จอมวายร้ายยึดใจนายสวมรอย

    เจรจา

    คนส่งเสียงขัดจังหวะยังคงเลือกเพลงต่ออีกชั่วอึดใจหนึ่ง จึงได้หันกลับมาพร้อมกับเอ่ยทักทาย ซีอีโอจำเป็นของบริษัทสารทิศการช่าง“ไม่ได้เจอกันนาน ทำไมถึงจะรีบร้อนนักล่ะครับ” คนที่ควรจะเป็นคุณสมิทเอ่ยขึ้นประโยคแปร่งหู ทำให้คนที่หันมองออกไปนอกร้านเพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเอง หันกลับด้วยแววตาและสีหน้าสงสัย‘เคยไปเจอกันตอนไหน’คนที่มีคำถามในใจได้รับคำตอบ เมื่ออีกฝ่ายถอดหมวกที่สวมอยู่ออก จนเผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงมีผ้าปิดแผลอยู่ที่ซีกซ้าย“เฮ้ยคุณ!” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ตกใจราวกับเห็นผีอยู่ตรงหน้า“ครับ ผมเอง ดีใจจัง ที่ยังจำกันได้ด้วย” มุมปากคนพูดยกขึ้นระบายยิ้มมีเสน่ห์“คุณเป็นยังไงบ้าง หายดีแล้วเหรอครับ ออกมาจากโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ นานรึยัง แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ สรุปคุณตามหาญาติเจอแล้วเหรอ แล้ว...” มือเรียวยื่นไปจับแขนของคนตรงหน้าเขย่าด้วยความลืมตัวและตื่นเต้น ดีใจประหนึ่งว่าเพิ่งจะได้เจอญาติที่พลัดพรากจากกันไปนานก็จะไม่ให้เขารู้สึกอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขาเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีคนให้ได้พูดคุยแบบเปิดใจ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือจะพูดคุยกับใครก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อได้เจอคนตรงหน้าที่เขาได้เคยช่วยชีวิตและพูดคุยกันเมื่อตอนที่ยังอยู่ที่ต่างจังหวัด จึงได้รู้สึกเหมือนเจอคนที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่ต้องมีความลับหรือความจริงอะไรมาเกี่ยวข้อง  “เดี๋ยว ๆ ๆ ถามเป็นชุดขนาดนี้ผมไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนเลย เอาทีละคำถามสิคร้าบบบ” เข็มทิศเบรกประโยคของคนตรงหน้าในขณะที่หย่อนก้นนั่งลงตรงข้ามกัน“ขอโทษครับ ผมดีใจมากไปหน่อย คุณรู้มั้ยผมอยู่ที่นี่นะ อึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก อยากกลับไปหายใจเอาอากาศที่บ้านเข้าปอดจะแย่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าผมต้องทำงานนะ ผมกลับไปนานละ” ใบหน้าหล่อ ๆ ของคนพูดบ่งบอกถึงความเซ็งที่สั่งสมอยู่ในใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าไปพร้อม ๆ กับเรื่องที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน “แล้วสรุปว่าคุณเป็นยังไงบ้าง ออกจากโรงพยาบาลมานานแล้วเหรอครับ”“ผมก็สบายดี อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ ออกจากโรงพยาบาลมาได้เกือบเดือนละ หน้าผมก็เกือบหายแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอก รับรองว่าความหล่อยังเหมือนเดิม”“หึ คุณนี่ไม่ค่อยขี้โม้เท่าไหร่เลยนะ”“เฮ้ย ผมไม่ได้โม้ซะหน่อย พูดจริงทั้งนั้น”“เอาไว้เปิดผ้าปิดแผลที่หน้าออกก่อนแล้วค่อยมาคุยดีกว่ามั้งครับ แล้วนี่คุณหาญาติเจอแล้วรึไง หรือว่าญาติคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นี่เหรอ?”“ครับ”“ดี ๆ ผมดีใจด้วยนะ”“แล้วใครเป็นคนทำร้ายคุณ หรือว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น คุณจำได้รึยัง”“จำได้แล้ว แต่ว่ายังไม่แน่ใจเลยว่าใครเป็นคนทำ ผมถึงอยากให้คุณช่วยผมอีกสักครั้งนี่ไง”“หือ? ผม?”“ใช่”“ผมเนี่ยนะ จะช่วยคุณได้ แค่ตัวผมเองยังยักแย่ยักยันอยู่เลย แล้วก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยคุณนะ แต่ว่าตอนนี้ผมมีเรื่องงานให้ต้องโฟกัส คงไม่มีเวลาไปช่วยใครได้”“แต่งานนี้ผมว่าคุณปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะ”“???” ใบหน้าหล่อใสติดจะหวานนิด ๆ จ้องมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “คุณหมายความว่ายังไง”“ผมรู้ว่าคุณเป็นใคร และตอนนี้คุณทำอะไรอยู่”“...”“ผมอยากให้คุณทำต่อไป เพียงแต่ว่า คุณต้องบอกทุกเรื่องให้ผมรับรู้”“ทำไมผมต้องทำอย่างนั้น คุณเป็นใครกันแน่” เสียงเข้มเอ่ยถาม แววตาที่จ้องมองคนตรงหน้าเปลี่ยนไป จากแววตาแห่งความตื่นเต้นยินดีในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างและระมัดระวัง “ใช่ละ อันที่จริงต้องเป็นคุณสมิทสิ ที่ต้องอยู่ที่นี่ หน้าอย่างคุณคงไม่ใช่คุณสมิท คุณเอาเขาไปไว้ที่ไหน”“ใจเย็น ๆ สิครับ คุณนะโม ผมไม่ได้เอาคุณสมิทอะไรนั่นไปไว้ไหนทั้งนั้น เขาไม่ได้มาที่นี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”“หมายความว่า นี่เป็นแผนของคุณที่หรอกให้ผมมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ”เข็มทิศปรบมือให้กับคนตรงหน้าที่เดาความจริงออก“เก่งมาก”“คุณทำเพื่ออะไร” เสียงห้วนเอ่ยถาม“ผมสิ ต้องถามว่าคุณทำเพื่ออะไร ทำไมคุณถึงต้องมาสวมรอยเป็นผมด้วย”“คุณ!! คะ...คือ...” คนมาสวมรอยถึงกับเอ่ยติด ๆ ขัด ๆ เค้นคำพูดที่ติดอยู่ที่คอออกมาได้ไม่หมด จนอีกฝ่ายต้องต่อประโยคให้“เข็มทิศ...ใช่ครับ ผมนี่แหละ เข็มทิศ ทศทิศเทวากุล ตัวจริง เสียงจริง”“...” คนฟังถึงกับกลืนน้ำลายลงคอยากลำบาก ตากลมโตจ้องมองคนตรงหน้าไม่กะพริบ“ก็ไหน เขาบอกว่าคุณตายไปแล้วไง” คนที่เพิ่งรับรู้ข้อมูลใหม่ พึมพำออกมาเสียงแผ่วกับตัวเองเข็มทิศลุกขึ้นเดินเข้ามายืนใกล้นะโม มือซ้ายจับพนักพิงเก้าอี้ของคนที่ยังอยู่ในอาการอึ้ง มือขวาวางเท้าไว้ที่โต๊ะอาหาร ใบหน้าที่มีผ้าปิดแผลบดบังความหล่อเอาไว้เกือบครึ่งหน้ายื่นเข้าไปใกล้กับใบหน้าหล่อใสติดจะหวาน“ก็คงตาย ถ้าคุณไม่ได้ช่วยผมเอาไว้ ซึ่งอันนี้ผมต้องขอบคุณคุณคุณจริง ๆ ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ แล้วยังเอาเสื้อผ้ากับเงินทิ้งเอาไว้ให้ผมที่โรงพยาบาลด้วย ส่วนคำพูดให้กำลังใจที่คุณพูดกับผม มันทำให้ผมมีแรงที่จะกลับมายืนอยู่ที่นี่ตอนนี้ไง” ใบหน้าคนพูด ยื่นเข้าไปใกล้กับใบหน้าของคนที่พูดด้วยมากขึ้น จนอีกฝ่ายผงะถอยด้วยความตกใจในขณะที่นะโมคิดว่าพ้น มือหนาของคนที่เขาถอยห่างกลับคว้าเข้าที่ท้ายทอยเขายึดเอาไว้ พร้อมกับจมูกโด่ง ๆ ยื่นเข้ามาหอมที่แก้มใสอย่างอดใจไม่อยู่“ขอบคุณนะครับ” เสียงนุ่ม ๆ เอ่ยบอก สายตาจ้องมองสบประสานอีกฝ่ายอย่างเปิดเผยการกระทำและคำพูดของเข็มทิศ ทำให้นะโมใจเต้นแรง ความรู้สึกวิบวับในหัวใจปะทุขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มเหมือนถูกแช่แข็งไปทั้งร่าง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยเรียกสติเขากลับมา“แต่เรื่องที่คุณฉวยโอกาสมาสวมรอยเป็นผม มันก็อีกเรื่อง เมื่อกี้ที่คุณบอกผมว่า คุณกำลังทำงาน ผมอยากจะรู้ว่าคุณทำงานให้ใคร?”นะโมผลักอกของคนที่โน้มหน้าลงมาหาเขาให้ออกห่างอย่างแรง ก่อนจะยืนขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ทำไมผมต้องบอกคุณ แค่เพียงคุณเดินเข้ามาบอกผมว่าคุณคือ เข็มทิศ ทศทิศเทวากุล แล้วผมต้องเชื่อคุณอย่างนั้นเหรอ? คุณอาจจะแค่คนหนึ่งที่สวมรอยมาเหมือนกันก็ได้ แค่วิธีที่จะนัดผมมาที่นี่ก็สกปรกแล้ว อย่าคิดว่าคุณรู้ว่าผมเป็นใครแล้วจะเป็นการถือไพ่เหนือกว่า ผมจะบอกไว้เลย ว่าคุณคิดผิด ผมจะไม่ยอมร่วมมือทำเรื่องสกปรกกับคุณเด็ดขาด” นะโมพูดจบก็ทำท่าจะเดินออกจากห้องอาหารไป“แล้วที่คุณทำอยู่มันไม่สกปรกตรงไหน”เท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้องชะงักทันทีที่เสียงของอีกฝ่ายดังขึ้น“ผมช่วยคน คุณอาจไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องมาอธิบายให้คุณฟัง คุณจะเข้าใจยังไงมันก็เรื่องของคุณ” นะโมพูดจบก็สะบัดหน้า ตั้งใจเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง แต่ก็มีมือใหญ่คว้าข้อมือของเขารั้งเอาไว้ได้ทัน“แต่คุณต้องบอกผม บอกทั้งหมด...ทุกเรื่อง!”“เพราะ?”“เพราะไม่อย่างนั้น ผมก็ไม่สามารถรับรองได้ว่า คนที่คุณรักจะเป็นยังไง เอ๊...หลวงปู่ที่เคารพของคุณ ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านยังสบายดีอยู่รึเปล่านะ ไหนจะยังป้าแขอีกล่ะ คุณคิดว่าท่านสบายดีมั้ย”“นี่คุณ...!!” คนที่กำลังถูกข่มขู่มองอีกฝ่ายตาเขม็ง แววตาราวกับมีไฟอยู่ในนั้นและพร้อมจะแผดเผาคนตรงหน้า หรือใครก็แล้วแต่ที่บังอาจทำร้ายครอบครัวของเขา ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา “คุณจะทำอะไร”มือใหญ่ปล่อยข้อมือของอีกฝ่าย แล้วขยับขึ้นมาจัดปกเสื้อให้แทน“ใจเย็น ๆ สิคร้าบ ผมว่าคุณนั่งลงแล้วเรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่า เอาเป็นว่าเรามาคุยกันบนสมมติฐานที่ว่า เราสองคนไม่มีใครคิดร้าย โอเคปะ?”นะโมยังคงใช้สายตามองอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวังและจับผิด ส่วนเข็มทิศนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังยืนจ้องตนนิ่งก็โอบเอวอีกฝ่ายตั้งใจจะพามานั่งที่เดิม ทว่าแค่เพียงมือใหญ่สัมผัสเอว เจ้าของเอวก็ปัดทิ้งทันที“ไม่ต้องมาจับผม” เสียงแข็งดังขึ้นบอกเจ้าของมือใหญ่ จนเข็มทิศต้องยกมือขึ้นทั้งสองข้าง แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าจะไม่จับอีกเมื่อนะโมกลับมานั่งที่เดิม เข็มทิศก็กลับมานั่งฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน แถมตักกับข้าวใส่จานให้อีกฝ่ายด้วย“ผมว่าคุณกินข้าวก่อนดีกว่านะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว” เสียงนุ่ม  ๆ เอ่ยบอกคนตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้ม ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์บาดหมางกันขึ้นทว่าอีกคนก็ไม่ได้มีอารมณ์ที่จะมานั่งกินข้าว หรือว่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนได้ ชายหนุ่มจึงทำได้แต่นั่งกอดอก มองอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์“เป็นอะไร ทำไมไม่กินล่ะ หรือว่ามือเจ็บจับช้อนไม่ได้ อะ ๆ ผมป้อนให้ก็ได้” ไม่ได้พูดเปล่า เข็มทิศยังตักอาหารส่งให้จนถึงปากของคนที่นั่งหน้าบึ้งอีกด้วย“อ้าปากสิ ไม่อ้าแล้วจะกินได้ยังไงล่ะครับ” คนมีน้ำใจเอ่ยเร่ง เมื่อเห็นว่าคนที่เขาตั้งใจจะป้อนนั้นไม่แม้แต่จะเปิดปาก จึงได้เอาช้อนจ่อใกล้เข้าไปอีก“ผมไม่...อุ๊บ” คำปฏิเสธที่ดังออกมาไม่ทันจบประโยค ข้าวในช้อนก็เข้าไปอยู่ในปากของคนพูดเป็นที่เรียบร้อย ---------------------------------------------------------เรื่องนี้มีอีบุ๊กแล้วนะคะ สนใจโหลดอ่านกันยาว ๆ สนุกฟินกันเต็มอิ่มแบบไม่มีสะดุดได้เลยค่ะ โดยเข้าไปที่ www.mebmarket.com โดยพิมพ์ชื่อเรื่องหรือ ลูกตุ้มเงิน แล้วกดค้นหาได้เลยค่ะ