#ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์

    ตอนที่ 21 : ยอดเขาเจียฮว๋าซาน

    ตอนที่ 21 : ยอดเขาเจียฮว๋าซาน เส้นทางการเดินฝ่าขึ้นไปสู่ยอดเขาเจียฮว๋าซานลำบากมิใช่น้อยเป็นเพราะไม่มีใครสามารถฝ่าฟันไปถึงยอดเขาได้เป็นเวลานานในรอบหลายสิบปีมานี้ เส้นทางต่างๆ ที่ถูกถากถางไว้จึงรกทึบเต็มไปด้วยกิ่งไม้รากไม้ทำให้การเดินฝ่าขึ้นไปต้องใช้เวลาที่นานขึ้นผืนผ้ามากมายที่ตระเตรียมไว้ถูกนำมาชุบน้ำหมุนเวียนเปลี่ยนผืนทุกๆ 1 ชั่วโมงเพราะคราบเขม่าควันเข้ามาเกาะติดมากทำให้หายใจได้ลำบาก และเมื่อใกล้ถึงยอดเขาความเร็วในการเปลี่ยนผ้าก็เร่งเร้ามากขึ้นเพราะปริมาณฝุ่นควันมีมากขึ้นทุกทีแน่นอนว่าการเปลี่ยนผ้าในช่วงขึ้นเขามาแล้วนั้น ลู่หลินปล่อยให้โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางได้ดูแลตัวเอง อย่างแรกเพราะหมั่นไส้ และอย่างที่สองคือคนอ่อนแออย่างเขาไม่สามารถแยกสติไปสนใจวอแวกับใครได้อีกในตอนนี้ เพราะแค่พยุงตัวเองให้ทนเหนื่อยทนร้อนได้ก็สาหัสมากแล้ว…ก้าวขึ้นเขามาได้แค่ครึ่งทาง ใช้เวลาไม่ถึงชั่วยามดีลู่หลินก็เหนื่อยหอบจนแทบไม่มีแรงก้าวเดิน… ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก…ตัวเขาในยุคปัจจุบัน แม้จะไม่ได้ถึกจนนับว่าก้ามปู แต่ก็ถือว่าแข็งแรงดี ที่เลือกเรียนภาควิชาธรณีวิทยานี่ก็มั่นใจในสภาพร่างกายของตัวเองมาก จะขึ้นเขาลงห้วยลำบากแค่ไหนที่ผ่านมาก็ทำได้หมด มายามนี้แค่สองชั่วโมงก็หมดแรงแล้ว จะเป็นเพราะอะไรได้อีกถ้าไม่ใช่ว่าร่างกายของป๋ายอี้หลินคนนี้อ่อนแอเกินไป? แน่นอนว่าการหายใจใต้ผ้าชุบน้ำอาจมีส่วนทำให้เหนื่อยไวขึ้น แต่ก็ไม่ควรจะมากขนาดนี้ เรื่องนี้ลู่หลินยืนยันได้ว่าเป็นเพราะสภาพร่างกายมีปัญหาจริงๆ“เจ้า… เดินช้าแบบนั้น เกรงว่าวันพรุ่งก็คงไปไม่ถึงยอดเขา…”นั่นไง เจ้าตัวเหน็บแนม… ใครว่าโจวหยางอ๋องเป็นคนขรึม ลู่หลินบอกเลยว่าไม่จริง!นอกจากจะขยันแวะเวียนมากวนใจเขาเป็นพักๆ แล้วยังชอบพูดจากวนประสาทเป็นอย่างยิ่ง คนอะไรถึกยิ่งกว่าวัวควาย เดินชิวสบายใจ เหงื่อไม่ไหลออกมาสักหยด แล้วพวกขบวนนักรบนั่นคืออะไร? ท่านอ๋องแวะมาแซวเขาทีก็ยิ้มกริ่มกันที แถมเดินดุ่ม ๆ ถึกพอกันทั้งบ่าวทั้งนาย แน่จริงวิ่งไปให้ถึงยอดเขาให้ได้ตอนนี้เลยเซ่!“คุณชายป๋าย…ท่านอย่าคิดมากเลย พวกเขาเป็นหน่วยรบมังกรทมิฬ ล้วนเป็นคนที่ท่านอ๋องคัดเลือกฝีมือมาด้วยตัวเอง ผ่านการฝึกรบและฝึกยุทธ์อย่างหนักเช้าเย็นทุกวัน ทำศึกลำบากลำบนเคียงข้างท่านอ๋องมาก็มาก ความสามารถจึงไม่ธรรมดา”ดูท่าว่าท่านกุนซือซุนอวี้เซวียนจะเห็นลู่หลินอารมณ์ไม่ดีหนักจึงได้รีบเข้ามาให้กำลังใจตัวเขาเองก็เป็นคนไร้ยุทธ์ ถนัดแต่เชิงบุ๋น เดินทางขึ้นเขาก็นับว่าลำบากมิใช่น้อยแม้จะไม่ถึงขั้นเหนื่อยจนหมดแรง แต่ก็นับว่าไม่สบายตัวนัก ยามได้เห็นคุณชายป๋ายอี้หลินที่เป็นเกอรูปงามเดินฉับ ๆ ในคราแรกยังนึกชื่นชมในแรงใจ มายามนี้เหนื่อยอ่อนจนหมดแรง แต่ไม่บ่นสักคำทั้งยังพยายามฝืนเดินต่อไปความชื่นชมจึงยิ่งเพิ่มพูนพลังใจและความมุ่งมั่นนี้ผลักดันให้ตัวเขาเกิดความรู้สึกดีๆ กับอีกฝ่ายมากขึ้น และเดาว่าโจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางก็คงไม่ต่างกัน ถึงได้แวะเวียนมาถามไถ่เป็นพักๆ ดูเผินๆ อาจคล้ายการตั้งใจมายียวน แต่คนที่เป็นกุนซือมานาน ทำงานใกล้ชิดท่านอ๋องมาหลายศึก เข้าใจรู้ใจนิสัยใจคอกันดีจึงบอกได้ว่านั่นเป็นการแสดงความใส่ใจและคอยตรวจสอบว่าคุณชายป๋ายยังสามารถเดินทางต่อได้ด้วยตัวเองหรือไม่… และที่น่าแปลกคือทุกครั้งที่คุณชายป๋ายถูกเย้าแหย่ แรงฮึดก็จะตามมาจนก้าวเดินได้อย่างมั่นคงไปได้อีกหลายเค่อชะรอยว่าการฟื้นตื่นขึ้นมาครานี้ของป๋ายอี้หลิน ไม่เพียงแค่เจ้าตัวเองที่เปลี่ยนไป แต่กลับชักจูงให้ท่านอ๋องค่อยๆ เปลี่ยนตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว…หากการเปลี่ยนไปนี้ไม่มีเบื้องหลังและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจคงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ที่น่ากังวลมากกว่าคือบางทีการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คาดท่านอ๋องเคยเชื่อใจชายผู้นี้และถูกหักหลังอย่างร้ายกาจมาคราหนึ่งแล้ว มิอยากคาดเดาเลยว่าหากเกิดขึ้นอีกครา เรื่องราวจะเลวร้ายขึ้นมากสักเพียงใด“ขอบคุณท่านกุนซือ…อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงยอดเขา? "ลู่หลินเห็นคนมีไมตรีมาก็เลือกที่จะมีไมตรีตอบ จึงได้ถามคำถามออกมาเป็นพิธีทั้งที่ไม่ได้อยากรู้คำตอบสักนิด ในเมื่อเห็นกับตาว่าระยะทางยังเหลืออีกเกือบครึ่งสังเกตเห็นบนหลังท่านกุนซือไม่มีสัมภาระเช่นเดียวกับตนแล้ว เดาว่าพวกหน่วยรบทมิฬนั่นคงแบ่งไปช่วยถือเรียบร้อยแล้ว… นึกขอบคุณที่อย่างน้อยพวกนักรบเดนตายเหล่านี้ก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือคนอ่อนแอ ไม่เอาแต่คอยแกล้งและเย้ยหยันเช่นนายตนเอง“อีกไม่ถึงชั่วยามคงใกล้ถึงยอดเขา แต่หากเจ้าเร่งฝีเท้าขึ้นได้อีกสักหน่อยไม่ถึงสองสี่เค่อเราก็ถึงที่หมายแล้ว… แต่ดูแล้วคงยากเพราะขาของเจ้านั้นสั้นนัก…”นั่นปะไร… คนถูกถามไม่ได้ตอบ คนที่ไม่ได้ถามจุ้นจ้านจะตอบนัก! ถ้าด่าอ๋องเขาจะถูกประหารหรือไม่กัน?!?“ไยเจ้ามองข้าเยี่ยงนั้น? … เจ้าขาสั้นเป็นความผิดที่ขาเจ้ามิใช่หรือ? ….”“…….”หวงเทียนหยางเห็นท่าทีหงุดหงิด แต่เหนื่อยล้าจนไม่อาจต่อล้อต่อเถียงกลับมาได้เหมือนปกติก็สมใจนัก คิดไม่ผิดที่ลากอีกฝ่ายขึ้นมาลำบากด้วย ถือเป็นการดัดนิสัยที่ก่อนหน้านี้ทำตัวร้ายกาจเอาไว้เสียมากมาย“ทูลท่านอ๋อง… หน่วยที่ล่วงหน้าขึ้นไปก่อน รายงานมาว่าที่ใกล้ยอดเขากลุ่มควันหนามากและเดินทางลำบากอย่างยิ่ง พวกเขาเดินฝ่าขึ้นไปได้ช้าลง อีกไม่นานพวกเราก็คงจะถึงจุดที่พวกเขาอยู่พ่ะย่ะค่ะ…”องครักษ์เจิ้งเข้ามารายงานความคืบหน้า ขัดบรรยากาศที่ดูรื่นเริงก่อนหน้านี้ได้หมดสิ้น ทำให้โจวหยางอ๋องเปลี่ยนกลับเข้าสู่โหมดที่จริงจังอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสั่งความกับกำลังพลของตัวเอง“ให้พวกเขาเดินทางต่อไป แต่ส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ …”“เดี๋ยวก่อนท่านอ๋อง… ให้พวกเขารอหน่อยดีหรือไม่… หลังจากนี้พวกเราค่อยๆ เดินทางเถิด”ลู่หลินเห็นโจวหยางอ๋องออกคำสั่งที่น่ากังวลจึงได้รีบห้ามปราม สร้างความแปลกใจให้ทุกคนเป็นอย่างมาก มิใช่ว่ายิ่งฝุ่นควันหนาอากาศเป็นพิษมากยิ่งต้องรีบเร่งเดินทางแล้วรีบกลับลงไปหรือ? หรือจะเล่นเล่ห์อะไรอีก?“ท่านอย่าจ้องข้าเยี่ยงนั้นสิ… ฟังข้าอธิบายก่อน… ไม่มีใครเห็นยอดเขาเจียฮว๋าซานมานานแล้วเพราะถูกควันปกคลุมใช่หรือไม่… เช่นนั้นการฝืนเข้าไปย่อมอันตราย… หากปากปล่องภูเขาเปิดหรือขยายกว้างขึ้น การดันทุรังเดินฝ่าเข้าไปทั้งที่ไม่เห็นทางอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร่วงหล่นลงไปได้… ทางที่ดีเราควรค่อยๆ เดินไปอย่างระวังและผูกเชือกเกี่ยวตัวกันไว้ก่อนไม่ดีหรือ?”
    _______________________Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่าE-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาทสนใจสั่งซื้อเข้าไปที่ Meb กดค้นหานักเขียน Giffyguf เจอเลยค่ะ (ซื้อภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ราคาโปร 199 บาท)สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<เรื่องลู่หลิน เริมติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 30 เป็นต้นไป 1 เมษายน นะคะ >_<