หยวนชิงกล่าวเพียงคำว่า “ไป” แล้วหมุนตัวตั้งท่าจะเดินออกจากลาน
เพียงคำเดียว สี่สำนักใหญ่ที่เพิ่งยื่นทางให้ลั่วจวินกลับถูกทิ้งไว้ด้านหลัง
นั่นไม่ใช่เื่ที่คนอย่างพวกเขาจะปล่อยผ่านง่าย ๆ
“ช้าก่อน”
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝั่งแขกผู้มาเยือน
คำสั้น ๆ นั้นไม่ได้ดังนัก แต่พอให้ฝีเท้าของคนทั้งสองหยุดลงพร้อมกัน
มู่ชิงหลานแห่งสำนักเมฆหยกยืนอยู่ริมลานประลอง ถัดจากศิษย์ติดตามสองคนในอาภรณ์เขียวอ่อนลายเมฆ ท่วงท่ายังคงสุภาพเรียบสงบดังเดิม ทว่าแววตาที่ทอดมายังหยวนชิงกลับไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย
เมื่อเขาขยับ คนจากสำนักอื่นก็ขยับตามอย่างไม่รู้ตัว
ลานที่เพิ่งเกิดเสียงฮือฮาเพราะลั่วจวินชนะการประลอง กลับเงียบลงอีกครั้งด้วยความรู้สึกคนละแบบ คราวก่อนเป็ความใ คราวนี้เป็แรงกดดันที่คล้ายมือหลายข้างกำลังวางลงบนไหล่ของคนผู้เดียวพร้อมกัน
หยวนชิงไม่ได้หันกลับไปทันที
เขาเพียงกล่าวเสียงเรียบ
“มีอันใด”
มู่ชิงหลานมองชายชราอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านยังไม่ได้ตอบว่า เหตุใดจึงตัดสินแทนเขาได้”
ประโยคนั้นทำให้สายตาหลายคู่เลื่อนไปหยุดที่ลั่วจวิน
เมื่อครู่คำสั่งของหยวนชิงสั้นเกินไป เร็วเกินไป และหนักเกินไปจนหลายคนยังไม่ทันตั้งตัว แต่พอมู่ชิงหลานดึงเื่นี้กลับขึ้นมา ทุกคนจึงเริ่มรู้สึกชัดขึ้นว่าในลานแห่งนี้มีสิ่งหนึ่งผิดที่ผิดทางอยู่จริง
สำนักใหญ่สี่แห่งเสนอทางให้คนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง
แต่ชายชราในเสื้อผ้าเก่ากลับกล่าวคำเดียว แล้วคิดจะพาเขาออกไป
หากเป็เพียงชาวบ้านแก่ธรรมดา ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าทำเช่นนั้น
แต่หากไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา เขาเป็ผู้ใดกันแน่
ลั่วจวินเองก็ถามคำเดียวกันอยู่ในใจ
ไม่ใช่เพิ่งถามวันนี้
คำถามนี้ค้างอยู่ในเงามืดของบ้านไม้หลังเล็กมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีเหตุผลพอจะดึงมันออกมาวางกลางแสงเช่นนี้
หยวนชิงหันกลับมาในที่สุด
ดวงตาน้ำตาลทองเข้มของเขากวาดผ่านคนจากสี่สำนักช้า ๆ ก่อนหยุดที่มู่ชิงหลาน
“คนที่เลี้ยงเขามาจนถึงวันนี้คือข้า”
เขากล่าว
“คนที่รู้ว่าอะไรควรให้เขาแตะ อะไรไม่ควรให้เขาแตะ ก็ยังเป็ข้า”
เสียงนั้นเรียบมาก
เรียบจนไม่เหมือนการอธิบาย
เหมือนเพียงวางความจริงก้อนหนึ่งลงบนพื้น แล้วปล่อยให้ผู้ฟังเลือกเองว่าจะรับหรือไม่รับ
หลิ่วชางชวนแห่งสำนักกระบี่พิสุทธิ์ขยับปลายนิ้วบนด้ามกระบี่
“เลี้ยงดูมา มิได้แปลว่ามีสิทธิ์ปิดทางเขา” เขากล่าว “เด็กหนุ่มผู้นี้มีรากฐานที่สำนักใหญ่ยังต้องหันมอง หากเก็บไว้กับตัวเพราะความเห็นส่วนตน ย่อมไม่ต่างจากทำลายอนาคตของเขา”
เหยียนเถี่ยซานหัวเราะต่ำ ๆ
“พูดได้ดี” เขาว่า “เช่นนั้นมิสู้ เลือกสำนักเหล็กผา ท่านหลิ่วคงไม่เรียกว่าทำลายอนาคตกระมัง”
หลิ่วชางชวนเหลือบมองเขา นึกไม่ถึงว่าเหยียนเถี่ยซานจะฉวยโอกาสถึงเพียงนี้
เหยียนเถี่ยซานตอบตรง ๆ “ของที่ควรแย่ง ข้าก็แย่ง เพียงแต่ไม่เอาคำว่าความหวังดีมาคลุมไว้ให้สะอาดเท่านั้น”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบลานอีกระลอก
ลั่วจวินยืนอยู่ท่ามกลางเสียงเ่าั้โดยไม่กล่าวอะไร
เมื่อครู่เขายังเป็คนที่ถูกถามว่าใช้วิชาอะไร ใช้พื้นฐานถึงเพียงใด ชนะเพราะอะไร
เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา เขากลับกลายเป็ของที่ผู้ใหญ่ในลานเอ่ยถึงกันด้วยคำว่าแย่งได้อย่างไม่ปิดบัง
ความรู้สึกนั้นไม่น่ายินดีเท่าใดนัก
เซวียหานเยวี่ยแห่งสำนักจันทราหมอกแตะขอบถ้วยชาเบา ๆ
“ผู้อวุโส” นางเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ในลานนี้ไม่มีผู้ใดคิดทำร้ายเขา อย่างน้อยในตอนนี้” นางกล่าว “แต่หากท่านไม่บอกเหตุผลเลย ย่อมเป็การยากที่จะทำให้พวกเราปล่อยคนเช่นนี้เดินออกไปโดยไม่ถามสักคำ”
คำว่า ในตอนนี้ เบามาก
แต่ลั่วจวินฟังออก
บางคำพูดไม่ได้มีไว้ข่มขู่
เพียงมีไว้เตือนว่าหลังจากนี้อาจไม่เป็เช่นเดิม
หยวนชิงมองนางเพียงครู่เดียว
“เหตุผลหรือ”
เขาเอ่ยทวน
"ในเมื่อพวกเ้าอยากฟังเหตุผล เช่นนั้นข้าก็จะพูดเหตุผล"
รอบลานพร้อมใจกันเงียบ
“เพราะเขามีสำนักรออยู่แล้ว”
มู่ชิงหลานขมวดคิ้วน้อย ๆ
“ที่ใด”
ลั่วจวินหันไปมองหยวนชิงโดยไม่รู้ตัว เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งได้ยินเป็ครั้งแรก เช่นเดียวกับคนทั้งลาน
หยวนชิงนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจ
จากนั้นจึงกล่าวชื่อหนึ่งออกมา
“ชางหลิน”
ลานทั้งลานเงียบลงทันที
ไม่ใช่ความเงียบแบบเมื่อครู่
ความเงียบครั้งนี้ลึกกว่า หนักกว่า และเหมือนมีสิ่งใดบางอย่างที่คนจำนวนมากรู้แต่ไม่กล้าเอ่ย ถูกโยนลงมากลางลานในพริบตาเดียว
มู่ชิงหลานไม่กล่าวอะไรอยู่นาน
หลิ่วชางชวนเลื่อนมือออกจากด้ามกระบี่โดยไม่รู้ตัว
เหยียนเถี่ยซานซึ่งเมื่อครู่ยังยืนกอดอก กลับหรี่ตาลงอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
ส่วนเซวียหานเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นช้า ๆ แต่ไม่ได้จิบ
ชาวบ้านเว่ยกู่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าชื่อนั้นมีน้ำหนักเท่าใด
แต่พวกเขาเข้าใจสีหน้าของคนจากสี่สำนักใหญ่ได้
ชื่อเดียวทำให้ผู้ที่เมื่อครู่ยังแย่งคนกันต่อหน้าทั้งลานพร้อมใจกันหยุดปาก
เพียงเท่านี้ก็พอบอกได้แล้วว่า สำนักชางหลินมิใช่ชื่อสามัญ
เสียงกระซิบจึงเริ่มดังขึ้นอย่างระวัง
“ชางหลินหรือ”
“ยังมีสำนักนี้อยู่จริงหรือ”
ลั่วจวินฟังเสียงเ่าั้แล้วรู้สึกเหมือนตนยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่ประตูไม้
ไม่ใช่ประตูสำนัก
แต่เป็ประตูที่เปิดออกสู่คำถามจำนวนมากเกินกว่าคนผู้หนึ่งควรแบกรับในวันเดียว
มู่ชิงหลานเป็คนเอ่ยขึ้นก่อน
“สำนักชางหลินไม่ได้ปรากฎตัว ๆ มานานหลายปีแล้ว”
หยวนชิงตอบสั้น ๆ
“ข้าคิดว่าทุกคนรู้เื่นั้นดี”
“และชางหลินก็มิไม่ได้เปิดทางให้คนนอกแตะต้องง่าย ๆ” เขาพูดต่อ
“ข้านั้นข้าก็รู้”
“เช่นนั้นท่านอาศัยสิ่งใด ถึงได้กล้ากล่าววาจาที่ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้ออกมาได้”
คราวนี้หยวนชิงยิ้มบางมาก
บางจนแทบไม่เหมือนยิ้ม
“เื่นั้น มิใช่สิ่งที่สำนักเมฆหยกต้องกังวล”
คำตอบนั้นสุภาพเพียงเปลือกนอก
เนื้อในกลับไม่เหลือที่ให้ถามต่อ
มู่ชิงหลานนิ่งไปชั่วขณะ
หลิ่วชางชวนมองหยวนชิงอย่างพิจารณา
“หากท่านยกชื่อชางหลินขึ้นมาเพื่อกันพวกเราออกไปเฉย ๆ เื่นี้คงไม่จบง่ายนัก”
หยวนชิงกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ถ้าข้า้ากันพวกท่านออกไปเฉย ๆ ข้าคงไม่เลือกชื่อที่ยุ่งยากถึงเพียงนั้น”
ประโยคนั้นทำให้หลิ่วชางชวนเงียบลง
เพราะเขาเถียงไม่ได้
ชื่อบางชื่อยกขึ้นมาแล้วไม่ได้ทำให้เื่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะชื่อสำนักชางหลิน ชื่อนี้
มันทำให้เื่ลึกลง
เซวียหานเยวี่ยวางถ้วยชาลงในที่สุด
“ข้าจะถือว่าวันนี้ ท่านและเด็กหนุ่มผู้นี้ติดหนี้คำอธิบายพวกเราไว้คราหนึ่ง”
เสียงของนางนุ่ม
แต่นุ่มเหมือนผ้าไหมที่ซ่อนเข็มไว้ด้านใน
หยวนชิงมองนางเพียงครู่เดียว ไม่ได้พูดคำใดอีก ก่อนจะหันไปหาลั่วจวิน
“ไป”
คราวนี้ไม่มีผู้ใดขวาง
เมื่อครู่พวกเขาเพียงแย่งคนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง หากแต่ตอนนี้กลับเป็การแย่งตัวคนจากสำนักชางหลินแทน
ไม่ใช่เพราะยอมรับ
แต่เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเื่นี้มันอยู่ไกลจากสิ่งที่พวกเขาสามารถยื่นมือเข้าไปแตะได้
ลั่วจวินเดินตามหยวนชิงออกจากลาน
ตอนก้าวผ่านขอบแท่นประลอง เขาเหลือบมองพื้นดินอัดที่ยังมีรอยเท้าจากการประลองเมื่อครู่ รอยฝุ่น รอยครูด และขอบหินเตี้ย ๆ ทั้งสี่ด้านยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนลานนั้นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เฉินฝูยืนอยู่ข้างกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน
คราวนี้เขาไม่ได้ยกคาง ไม่ได้หัวเราะ และไม่ได้พูดอะไร
เพียงมองลั่วจวินเดินผ่านไปด้วยสายตาที่อ่านยากกว่าเดิมมาก
ลั่วจวินไม่ได้หยุด
เพราะหยวนชิงไม่หยุด
คนทั้งสองเดินผ่านกลุ่มผู้ใหญ่ ผ่านบ้านไม้สองสามหลัง ผ่านสายตาของชาวบ้านที่ถอยเปิดทางให้เองโดยไม่มีใครบอก
เสียงกระซิบยังลอยตามหลังมาเป็ระยะ
“สำนักชางหลินจริงหรือ”
“ตาเฒ่าหยวนเกี่ยวข้องกับที่นั่นได้อย่างไร”
“เช่นนั้นลั่วจวินจะไปวันนี้เลยหรือ”
บางคำถามดังพอให้ได้ยิน
บางคำถามเบาเหมือนเ้าของเสียงกลัวว่าถ้าพูดชัดเกินไป เื่นั้นจะกลายเป็จริงขึ้นมา
ลั่วจวินไม่ได้หันไปมองใคร แต่ทุกคำถามที่คนเ่าั้ถาม กำลังวนอยู่ในหัวเขาไม่ต่างกัน
สิ่งที่หนักกว่าคำถาม คือแผ่นหลังของหยวนชิง
ชายชราผู้นี้ยังเดินนำเหมือนทุกวัน เสื้อผ้าเก่า สีหม่น ฝีเท้าเงียบงัน แต่คนที่เพิ่งยืนต่อหน้าสี่สำนักใหญ่แล้วเอ่ยชื่อชางหลินออกมากลางลาน ย่อมไม่ใช่เพียงตาเฒ่าที่เขาคิดว่ารู้จักมาตลอด
เมื่อถึงบ้านไม้ปลายหมู่บ้าน ลั่วจวินจึงหยุดมองเพียงชั่วอึดใจ
ชายคาที่ซ่อมด้วยแผ่นไม้คนละสี ม้านั่งเก่าข้างประตู และลานดินที่เต็มไปด้วยรอยเท้าซ้อมยังอยู่ตรงนั้นครบถ้วนเหมือนเดิม
หยวนชิงเปิดประตูเข้าไปก่อน
“เข้ามา”
เสียงนั้นทำให้ลั่วจวินดึงสายตากลับมา
เขาก้าวตามเข้าไปโดยไม่หันกลับมามองลานดินอีก
หยวนชิงหยิบถุงผ้าสองใบจากมุมห้องแล้ววางลงบนโต๊ะ
“ของที่จำเป็”
ลั่วจวินหันมองเขา
“ท่านจะไม่อธิบายก่อนหรือ”
“เก็บไป ฟังไป”
“ท่านพูดเหมือนข้าควรทำตามง่าย ๆ”
“เพราะหากเ้าไม่ทำตาม ตอนนี้จะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม”
คำตอบนั้นตรงเกินจะเถียงได้ทันที
ลั่วจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปหยิบเสื้อผ้าสองชุด ถุงน้ำ มีดสั้นสำหรับเดินป่า และห่อยาแห้งจากชั้นไม้
มือของเขาขยับตามความเคยชิน
แต่ใจกลับไม่ตามมือไปด้วย
“เราจะออกจากเว่ยกู่จริง ๆ หรือ”
หยวนชิงตอบโดยไม่เงยหน้า
“ใช่”
“คืนนี้เลยหรือ”
“ก่อนฟ้ามืด”
ลั่วจวินรัดปากถุงผ้าค้างไว้
“เพราะคนชุดเทาที่หายไปจากลาน?”
คราวนี้หยวนชิงหยุดมือ
เพียงนิดเดียว
แต่มากพอให้ลั่วจวินรู้ว่าตนถามถูกทาง
“เ้ามองเห็นแล้วหรือ”
“เห็นว่าตรงนั้นว่างลง” ลั่วจวินกล่าว “และท่านมองตรงนั้นก่อนบอกให้ข้าเก็บของ”
หยวนชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ถือว่ายังพอมีสติอยู่บ้าง”
“ข้าควรขอบคุณหรือไม่”
“ไว้ขอบคุณข้าทีหลัง”
ลั่วจวินหายใจออกเบา ๆ
ความหงุดหงิดที่ควรเกิด กลับเกิดไม่เต็มที่นัก
เพราะถ้าคนชุดเทานั้นเป็เหตุให้ต้องรีบออกจริง เื่นี้ย่อมไม่ใช่เพียงการหนีความวุ่นวายจากสี่สำนัก
มันคือสิ่งที่หยวนชิงเลือกไม่พูดต่อหน้าคนทั้งลาน
สิ่งที่อาจอันตรายกว่าสายตาของสำนักใหญ่เสียอีก
“คนผู้นั้นเป็ใคร”
“คนที่ไม่ควรปล่อยให้ตามเ้าทัน”
“ตอบเช่นนี้นับว่าตอบแล้วหรือ”
“นับ”
ลั่วจวินเม้มปากแน่น
หยวนชิงกลับไม่ได้สนใจสีหน้าเขามากนัก ชายชราเดินไปยังมุมห้องด้านใน ที่นั่นมีกระบี่เก่าเล่มหนึ่งพิงอยู่กับผนังมานานจนแทบกลายเป็ส่วนหนึ่งของเงาไม้
ลั่วจวินเคยเห็นกระบี่เล่มนั้นมาตลอด
เห็นจนเคยคิดว่ามันเป็เพียงของเก่าที่หยวนชิงไม่ยอมทิ้ง
หยวนชิงยกมันขึ้นมาช้า ๆ
แล้ววางลงข้างถุงผ้าของลั่วจวิน
“พกไว้”
ลั่วจวินมองกระบี่
“ให้ข้าหรือ”
“ให้เฉินฝูมั้ง”
ลั่วจวินชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปแตะฝักกระบี่
เย็น
เย็นกว่าที่ควรจะเป็
ไม่ใช่ความเย็นของโลหะที่วางทิ้งไว้ในห้อง
แต่เป็ความเย็นลึกแบบเดียวกับสิ่งที่เขาถูกสั่งให้กดไว้ในภาชนะตนเองมาตลอดหลายปี
ปลายนิ้วของเขาชะงัก
“กระบี่เล่มนี้...”
“ใช้เมื่อถึงคราวเป็ตายเท่านั้น”
หยวนชิงกล่าวก่อนที่เขาจะถามจบ
น้ำเสียงนั้นหนักกว่าเดิมเล็กน้อย
“และอย่าใช้ต่อหน้าผู้อื่น หากยังมีทางเลือก”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
“เพราะมันเกี่ยวกับเสวียน”
นี่ไม่ใช่คำถาม
หยวนชิงมองเขา
ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธ
“ใช่”
คำตอบสั้นมาก
แต่ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
ลั่วจวินก้มมองกระบี่อีกครั้ง
ของที่เขาเดินผ่านแทบทุกวัน กลับเกี่ยวข้องกับความลับที่เขาถูกสั่งให้ซ่อนไว้ั้แ่ยังเล็ก
“ท่านรู้เื่ของข้ามากแค่ไหนกันแน่”
หยวนชิงไม่ได้ตอบในทันที
ลั่วจวินจึงกล่าวต่อ
“รู้เื่ภาชนะ รู้เื่เสวียน รู้เื่สำนักชางหลิน รู้เื่คนชุดเทา รู้เื่กระบี่เล่มนี้”
เขาหยุดไปนิด
“แล้วข้าเป็อะไรกับท่านกันแน่”
คำถามนั้นตกลงกลางห้องเงียบ ๆ
ไม่มีเสียงถ้วยชา
ไม่มีเสียงลมหอบผ่านรั้ว
มีเพียงเปลวไฟอ่อนในเตาถ่านที่สั่นไหวครั้งหนึ่ง
หยวนชิงมองลั่วจวินอยู่นานกว่าทุกครั้ง
สายตานั้นไม่ดุ
ไม่อ่อน
แต่ลึกจนเหมือนมีคำตอบมากมายถูกกดไว้ใต้ผิวน้ำ
สุดท้ายเขากลับกล่าวเพียงว่า
“ไม่ใช่คำถามที่ควรถามตอนนี้”
ลั่วจวินหัวเราะสั้น ๆ อย่างไม่มีเสียง
“วันนี้ดูเหมือนคำถามของข้าจะผิดที่ผิดทางไปเสียหมด”
หยวนชิงนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง เหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ก่อนจะก้มลงจัดของในถุงผ้าต่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในบ้านไปชั่วอึดใจหนึ่ง
“ไม่ชอบความรู้สึกนี้ ใช่หรือไม่” หยวนชิงเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง
ลั่วจวินขมวดคิ้ว
“ใช่”
"ไม่ชอบ ก็จงจำไว้"
"จำอะไร"
“จำว่าวันหนึ่ง เ้าต้องเป็คนตอบคำถามเหล่านี้ด้วยตนเอง” หยวนชิงกล่าว
ประโยคนั้นไม่ใช่คำปลอบ
ไม่ใช่คำขอโทษ
แต่กลับหนักพอจะทำให้ความขุ่นในอกของลั่วจวินหยุดไหลไปชั่วขณะ
เขาไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
จึงก้มลงรัดถุงผ้าให้แน่นแทน
ไม่นานนัก ของที่ควรเอาไปก็ถูกเก็บจนหมด
เสื้อผ้าสองชุด ถุงน้ำ มีดสั้น ห่อยาแห้ง เศษเงินเล็กน้อย และกระบี่เก่าหนึ่งเล่ม
ลั่วจวินสะพายถุงขึ้นบ่า แล้วคาดกระบี่เก่าไว้ข้างเอว น้ำหนักของมันไม่มาก แต่ทำให้ร่างเขารู้สึกต่างไปจากเดิมทันที
หยวนชิงเปิดประตูออกก่อน
ทั้งสองออกจากบ้านโดยไม่ย้อนกลับไปทางลานกลางหมู่บ้าน
หยวนชิงพาเขาเลียบทางแคบด้านหลัง ผ่านรั้วเก่าและแนวฟืน ก่อนอ้อมเข้าสู่ชายป่าที่คนทั่วไปไม่ค่อยใช้
เสียงจากหมู่บ้านค่อย ๆ ไกลออกไปทีละน้อย เมื่อเดินพ้นแนวรั้วสุดท้าย ลั่วจวินหันกลับไปเห็นหลังคาไม้ของเว่ยกู่โผล่พ้นหมอกยามเย็นเป็หย่อม ๆ
“หยวนเหลาโถว”
“สำนักชางหลินอยู่ไกลหรือไม่”
ลั่วจวินถามขึ้นในที่สุด
หยวนชิงตอบทันที
“ไกล”
“ไกลแค่ไหน”
“ไกลพอให้เ้ามีเวลาเงียบไปอีกหลายวัน”
ลั่วจวินแค่นลมหายใจออกทางจมูก
“อย่างน้อยคราวนี้ก็ถือว่าตอบ”
หยวนชิงเดินต่อไปโดยไม่สนใจคำประชดนั้น
ทางดินค่อย ๆ แคบลงเมื่อทั้งสองเข้าสู่แนวไม้เตี้ย เสียงใบสนเสียดสีกันเหนือศีรษะดังเบา ๆ หมอกเย็นจากเว่ยกู่ยังตามมาเกาะชายแขนเสื้ออยู่ราวกับหมู่บ้านเล็กแห่งนั้นไม่ยอมปล่อยคนออกไปง่ายนัก
ลั่วจวินแตะฝักกระบี่ข้างเอวอย่างระวัง
ความเย็นจากมันซึมผ่านปลายนิ้วอีกครั้ง
เขาถอนมือกลับช้า ๆ
“สำนักนั้นเคยรุ่งเรืองมากหรือ”
“เคย”
“แล้วเหตุใดคนในหมู่บ้านถึงพูดเหมือนชางหลินไม่ปรากฎตัวในใต้หล้าแห่งนี้มานานแล้ว”
หยวนชิงเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็น”
“เพราะชางหลินไม่้าให้คนนอกเห็นหรือ”
ครั้งนี้หยวนชิงหันกลับมามองเขาเพียงแวบเดียว
“ถามดีขึ้นแล้ว”
“แปลว่าข้าถามถูก”
“แปลว่าเ้าพอจะใช้ปากให้เป็ประโยชน์ได้บ้าง”
ลั่วจวินหมดคำจะพูดไปชั่วขณะ
หยวนชิงจึงกล่าวต่อ
“จุดสูงสุดไม่เคยเป็ที่ซึ่งผู้คนยอมปล่อยให้ผู้ใดยืนอยู่นานนัก”
ลั่วจวินขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นชางหลินกำลังหนีหรือ”
“หากจะหนีจริง” หยวนชิงกล่าว “คงไม่เหลือชื่อให้ผู้คนหยุดปากได้ถึงวันนี้”
ลั่วจวินนิ่งไป
คำตอบนั้นเรียบง่าย
แต่ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกว่าหนัก
สำนักหนึ่งหายไปจากสายตาผู้คนได้หลายปี แต่ชื่อของมันยังหนักพอให้สี่สำนักใหญ่เงียบพร้อมกันกลางลาน
นั่นไม่ใช่การหายไปธรรมดา
และไม่ใช่ชื่อที่ถูกลืมจริง
“เช่นนั้นก็แปลว่า...”
เขาพูดช้าลง
“ชางหลินไม่ได้หายไป เพียงปกปิดตัวตน”
หยวนชิงไม่ตอบ
แต่ความเงียบนั้นกลับคล้ายคำตอบอยู่แล้วครึ่งหนึ่ง
ลั่วจวินเดินต่อไปท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน
เื้ั เว่ยกู่ค่อย ๆ ถูกหมอกกลืนหายไปทีละชั้น
เบื้องหน้า ทางดินแคบทอดลงสู่ป่าที่เขาไม่คุ้นเคย
กระบี่เก่าข้างเอวเย็นนิ่ง
ชื่อชางหลินยังค้างอยู่ในอกเหมือนก้อนหินที่เพิ่งถูกโยนลงบ่อน้ำลึก
อีกด้านหนึ่งของเว่ยกู่ ชายชุดเทาผู้หายไปจากลานพิธียืนอยู่ใต้เงาสน
เบื้องหน้าเขามีคนสองคนคุกเข่าอยู่กับพื้น อาภรณ์สีทึบกลืนเข้ากับแสงเย็นยามพลบ ใบหน้าครึ่งล่างถูกผ้าปิดไว้ เหลือเพียงดวงตาที่นิ่งเกินคนทั่วไป
ชายชุดเทามองไปทางชายป่าที่ลั่วจวินกับหยวนชิงเพิ่งหายเข้าไป
เขายื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบป้ายคำสั่งสองชิ้นออกมา
แสงยามพลบอ่อนเกินกว่าจะเผยให้เห็นรูปร่างของพวกมันชัด
ชายชุดเทาวางป้ายทั้งสองลงบนฝ่ามือของคนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า
“ตามไป”
คนผู้นั้นรับไว้ ก่อนยื่นหนึ่งในนั้นให้สหายข้างกายโดยไม่เอ่ยคำ
จากนั้นทั้งสองจึงก้มศีรษะลงพร้อมกัน
ลมเย็นพัดผ่านปลายสน
เมื่อใบสนไหวลงอีกครั้ง คนทั้งสองก็หายไปแล้ว
มีเพียงชายชุดเทาที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น มองตามทางป่าที่หมอกยามค่ำเริ่มกลืนกลบทีละชั้น