แสงแดดเช้าวันใหม่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเก่า ๆ เข้ามาในห้องนอนที่แสนอึดอัด เสียงลูกกุญแจกระทบกันดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักออกพร้อมกับการปรากฏตัวของสองพี่น้องตระกูลเมิ่ง ลูกติดของเจียไต้หยูที่เพิ่งกลับมาจากบ้านตายาย
เสิ่นจิ้นเจินที่นอนอยู่บนเตียงปรือตาขึ้นมองผู้มาใหม่ ภาพหญิงสาวหน้าตาดีสองคนที่เดินเข้ามาปลุกความทรงจำในสมองของเธอให้ตื่นขึ้น... นี่คือสองพี่น้องตัวแสบลูกติดแม่เลี้ยง ที่ชอบรังแกเ้าของร่างเดิมอยู่เป็นิจ
เมิ่งไห่ถังลูกสาวคนโตเดินนำเข้ามาพร้อมถ้วยข้าวต้มที่มีเพียงน้ำใส ๆ ไร้เงาเนื้อสัตว์ เธอวางมันลงตรงหน้าเสิ่นจิ้นเจิน ใบหน้าของเมิ่งไห่ถังจัดว่าสะสวย ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ดูจอมปลอม ทว่าดวงตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความสมเพช
“จิ้นเจิน... พี่เอาข้าวเช้ามาให้จ้ะ”เมิ่งไห่ถังวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้ที่อยู่ในห้อง ก่อนจะนั่งลงใกล้ ๆ และถือวิสาสะกุมมือเสิ่นจิ้นเจินเอาไว้ “พี่ได้ยินเื่ทั้งหมดแล้วนะ ทำไมถึงทำตัวดื้อรั้นแบบนี้ล่ะจ๊ะ? พี่น่ะเป็ห่วงเธอแทบแย่”
เสิ่นจิ้นเจินนิ่งเงียบอยู่บนเตียง เธอค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมนั้นอย่างแเี แล้วมองดูการแสดงละครของพี่สาวตรงหน้าอย่างเ็า
“เธออย่าดื้อกับคุณพ่อคุณแม่เลยนะ ยังไงเื่มันก็เกิดขึ้นแล้ว... ถึงผู้หญิงเราจะรักนวลสงวนตัวแค่ไหน แต่ถ้าพลาดพลั้งเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว ก็ต้องให้ผู้ชายคนนั้นรับผิดชอบ อย่างน้าต้าไห่ของพี่ เขาก็ยินดีที่จะแต่งเธอเป็ภรรยานะ”เมิ่งไห่ถังจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“แต่ง ๆ ไปเถอะเชื่อพี่ เธอแต่งงานไปแล้ว ก็จะมีเนื้อให้กินมากกว่านี้ด้วย เธอไม่อยากกินเนื้อหรือจ้ะ”
“หึ! พี่จะไปปลอบใจยัยนี่ทำไมคะ” เมิ่งเจียอี๋ลูกสาวคนเล็กของแม่เลี้ยง ยืนกอดอกพิงขอบประตู แค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม
“ยั่วยวนน้าชายตัวเอง จนเป็เื่เป็ราวขนาดนี้ ยังจะกล้าทำตัวหยิ่งพะยองอีก ถ้าเป็ฉันนะ ฉันผูกคอตายหนีความอับอายไปนานแล้ว ไม่มานั่งเสนอหน้า ทำตัวเป็ภาระคนในบ้านแบบนี้หรอก!”
เมิ่งไห่ถังลอบยิ้มสะใจกับคำพูดของน้องสาว แต่กลับแสร้งทำเป็ห้ามปรามว่า “อี๋อี๋... น้องจะพูดกับพี่สาวคนรองแบบนั้นไม่ได้นะ เื่แบบนี้จิ้นเจินเองก็คงไม่อยากให้เกิดเหมือนกัน”
เมิ่งเจียอี๋มองเสิ่นจิ้นเจินด้วยสายตาจิกกัด “รีบ ๆ แต่งออกไปซะเถอะ น้าต้าไห่เขาชอบเธอจะตาย แกยังจะเล่นตัวอะไรอีก!”
เสิ่นจิ้นเจินนั่งมองสองพี่น้องเล่นละครตบหัวแล้วลูบหลัง เพื่อกดดันให้เธอยอมแต่งงานกับไอ้หมูตอนนั่นเงียบ ๆ เธอไม่โต้ตอบอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เพราะความหิวที่มีมาก เธอขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเดินไปนั่งกินข้าวต้มจืดชืดนั้นอย่างรวดเร็ว
แม้มันจะไม่อร่อยจนแทบกลืนไม่ลง แต่เพื่อรักษาเรี่ยวแรงไว้ใช้ในแผนการหนี เธอจึงจำเป็ต้องกินให้หมดทุกคำ
...
เมื่อเห็นว่าพูดไปก็ไม่ได้คำตอบที่้า สองพี่น้องจึงเดินออกจากห้องไป ปิดประตูห้องนอนปล่อยให้เสิ่นจิ้นเจิน กินข้าวอยู่คนเดียว
“ดูสิพี่ไห่ถัง! มันยังนั่งกินข้าวหน้าตาเฉย ไม่สำนึกเลยสักนิด!” เมิ่งเจียอี๋กระทืบเท้าอย่างขัดใจที่เห็นท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของเสิ่นจิ้นเจิน
“อี๋อี๋... อย่าพูดอย่างนั้นสิ ตอนนี้จิ้นเจินคงกำลังทำใจอยู่น่ะ”เมิ่งไห่ถังแสร้งทำเป็ห้ามปราม แต่ดวงตากลับฉายแววสาแก่ใจ “แต่อีกไม่นาน พี่รองคนดีของน้องก็จะกลายมาเป็น้าสะใภ้ของเราแล้วนะ ต่อไปอี๋อี๋ของพี่ต้องพูดจาให้เกียรติเธอมากขึ้นล่ะ รู้ไหม?”
“เหอะ! ทำไมฉันต้องให้เกียรตินังนั่นด้วย อยากจะให้ฉันเรียกว่าน้าสะใภ้น่ะหรือ ฝันไปเถอะ!”เมิ่งเจียอี๋สะบัดหน้า พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างไม่พอใจ
“ดูเธอทำท่าเข้าสิ ทำแบบนี้ถ้าใครมาเห็นเข้า เขาจะหาว่าพวกเรารังแกจิ้นเจินเอาได้นะ” เมิ่งไห่ถังหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยความสะใจไม่แพ้กัน
สองพี่น้องพูดคุยกันเสร็จก็แยกย้ายกัน เมิ่งไห่ถังยังต้องไปทำงานที่โรงาน เธอทำงานพนักงานธุรการและประชาสัมพันธ์ประจำโรงงาน ทำให้ไม่ต้องไปเช้ามากเหมือนพ่อเลี้ยงกับแม่ของเธอ งานของเธอเป็งานสบายๆ เงินเดือนต่อเดือนสูงถึง 42 หยวนเลยที่เดียว
งานนี้เธอได้จากการที่แม่ไปอ้อนของพ่อเลี้ยงมาให้ เพราะจริงๆแล้วงานนี้ควรจะเป็ของเสิ่นจิ้นเจิน แต่เป็เพราะแม่ของเธอ ทำให้งานนี้ตกมาเป็ของเธอ
ส่วนทางเมิ่งเจียอี๋ ที่พึ่งเรียนจบมัธยมปลาย ยังไม่มีงานทำ เธอก็ได้แต่ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆที่เรียนจบมาด้วยกัน และยังไม่ได้รับการจัดสรรงาน