ตามหลักวิทยาศาสตร์สิ่งนี้คือ การค้นพบอนุภาคจากมิติอื่น ‘อนุภาคเรออน (Reon) ’ ซึ่งพลิกกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ได้เรียนรู้มาตลอดเกือบร้อยปีที่ผ่านมาของมนุษยชาติ อนุภาคนี้มีลักษณะแตกต่างจาก ‘อนุภาคโบซอน (Bosons) ’ กับ ‘อนุภาคเฟอร์มิออน (Fermions) ’ อย่างสิ้นเชิง โดยเป็กลุ่มอนุภาคที่มีสถิติแบบปรับตัวได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและสามารถเชื่อมต่อกับมิติที่สูงกว่าได้ถึง 10 มิติ ผู้คนทั่วไปมักเรียกว่า พลังมานา อนุภาคที่แทรกซึมมานี้คือ ‘เธรชโฮลด์ เรออน [Threshold Reon (T-Reon) ] ’ มีคุณสมบัติจัดอยู่ในกลุ่มอนุภาคเรออน สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและเชื่อมต่อกับระบบประสาทของมนุษย์ในระดับควอนตัมได้โดยตรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นการปรับโครงสร้างสมองโดยมีการเปิดศักยภาพของสมองและการเชื่อมต่อกับมิติที่สูงกว่า เรียกได้ว่าเป็อนุภาคที่กระตุ้นวิวัฒนาการของมนุษย์ เกิดขึ้นหลังจากการเกิดแผ่นดินไหวที่หมู่บ้านสบหมอก และสถานที่อื่นๆ ทั่วโลก แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก เพียงแต่ส่งผลให้โลกใบนี้ถูกปกคลุมไปด้วยอนุภาคชนิดใหม่นี้เป็เวลานาน ซึ่งมากพอที่จะปรับเปลี่ยนระบบประสาทภายในร่างกายของมนุษย์ ทำให้สามารถใช้สิ่งที่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า ‘เวทมนต์’ หรือ ‘พลังวิเศษ’ ได้ กลับกันหากผู้คนที่ยังไม่มีภูมิต้านทานจะเกิดภาวะ ‘หลับใหล’ เป็เวลา 3 วัน หรือมากกว่านั้นจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ แต่หากร่างกายนั้นไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะกลายเป็ ‘เ้าหญิงหรือเ้าชายนิทรา’
สำหรับชาติก่อนเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่จินและกลุ่มเพื่อนออกจากหมู่บ้านไม่ถึง 2 วัน จึงทำให้รอดพ้นจากสภาวะหลับใหล แต่นั่นก็เป็โชคร้ายที่ทำให้พวกเขาพลาดที่จะอยู่ในคนกลุ่มแรกที่ได้รับพลังวิเศษ
ชาตินี้จินจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็คนกลุ่มแรกที่ได้รับการปลุกพลังวิเศษ แต่เงื่อนไขสำคัญคือเขาจะต้องหาทางรั้งกลุ่มเพื่อนเอาไว้ให้อยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ จนกว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะปะทุขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้รับการปลุกพลังไปพร้อมๆ กัน
ระหว่างที่จินเดินตามปัญญ์ หญิงสาวผู้กำลังตื่นตาตื่นใจกับอาหารรอบตัวจนดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย จินแอบมองเธอพลางคิดในใจว่าความหวาดกลัวก่อนหน้านี้คงมลายหายไปแล้ว ซึ่งความร่าเริงไร้การระวังตัวของเธอนี่เอง กลับยิ่งทำให้เขาไม่กล้าละสายตาหรือเดินห่างจากเธอไปแม้แต่ก้าวเดียว เนื่องจากเขายังคงััได้ถึงพลังงานเร้นลับบางอย่างที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ลึกภายใต้อ่างเก็บน้ำแห่งนั้น ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เพราะเขารู้ดีว่าิญญาร้ายตนนั้นอาจกำลังซุ่มรอจังหวะเพื่อวกกลับมาเล่นงานหญิงสาวอีกครั้ง
ขณะที่สมองของเขากำลังครุ่นคิดถึงเื่ิญญาร้ายอยู่นั้น สายตาของจินก็พลันสะดุดเข้ากับบางอย่าง ซึ่งสิ่งนั้นเองที่กระตุ้นให้เขานึกถึง ‘ของสำคัญ’ ชิ้นหนึ่งที่จะสามารถช่วยปกป้องพวกเขาได้ขึ้นมา ไม่รอช้าเขาตัดสินใจปลีกตัวจากปัญญ์ชั่วคราวและมุ่งตรงไปยังเป้าหมายนั้นทันที
ท่ามกลางผู้คนอันแสนพลุกพล่าน มีเพียงดวงตากลมของติณณ์เท่านั้นที่ยังคงจับจ้องการกระทำที่ดูเปลี่ยนไปของพี่ชายอย่างไม่ละสายตา เขาเห็นจินมุ่งตรงเข้าไปยังร้านขายของชำเก่าๆ แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ก่อนจะเจรจาบางอย่างกับเ้าของร้านด้วยท่าทีเคร่งเครียด เพียงชั่วครู่พี่ชายของเขาก็เดินหอบเอา 'เกลือสมุทร' จำนวนถึง 15 ถุงเล็กออกมาอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นทำให้ติณณ์แอบขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางนึกสงสัยในใจว่า พี่ชายของเขากำลังวางแผนจะทำอะไรกันแน่
หลังจากนั้น จินจึงรีบเร่งฝีเท้ากลับมาเดินตามปัญญ์อีกครั้งพร้อมกับทำทีท่าเป็ปกติ แต่ท่าทางที่ดูมีพิรุธนั้นกลับไม่อาจเล็ดลอดสายตาของหญิงสาวไปได้เลย
“ซื้ออะไรมาเหรอจิน?” ปัญญ์หันมาถามด้วยความสงสัย
“เกลือสมุทรน่ะ” จินรีบตอบกลับทันควันเพื่อไม่ให้เธอเป็กังวล “พอดีนึกขึ้นได้ว่าตามความเชื่อโบราณ เกลือสามารถใช้ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลได้ ซื้อติดตัวไว้หน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร”
คำอธิบายของจินช่วยให้หญิงสาวคลายความกังวลลงเล็กน้อย แม้ลึกๆ ในใจจะยังนึกสงสัยว่า ‘เกลือสมุทร’ จะสามารถป้องกันิญญาร้ายได้จริงหรือ แต่ในยามที่เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ขวัญผวามาได้ไม่นาน หากมีสิ่งไหนที่พอจะเป็เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้ เธอก็คิดว่านั่นเป็เื่ดีเกินกว่าจะปฏิเสธ ปัญญ์จึงไม่ได้ตั้งแง่หรือซักไซ้อะไรกับเขาต่อ
ไม่นานนักหญิงสาวก็เริ่มกลับมายิ้มได้อีกครั้ง ก่อนจะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเป้าหมายเบื้องหน้า “นั่นไง! ร้านขายของฝากที่บอก”
ปัญญ์หันไปหาจินพลางชี้มือไปยังร้านขายของฝากที่อยู่เบื้องหน้า โดยมีติณณ์และเพื่อนคนอื่นๆ เดินตามหลังกันมาไม่ห่างมากนัก
เสียงกระดิ่งที่ติดไว้้าของประตูร้านดังขึ้นเบา ๆ เป็สัญญาณว่า จิน ปัญญ์ เปา และติณณ์ ได้ย่างกรายเข้าสู่ร้านขายของฝากที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและบรรยากาศลึกลับเป็ที่เรียบร้อย ทันทีที่เข้ามา สายตาของเขาสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งทันที นั่นคือ ‘แหวนอารัมภ์ทมิฬ’ แหวนสีนิลตั้งตระหง่านอยู่บนตู้โชว์กระจก
แหวนวงนี้เป็ของวิเศษระดับสูง หลายคนเรียกว่า “แหวน 4 มิติ” ความพิเศษคือ สามารถเก็บสิ่งไม่มีชีวิตไว้ในมิติที่แยกขาดจากโลกภายนอก จุดเด่นคือ การแช่แข็งอายุการใช้งานและซ่อมแซมสิ่งของทำให้ทุกสิ่งที่อยู่ภายในคงสภาพสมบูรณ์ตลอดไป
จู่ๆ ความทรงจำจากชาติก่อนได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของจิน เขาจำได้ว่าแหวนวงนี้เคยเป็ของ ‘เทพีอาธีน่า’ มาก่อน และเขาได้รับมันมาในภายหลังเพื่อใช้ในการเก็บของวิเศษต่างๆ
จินเหลือบมองปัญญ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รูปลักษณ์ที่งดงามและพลังงานบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอทำให้เขามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เพราะเขารู้ดีว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เธอจะกลายเป็ ร่างทรงของเทพีอาธีน่า อย่างสมบูรณ์ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว ‘หากเขาได้แหวนวงนี้มาตอนนี้ เขาจะสามารถพกพาเื่รางและของวิเศษได้สะดวกมากยิ่งขึ้น’
ไม่รอช้า เขารีบเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ และถามเ้าของร้านผู้มีหนวดเครา ผิวคล้ำแดดอย่างเร่งรีบ “ลุงครับ! แหวนวงนี้ขายไหมครับ”
การซื้อขายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จินบรรจงสวมแหวนอารัมภ์ทมิฬไว้ที่ นิ้วชี้ข้างซ้าย ทันทีที่แหวนััผิว พลังงานอันคุ้นเคยและหนักแน่นก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา ราวกับว่าแหวนวงนี้ได้พบเจอกับเ้าของตัวจริงเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่จินกำลังดื่มด่ำกับพลังของแหวนที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายของเขา ปัญญ์ก็ได้เดินเข้าไปหาเ้าของร้าน จู่ๆ ความรู้สึกหวาดกลัวต่อผีสาวที่เพิ่งพบเจอกับจินบนเรือก็คืบคลานเข้ามากัดกินจิตใจเธอ ทำให้เธอ้าเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เธอชี้ไปที่ แผ่นไม้เก่า ขนาด 15 x 8 x 5 เิเ ที่ร้อยด้วยเชือกป่านสีดำเป็สร้อยคอ มีอักษรจีนโบราณสลักอยู่
“แผ่นไม้นี้ช่วยป้องกันผีไหมคะ” ปัญญ์ถามด้วยน้ำเสียงมีความหวัง
เ้าของร้านมองตามอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “อ้อ ‘ป้ายบรรพชนคุ้มครอง’ ชิ้นนี้” เขากล่าว “นี่คือวัตถุมงคลที่สืบทอดกันมา ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันภูตผีโดยเฉพาะเลยครับ อักษรด้านหน้าคือมนตร์โบราณที่ช่วย ป้องกันภัยจากภูตผีและพลังงานลบ สามารถ สลายคำสาปและการเล่นงานทางไสยศาสตร์ ได้เป็อย่างดี”
เขาเสริมต่อ “ส่วนอักษรด้านหลังนั้นเป็ชื่อปรมาจารย์ผู้สร้าง ที่จะช่วย เสริมดวงชะตาและอำนาจบารมี ทำให้ผู้ที่เป็ที่เคารพและเกรงใจ การงานก็จะราบรื่น ไม่มีใครกล้าดูถูก”
ด้วยความสนใจและ้าที่พึ่งทางใจ ปัญญ์ตัดสินใจซื้อแผ่นไม้นั้นทันที
จินที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงทำทีขอดูแผ่นไม้ ก่อนที่เขาจะหันหลังและแอบท่องคาถาเพิ่มพลังป้องกัน ไม่ให้ภูตผี ิญญาร้าย รวมถึงปีศาจเข้ามาใกล้ได้ ก่อนส่งคืนให้ปัญญ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมพูดว่า “เครื่องรางสวยดีนะ”
ในขณะเดียวกัน ติณณ์กับเปา ซึ่งเดินดูของรอบร้านเป็ที่เรียบร้อย ก็ได้เดินกลับมาสมทบที่เคาน์เตอร์ พวกเขาทั้งคู่ต่างถือวัตถุที่ตนเองสนใจไว้ในมือ
จินหันไปหาติณณ์ พร้อมถามด้วยความสงสัย “ซื้ออะไรหรอติณณ์”
ติณณ์ยิ้มอย่างภูมิใจ พลางชูวัตถุในมือขึ้น “แหวนหางช้าง ตามที่พี่จินแนะนำ!”
เ้าของร้านผู้มีประสบการณ์เอ่ยเสริมขึ้นทันที “พ่อหนุ่มเลือกดีมาก! แหวนหางช้างนี่เขาเด่นเื่ เสริมบารมี โชคลาภ อำนาจ และป้องกันภัยอันตราย ต่าง ๆ นะ ทั้งปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุณไสย มนต์ดำได้หมด เพราะช้างเป็สัตว์ใหญ่มีอำนาจ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าขนหางช้างมีพลังธรรมชาติ ช่วยให้แคล้วคลาด ปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในชีวิต”
จังหวะเดียวกันนั้นเอง มิกกี้ได้แง้มประตูร้านเข้ามา โดยมีกฤษฎิ์ยืนอยู่ข้างหลัง มิกกี้บอกกับกลุ่มเพื่อนของเขาที่อยู่ในร้านว่า “เดี๋ยวพวกเราเข้าห้องน้ำก่อนนะ เจอกันหน้าห้องน้ำ”
ปัญญ์ได้ยินดังนั้นจึงถือโอกาสนี้ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำด้วย เพื่อปรับอารมณ์ เธอได้สวม ‘แผ่นป้ายบรรพชนคุ้มครอง’ ที่เพิ่งซื้อมาไว้เป็สร้อยคอ โดยปล่อยให้ 3 หนุ่ม ดำเนินการจ่ายเงินสำหรับของที่พวกเขาซื้อกันต่อไป
ด้วยความที่ปัญญ์ยังคงมีความกลัวติดอยู่ในใจ เธอจึงรีบะโเรียกเพื่อนเสียงดัง "มิกกี้! รอด้วย!"
มิกกี้และกฤษฎิ์ที่ได้ยินดังนั้นจึงหยุดรอเพื่อนอยู่ตรงทางออกของร้านขายของฝาก พวกเขายืนรออยู่ไม่นานนัก แต่ก็เพียงพอให้กฤษฎิ์ที่เป็ตำรวจสายสืบสังเกตหญิงสาวผมสั้นสีแดงเพลิงคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน เธอคนนั้นยืนอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำ แต่ดวงตาสีดำของเธอกลับจับจ้องที่มิกกี้อย่างเปิดเผย ก่อนที่เธอจะรีบเดินหายเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
"ปัญญ์... นี่เราว่านะ หนุ่มน้อยมิกกี้ของเรามีสาวมาชอบเข้าให้แล้ว" กฤษฎิ์แซวด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มทันทีที่ปัญญ์เดินมาถึง ทำให้มิกกี้ถึงกับหน้าแดงก่ำและรีบปฏิเสธพัลวัน
"จริงเหรอ! ไหนๆ" ปัญญ์รีบกวาดตามองอย่างกระตือรือร้น
"ไม่ทันแล้ว เดินเข้าห้องน้ำไปแล้วโน่น" กฤษฎิ์ชี้ไปทางห้องน้ำ ก่อนจะพูดเสริมว่า “สาวผมแดง ดูมั่นใจในตนเอง...”
มิกกี้หาทางบ่ายเบี่ยง "เธออาจจะมองนายก็ได้นี่กฤษฎิ์ ก็ส่วนใหญ่นายออกจะเป็สเปกของสาวๆ"
"ไม่ใช่เราแน่ล่ะ! เราเห็นเธอมองนายไม่ละสายตาเลยสักแวบเดียว" กฤษฎิ์ยืนยันหนักแน่น ทำให้ดวงตากลมโตสีดำของลูกครึ่งเบิกโพรงขึ้น
ปัญญ์ยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะอธิบายสิ่งที่เธอคิดในหัวด้วยแววตาเป็ประกาย "นี่มันตรงกับทฤษฎีเลยนะ! ถ้ามองตาม Complementary Needs Theory ทฤษฎีความ้าส่วนเติมเต็ม มันคือการดึงดูดกันจากความแตกต่างที่เติมเต็มจุดอ่อนของกันและกัน สาวผมแดงที่ขาดความนุ่มนวล ส่วนใหญ่ก็จะชอบหนุ่มเนิร์ดที่ฉลาดและจริงใจ หรือถ้ามองตาม Evolutionary Psychology ผู้หญิงอาจจะมองหาความมั่นคงและทักษะเฉพาะทางที่ซ่อนอยู่ในตัวนายก็ได้นะ นายมั่นใจได้เลย! เดี๋ยวเราไปขอ IG มาให้"
คำพูดของปัญญ์ทำให้มิกกี้ถึงกับชะงัก
"ดีเลยปัญญ์! อย่างน้อยมิกกี้จะได้เลิกหมกมุ่นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ สักที จะได้หันมาสนใจชีวิตจริงและสาวๆ บ้าง!" กฤษฎิ์สนับสนุนเต็มที่
"สิ่งประดิษฐ์ของเรามันใช้ได้จริงนะ!" มิกกี้รีบแย้ง พร้อมทำหน้าเซ็งนิดๆ