะดวกสบายขึ้น จนไม่มีเค้าเดิมหลงเหลืออีกเช่นเดียวกันด้านเมขลานั้นเธอรู้สึกคุ้นเคยกับวัดแห่งนี้มานานแสนนานแต่ก่อนเธอก็ได้แต่เฝ้าหาคำตอบว่าทำไมจึงมีความรู้สึกเช่นนั้นแต่ว่าตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร
เมื่อออกมาจากโบสถ์คุณหลวงก็เดินมาตรงบริเวนที่เขาเคยสั่งลงโทษขุนเสน่ห์และเมียของขุนเสน่ห์ซึ่งเป็นพ่อกับแม่ของเกตุแก้วเมื่อครั้งอดีตชาติ แต่ตอนนี้บริเวณลานลงโทษกลับกลายเป็นตึกเป็นอาคารที่ใช้เป็นสถานศึกษาของพระเณรไปหมดแล้วเกตุแก้วเดินตามมาก่อนจะพูดขึ้นยิ้มๆ
“ก็ฉันบอกคุณหลวงแล้วนี่คะว่าอะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วค่ะ” คุณหลวงยืนนิ่งสายตายังคงมองไปทางตัวอาคารด้านหน้า
“รวมทั้งหล่อนด้วย ที่เปลี่ยนไปฉันพูดถูกรึไม่?” เขาถามขึ้นเบาๆ แต่ไม่ทันที่เมขลาจะตอบเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครโทรมาก็รีบกดรับทันที
“ถึงแล้วจ้ะตอนนี้อยู่วัดพระนารายณ์มหาราช มากราบพระน่ะ” เมขลากรอกเสียงสดใสไปในโทรศัพท์เป็นดาด้านั่นเองที่โทรมา เมขลาหยุดฟังปลายสายครู่หนึ่งก่อนจะพูดตอบกลับไป
“เอาเป็นว่าวันนี้ฉันคงไม่ไปหาเธอนะเดี๋ยวจะกลับไปดูที่บ้านซักหน่อย แล้วก็จัดแจงที่หลับที่นอนด้วยคืนนี้ฉันจะนอนบ้านฉันจากไปซะตั้งนานคิดถึงจะตาย” ประโยคหลังทำเสียงยานคางล้อเลียนตามประสาเพื่อนกันเมื่อพูดเสร็จก็หยุดฟังปลายสาย ก่อนจะตอบกลับไปอีกครั้ง
“เธอไม่ต้องมาหาฉันหรอกเพราะยังไงพรุ่งนี้เย็นๆฉันก็ไปหาเธออยู่ดี เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกัน อีกอย่างฉันไม่อยากไปหาเธอช่วงกลางวันเธอทำงาน และฉันจะต้องไปทำธุระก่อนด้วย” ทั้งสองคุยกันอยู่สักครู่หนึ่งเมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยก็ต่างวางสายไป จากนั้นเมขลาหันไปทางวิญญาณของคุณหลวงภัสดาที่ยืนนิ่งฟังเธอคุยโทรศัพท์กับดาด้า
“ไปค่ะคุณหลวงไปบ้านฉันเย็นแล้วเดี๋ยวจะค่ำซะก่อน” เมขลาเดินไปยังรถตัวเองที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้คุณหลวงยืนนิ่งไม่เดินตาม‘หล่อนไม่ได้ยินที่ฉันพูดเมื่อสักครู่หรือหล่อนไม่สนใจแล้วจริงๆ อย่างนั้นรึ’ เมื่อหญิงสาวเคลื่อนรถเก๋งคันกะทัดรัดออกไปจากบริเวณวัดวิญญาณของคุณหลวงจึงได้แว้บหายไปที่รถโดยไม่ต้องเดินแม้สักก้าวเดียว
ทว่า ขณะเดียวกันนั้น หลังจากที่วางสายเมขลาไปแล้วดาด้าก็หันมาหาหมออติรุจน์ซึ่งเขายืนอยู่ด้านหลังของดาด้าตั้งแต่ที่โทรไปหาเมขลาในตอนแรกสายตาหมอหนุ่มและพยาบาลสาวบ่งบอกว่าไม่สบายใจเอาเสียเลย
“คุณหมอคะฉันทำแบบนี้ ก็ได้แต่หวังว่ายัยเมย์จะไม่โกรธฉันนะคะ”หมอรุจน์พูดขึ้นทันที
“เราหวังดีกับเมย์เมย์น่าจะเข้าใจเรานะครับเดี๋ยวผมจะเป็นคนอธิบายทุกอย่างให้เมย์ฟังตอนเธอฟื้นขึ้นมาเอง” หมอรุจน์พูดปลอบใจ ดาด้าก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นเธอกลัวใจเมขลาเพื่อนสนิทเหลือเกินเพราะเป็นที่รู้กันว่าเมขลาใจแข็งและเด็ดขาดแค่ไหน ยิ่งมาทำอะไรลับหลังแบบนี้ เพื่อนสนิทคงไม่ชอบใจแน่
“ผมวางแผนไว้แล้วครับเราจะวางยาเมย์ตอนที่ทานข้าวเย็นด้วยกันในวันพรุ่งนี้!” หมอรุจน์พูดอย่างมั่นใจในแผนการของตัวเองซึ่งเขาเห็นมันเป็นความหวังดีที่มีต่อเมขลา แต่ทว่าดาด้ากลับไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย
ทางด้านมินตราที่ตอนนี้เตรียมตัวไปทานอาหารเย็นกับแขกของคุณการุญผู้เป็นพ่อเธอโดนกำชับหนักหนาว่าห้ามช้าเป็นอันขาด แขกคนนี้คงจะสำคัญพอสมควร เมื่อเลิกงานมินตราจึงรีบเดินมาเคาะประตูห้องทำงานของผู้เป็นพ่อเพื่อจะได้ไปที่ร้านอาหารให้ทันเวลาแต่ยังไม่ทันจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องก็พบว่าคุณการุญเปิดประตูออกมาพอดีเมื่อเจอหน้าลูกสาวคนกลางคุณการุญก็ยิ้มให้ พร้อมเอ่ยขึ้น
“ไปกันเถอะลุงชิดรออยู่ที่รถแล้วล่ะลูก” มินตรายิ้มพยักหน้า
“ค่ะ คุณพ่อ” ก่อนจะเดินตามผู้เป็นพ่อไปที่ลานจอดรถ