พอคิดเช่นนั้นก็โกรธจนแทบคลั่งนางตวาด“พานางกลับมาได้ก็ถือว่าทำบุญแล้ว จื้อเฟิง โยนทิ้งไปซะ!”
เย่จื้อเฟิงเดินเข้าไปตบไหล่มารดาอย่างปลอบโยนกล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “คนสกุลเย่น่าจะมาด้วยกันเมื่อครู่ผู้คนสับสนวุ่นวาย ไม่ก็กระจัดกระจายไปแล้วหรือไม่ก็หลบไปเองรู้เช่นนี้ไม่น่าจะใจอ่อนพานางกลับมาเลย!”
เย่ฝูหรงไม่ฟังสิ่งที่พวกเขาพูดนั่งลงบนพื้นร้องไห้คร่ำครวญ เอาแต่โวยวายถึงเส้นผมของตนเองผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนต่างพากันมองมาที่ร้านของพวกเขาด้วยความสงสัย
หยางหลิ่วที่ยืนสังเกตการณ์มาตลอดโดยไม่พูดอะไรและเดินเข้าไปลากนางออกไปที่ประตู “ข้าจะบังคับรถพานางกลับไปเองเจ้าค่ะ”
“นี่...” นางซูหันกลับไปมองเย่จื้อเฟิงและเย่ชิงชิงดึงแขนนางแล้วกล่าวว่า “ให้จื้อเฟิงพานางกลับไปเถิดเจ้าอยู่ที่นี่ดูแลชิงชิงเสียหน่อย”
คุณชายเจ้าของห้างและเกาเฟิงต่างเป็นบุรุษหากจะให้อุ้มลูกสาวของตนไปมาหรือโอบเอว ช่างไม่เหมาะสมยิ่งนักประเดี๋ยวก็ต้องขึ้นลงรถม้า ให้หยางหลิ่วช่วยพยุงไปจะสะดวกกว่า
เย่จื้อเฟิงพยักหน้าเห็นด้วยเดิมทีก็ตั้งใจจะส่งน้องสาวกลับไปจัดแจงก่อนทว่ายามนี้ต้องรับเอาภาระหนักหน่วงนี้ไปการโดยสารรถม้าเดียวกันเห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสม
“ข้าไม่ไป!” เย่ฝูหรงสะบัดมือหยางหลิ่วออก ร้องไห้ว่า“พวกเจ้าต้องชดใช้เส้นผมให้ข้า!”
“เจ้าว่าอะไรนะ” ฝ่ามือหนาใหญ่ของหยางหลิ่วบีบแก้มของนางกล่าวเสียงต่ำว่า “บอกเจ้าไว้เลยนะข้าไม่ได้อดทนเก่งเหมือนซูเหนียงจื่อหรอกนะ”
ฝ่ามือนั้นออกแรงบีบจนแก้มยุ้ยของเย่ฝูหรงบิดเบี้ยวแถมใบหน้าหยาบกร้านของหยางหลิ่วยังไร้ซึ่งความอ่อนช้อยของสตรีเมื่อสีหน้าดำทะมึนก็ทำเอาเย่ฝูหรงตกใจกลัวจนนิ่งเงียบ
นางสะอื้นฮึกๆยิ่งดูน่าสงสาร แต่กลับไม่กล้าร้องไห้ออกมา
“ข้าจะพานางกลับไปเองแล้วกัน” หยางหลิ่วปล่อยมือนางแล้วยิ้มเล็กน้อย“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะหยุดเด็กเมื่อวานซืนนี่ไม่ได้”
นางซูครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วก็ตกลงหากให้เย่จื้อเฟิงไปส่ง เกรงว่าคนสกุลเย่จะฉวยโอกาสทำอะไรบางอย่างได้อีกอย่างไรเสียหยางหลิ่วย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ นี่แหละคือทางเลือกที่ดีที่สุด
หยางหลิ่วจากไปตามที่กล่าวเผยรุ่นจือก็ลุกขึ้นบอกลาก่อนจะไปเขาก็เอ่ยว่าจะให้คนมาส่งของบำรุงที่ช่วยบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก
คุณชายเจ้าของห้างสุภาพยิ่งนักนางซูปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่เป็นผล ภายในใจรู้สึกกังวล
บางครั้งอีกฝ่ายก็ดีกับครอบครัวของพวกเขามากเกินไปมันก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน ชิงชิงยังเด็กนักไม่น่าจะคิดอยากได้ลูกสาวของตนหรอกกระมัง? แถมยังได้ยินมาว่าสกุลเผยกับคุณหนูเคออิ๋งอิ๋งกำลังจะหมั้นหมายกันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างหากที่คู่ควรกันที่สุด
นางซูถอนหายใจและครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งส่วนเย่ชิงชิงอีกฝั่งกลับไม่รู้อะไรเลย ในยุคปัจจุบันการให้ของขวัญกันในเทศกาลต่างๆ หรือยามเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติ จะมีอะไรแปลกเล่า?พวกเขาก็ให้ของเล็กๆ น้อยๆ แก่สกุลเผยอยู่เสมอ มีการให้และรับกลับไม่ใช่เอาเปรียบแต่ฝ่ายเดียว
“คุณชายเผยผู้นั้นสนิทสนมกับบ้านของพวกเจ้าจริงๆ นะ~” เกาเฟิงพลันเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงกึ่งสุขกึ่งทุกข์
“ก็พอใช้ได้ พวกเขาก็แค่ชอบให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมเท่านั้น” แค่พึ่งพาของขวัญในการเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้นเย่ชิงชิงอยากไปห้องน้ำเล็กน้อย บิดตัวไปมาอย่างไม่สบายใจบนที่นั่ง
“โอ้ แล้วตุ๊กตาก่อนหน้านี้ตัวนั้น...”
เย่ชิงชิงยื่นหน้าออกไปมองหานางซูมีคนมาร้านเพื่อซื้อเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินนางกับหยางหลิ่วจึงเดินไปด้านหน้าเพื่อต้อนรับพลางตอบว่า“เจ้าหมายถึงตุ๊กตาไล่ฝนหรือ? ก็แค่หมายถึงหวังให้ฝนไม่ตกอากาศสดชื่นเท่านั้นเอง”
เกาเฟิงเม้มปากเขาแค่นเสียง “เด็กหญิงตัวเล็กๆกลับส่งของที่ทำเองให้ชายแปลกหน้าได้อย่างง่ายดายช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอาเสียเลย!”
อะไรนะ?เย่ชิงชิงเงยหน้ามองเขาฉับพลัน “เจ้าว่าข้าว่าอะไรนะ?”
“เฮอะ! ไม่มีอะไร!” เกาเฟิงสะบัดแขนเสื้อท่าทางเหมือนอัดอั้นในใจ “ข้าจะไปแล้ว!”
“อ้าว...ไม่รอกลับรถม้าไปพร้อมกันหรือ?” หรือว่าประจำเดือนมาอีกแล้วก็เลยอารมณ์ไม่ดี?
เย่ชิงชิงเรียกเขาซ้ำๆแต่ก็รั้งเกาเฟิงไว้ไม่ได้อีก เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังอีกครั้งบางทีนางอาจจะชินกับแผ่นหลังขณะหงุดหงิดของเขาแล้วก็ได้
นางซูยุ่งอยู่พักหนึ่งจึงเดินมาดูเย่ชิงชิงนำผ้าเช็ดหน้าเปียกมาเช็ดหน้าให้นางพลางถามว่า “ช่วงนี้เจ้าดูสนิทกับเกาเฟิงมากเลยนะ?”
“ตรงไหนกัน?” เย่ชิงชิงประหลาดใจพวกเขาอยู่คนละหมู่บ้าน โอกาสที่จะพบกันมีไม่มากนัก
“เจ้าสิบขวบแล้วนะ อย่าไปสนิทสนมกับเขามากเกินไปต้องรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเอาไว้” นางซูเตือนเบาๆ
สนิทสนม...อย่างนั้นหรือ?คงเป็นเพราะอีกฝ่ายกวนโอ๊ยเกินไป นางถึงยากที่จะสุภาพกับเขาเย่ชิงชิงก็ยังพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ในยามเย็นทั้งครอบครัวกลับมาถึงบ้านหลังน้อยในหมู่บ้านเถียนซินพอทานข้าวเย็นเสร็จคนสกุลเย่ก็มาเยือนถึงหน้าประตู
ยังมีย่าเฒ่าเป็นคนนำทัพเช่นเดิมนางยกไม้เท้ากระทุ้งประตูไม้ที่แง้มอยู่ให้เปิดออก เถาอี๋เหนียงพาเย่ฝูหรงมาด้วยและที่แปลกคือเย่เจียอวี้ก็เดินตามหลังมาด้วย
“ซูเฉียว! เจ้าบังอาจนัก บงการบ่าวไพร่ให้ทำร้ายผู้อื่นได้อย่างไร?!”