“นี่มันเื่อะไรกันเพคะ!?”
นางถามขึ้นเสียงดังก้องสะท้อนผนังตำหนัก ความอึดอัดในอกพุ่งขึ้นราวกับจะกลั้นไม่อยู่
“ใยเสด็จพ่อกับเสด็จแม่มิเคยตรัสเื่นี้กับลูกมาก่อนเลยเพคะ?”
นางหันไปมองพระมารดาอย่างวิงวอน และหวังจะได้รับคำตอบอันอ่อนโยนที่พอจะปลอบประโลมความรู้สึกสับสนในยามนี้ได้
ฮองเฮาทอดพระเนตรบุตรสาวอย่างเศร้าสร้อย เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแ่เบาดั่งสายลม
“หลินเอ๋อร์…”
เพียงคำเรียกชื่อที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน นางก็รู้แล้วว่า…สิ่งที่ได้ยินทั้งหมดมิใช่ความฝัน
เยว่หลินหันขวับไปทางสหายผู้ที่นางเคยไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด ดวงตาฉายแววตกตะลึง
“มู่เฉิน เ้ารู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้วหรือไม่?”
นางถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ ความผิดหวังที่อัดแน่นอยู่ในดวงตาของนาง ทำให้แม้แต่มู่เฉินที่มีจิตใจหนักแน่นเพียงใดก็ไม่กล้าสบสายตา เขานิ่งอยู่เพียงครู่ ก่อนจะพยักหน้าลงช้า ๆ
นางยืนนิ่งไปชั่วขณะ แววตาที่เคยสุกใสราวดวงดาวกลับหม่นหมองลง
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาใสของเยว่หลิน นางกัดริมฝีปากแน่น กลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลริน
แต่สุดท้ายน้ำเสียงสะท้อนความอัดอั้นก็หลุดออกมา พร้อมหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงข้างแก้ม
“แต่ลูกยังไม่อยากแต่งงานเพคะ…”
นางเงยหน้าขึ้น สบพระพักตร์ผู้เป็บิดา สายตาสั่นไหว
“ลูก…ลูกไม่ได้มีใจให้มู่เฉิน พวกเราเป็เพียงสหายกัน ไม่อาจมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาได้หรอกเพคะ โปรด…โปรดเสด็จพ่อไตร่ตรองอีกครั้ง”
เสียงของนางแม้สั่นเครือ ทว่ากลับหนักแน่นในทุกถ้อยคำ น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่ทัน ไหลรินลงมาทำให้พระทัยของฮองเฮาสั่นะเืยิ่งนัก
แต่ฮ่องเต้กลับมิได้ไหวเอน พระพักตร์ยังคงเคร่งขรึมดังเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“หลินเอ๋อร์ อย่าดื้อนักเลย…”
พระสุรเสียงของพระองค์แม้มิได้ดุดัน แต่กลับหนักแน่นจนไม่อาจปฏิเสธได้ง่าย
“เ้ากับมู่เฉินก็รู้จักกันมาแต่เล็ก สนิทสนมกันเสมือนพี่น้อง เขาเองก็เป็บุรุษที่ดี ทั้งสติปัญญา ความประพฤติ และคุณธรรม… เขานั้นเหมาะสมกับเ้าแล้ว”
นางเม้มริมฝีปาก สะอื้นเบา ๆ ดวงตาแดงเรื่อด้วยความรู้สึกที่ถูกตัดสินโดยไม่มีสิทธิ์พูด นางสะบัดหน้าขึ้น แววตาฉายผิดหวัง
“แต่เราไม่เคยมีใจให้กันเลยนะเพคะ!”
เสียงของนางขาดห้วงเล็กน้อยจากความสะอื้น
“มู่เฉินกับลูก…ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อกัน!”
นางหันไปทางมู่เฉิน ดวงตาเปี่ยมแรงวิงวอนอย่างท่วมท้น
“ใช่หรือไม่ มู่เฉิน? เ้าช่วยข้าพูดสิ เ้าเองก็ไม่ได้อยากแต่งกับข้าไม่ใช่หรือ?”
บรรยากาศในตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบ มู่เฉินยืนนิ่ง ท่ามกลางสายตาของทุกผู้ที่จับจ้อง
เขาเงยหน้าช้า ๆ มองนางตรง ๆ แววตาของเขามิได้แข็งกระด้างแต่กลับเปี่ยมด้วยความเ็ปลึกซึ้งจนเยว่หลินต้องสะอึกในอก
“ข้า…ข้ามีใจให้เ้ามาตลอด”
ราวกับทุกเสียงในตำหนักหยุดลงในวินาทีนั้น เยว่หลินถึงกับผงะเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออกอย่างไร้แรง
“หา…ไม่มีทาง…เ้ากล่าวสิ่งใด”
เสียงของนางแ่เบาราวลมหนาว
“เราเป็สหายกัน…เ้ากับข้า…เราเป็สหายกันมาตลอด…”
ถ้อยคำสุดท้ายของนางราวกระซิบ แต่ทุกผู้ในตำหนักล้วนได้ยินชัดเจน
มู่เฉินนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเอ่ยเสียงอ่อน คล้ายจะลังเล แต่ยังคงยืนยันในความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน
“ข้าไม่เคยมองเ้าในฐานะสหายเลย…เยว่หลิน ข้าอยากดูแลเ้า”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาอย่างเงียบงัน ทว่าทุกคำเหมือนมีน้ำหนักพันชั่ง เยว่หลินได้ยินชัดเจน ราวกับเสียงนั้นสะท้อนก้องในหัวของนางเอง
ดวงตาของนางเบิกกว้างอีกครั้ง นางจ้องมองมู่เฉินอย่างตกตะลึงและผิดหวัง สายตาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่เอื้อนเอ่ย
มู่เฉินสบตานางเพียงครู่ ก่อนจะเป็ฝ่ายหลบสายตาในที่สุด
เยว่หลินเบือนหน้าไปทางพระบิดาและพระมารดา ดวงตายังคงแดงช้ำ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามคงความสงบ
“ลูกขอทูลลาเพคะ…ขอเวลาลูกอยู่คนเดียวสักครู่”
ไม่มีผู้ใดทันตอบรับ เยว่หลินก็หันหลัง เดินก้าวออกจากตำหนักเซียนหวงทันที
อาภรณ์บางพริ้วไหวตามแรงลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาทางประตูใหญ่ราวกับร่วมโศกไปกับนาง
“หลินเอ๋อร์!” ฮองเฮาเอ่ยเรียกด้วยความเป็ห่วง
แต่ฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นเป็สัญญาณห้าม เบื้องพระพักตร์ยังคงสงบนิ่ง ทว่าดวงเนตรแฝงแววเวทนา
“ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวก่อนเถิด…นางคงใ”
ความเงียบแผ่คลุมทั่วตำหนักอีกครั้ง ก่อนฮ่องเต้จะหันไปยังบุรุษหนุ่มผู้ยังยืนนิ่งไม่ขยับ
“มู่เฉิน เ้าเองก็กลับไปพักเถิด ไม่ต้องคิดมากกับคำพูดของนางในยามนี้ เมื่อใดที่นางอารมณ์ดีขึ้น เ้าค่อยเข้าไปพูดกับนางอีกครั้ง”
มู่เฉินก้มศีรษะรับคำ น้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าดวงตายังคงทอดมองทางที่เยว่หลินหายลับไป
“พะยะค่ะ”
เยว่หลินวิ่งกลับมายังตำหนักเมิ่งฮวาอย่างรวดเร็วน้ำตาที่ร่วงไม่หยุดทำให้ใบหน้าที่เคยเปื้อนรอยยิ้มสดใสดูหม่นหมองอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อร่างบางในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ลี่ถิงซึ่งกำลังจัดเตรียมเครื่องหอมอยู่ตรงโต๊ะใกล้ประตูหันขวับทันที
สายตาของนางเบิกกว้างด้วยความใ เมื่อเห็นองค์หญิงผู้ร่าเริงสดใสร้องไห้อย่างหมดเรี่ยวแรง
“องค์หญิง! เป็อะไรไปเพคะ?” ลี่ถิงรีบเข้ามาประคองแขน นางถามอย่างร้อนรน
“ทรงโดนพระองค์ฮ่องเต้ดุหรือเพคะ?”
นางถามด้วยความแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะตามปกติองค์หญิงซุกซนผู้นี้ย่อมถูกกริ้วเป็กิจวัตร ทว่ากลับไม่เคยเห็นน้ำตาหยดใดมาก่อน
เยว่หลินไม่ตอบ นางกัดริมฝีปาก พยายามกลั้นสะอื้น ก่อนจะหลุบตาลงและสั่งเสียงแ่ ทว่าแน่นหนักด้วยความเ็ป
“ลี่ถิง…ข้าขออยู่คนเดียว”
เสียงสั่นเครือ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เ้าช่วยออกไปก่อน และอย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวนข้า”
ลี่ถิงนิ่งงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใยจนไม่อาจซ่อน นางกำชายเสื้อแน่นอย่างลังเล
แต่เมื่อสบตาองค์หญิงของตนอีกครั้ง ในนั้นมีเพียงความเศร้า และความว่างเปล่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เพคะ…” นางรับเสียงเบา ยอบกายถวายความเคารพช้า ๆ
แล้วจึงถอยหลังออกไปจากห้องด้วยหัวใจที่หนักอึ้งประตูงาช้างบานใหญ่ค่อย ๆ ปิดลง องค์หญิงเยว่หลิน ปล่อยสายธารน้ำตาไหลริน ดวงเนตรว่างเปล่าเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง แต่ความคิดในหัวตีกันสารพัด นางทั้งสับสน ผิดหวัง และเสียใจกับหลาย ๆ อย่างที่ได้รับรู้…