วันเวลาผ่านไปสิบวัน ในวันที่สิบ หรือคือ วันที่ สามสิบเอ็ด มกราคม เวลา หกโมงเช้า พวกเยี่ยหลงก็เดินทางมาถึงยังหน้าประตูเมืองเมฆต่ำผสานป่าเขียวนิรันดร์
เมื่อมาถึงยังหน้าประตูเมือง แคนร่างแยกก็ไม่หยุดดูอะไร คนมุ่งขับรถม้าเข้าไปในเมืองและมุ่งเข้าหาโรงเตี๊ยม
พอเจอโรงเตี๊ยมที่แคนร่างแยก้าแล้ว แคนร่างแยกก็นำรถม้าไปจอดยังที่จอดรถม้าของโรงเตี๊ยม ครั้นจอดเสร็จ คนก็กล่าวเรียกปลุกฟีนิกซ์ " ไอ้ฟีนิกซ์ตื่น ตื่นเว้ย "
คนเรียกไปประมาณสิบห้าลมหายใจ ฟีนิกซ์ก็ยังไม่ตื่น เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็ช่วยเขย่าร่างฟีนิกซ์และกล่าวเรียกปลุกด้วยอีกแรง " คุณฟีนิกซ์ตื่นได้แล้วครับ ตื่น "
ไม่นาน เวลาใกล้ๆกับคำว่าเกือบฉับพลัน ฟีนิกซ์ที่โดนทั้งแคนเรียก เยี่ยหลงกล่าวเรียกพลางเขย่า คนก็ตื่นขึ้น
เมื่อฟีนิกซ์ตื่นขึ้นแล้ว แคนก็กล่าวบอกเหตุที่ต้องปลุกนอกเหนือจากถึงที่หมายแล้ว " ไอ้ฟีนิกซ์ เรามาเริ่มถอดิญญากันเลยเถอะ "
" เอาตอนนี้เลยหรอวะ " ฟีนิกซ์ร่างแยกกล่าวถามด้วยอาการงัวเงีย
" เออ ตอนนี้แหละดีสุดแล้ว " แคนร่างแยกกล่าวบอก
" ตอนนี้ดีสุด หรือ มึงี้เีทำงาน เอาดีๆ มึงถึงเร่งรีบถอดิญญาขนาดนี้ คงเพื่อให้ไอ้เยี่ยหลงจะได้เริ่มงานตอนนี้ในทันทีเลยสินะ กูรู้ทันนะมึง" ฟีนิกซ์ร่างแยกกล่าว
" ก็ทั้งสองอย่างนั้นแหละ " แคนร่างแยกกล่าว
" ถ้ามึงจะเอาแบบนั้น กูก็ตามด้วยก็แล้วกัน มาเริ่มถอดิญญากันเลย " ฟีนิกซ์ร่างแยกกล่าวบอกกับแคนร่างแยก
พอกล่าวบอกกับแคนร่างแยกเสร็จ คนก็มาพูดกับเยี่ยหลง " ไอ้เยี่ยหลง มึงมานั่งหันหลังอยู่หน้ากูเร็ว "
เยี่ยหลงที่ได้รับคำสั่งมาแบบนั้นก็ตอบรับและทำตาม " ครับ ครับ ครับ "
ครั้นมาหยุดนั่งอยู่หน้าฟีนิกซ์เสร็จ ต่อมาในครรลองสายตาของเยี่ยหลง คนก็เห็นแคนเข้ามาในตู้โดยสารและมานั่งอยู่เบื้องหน้าคน
เมื่อทั้งฟีนิกซ์และแคนประจำที่แล้ว คนก็ไม่รีรอช้า ใช้เวทมนต์ถอดิญญาในทันที
ไม่นานหลังจากที่พวกฟีนิกซ์ใช้เวทถอดิญญา แคนที่อยู่เบื้องหน้าในครรลองสายตาของเยี่ยหลง ก็มีท่าทีปรากฏท่าสลบไป
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็คาดเดาได้ว่าพวกแคนคงจะถอดิญญากันเสร็จแล้ว
คนที่คาดเดาได้แบบนั้น ก็รู้สึกอยากจะทดสอบสัญชาตญาณตนว่าจริงมั้ย คนจึงง้างมือเตรียมจะเข้าตบใบหน้าของแคน
หากแคนรู้สึกตัวก็แสดงว่ายังถอดิญญาไม่สำเร็จ แต่หากไม่รู้สึกตัวก็แสดงว่าถอดิญญาสำเร็จแล้ว เยี่ยหลงคิดแบบนั้น
แต่ก่อนที่มือได้จะเข้าตบใบหน้าร่างของแคน จู่ๆเสียงของแคนก็ดังกล่าวขึ้นดังขึ้นมาในหัวของเยี่ยหลง ' มึงจะทำอะไรไอ้เยี่ยหลง '
เยี่ยหลงที่จู่ๆได้ยินเสียงของแคนดังขึ้นมาในหัวและเห็นปากของร่างแคนไม่ขยับ คนก็รู้อัศจรรย์ยิ่ง จึงเอ่ยออกเสียงกล่าวถาม " นี่พวกคุณแคน ถอดิญญามาสถิตอยู่ในร่างกายเดียวกันกับผมเสร็จแล้วหรอครับ "
แคนตอบกลับ ' ก็ใช่น่ะสิเว้ย '
' แต่ว่าแต่ กูขอถาม ตะกี้มึงจะทำอะไรกับร่างกูมิทราบ ไอ้เยี่ยหลง ' แคนกล่าวถาม
เยี่ยหลงที่ถูกถามดังนั้นก็ยิ้มพลางหัวร่อแห้งๆ และกล่าวออกเสียงว่า " ขอโทษครับ ผมแค่อยากทดสอบดูว่าคุณแคนถอดิญญากันสำเร็จกันรึยังก็แค่นั้นครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นจริงๆครับ "
เมื่อเยี่ยหลงกล่าวขอโทษและอธิบายการกระทำของตนเสร็จ แคนก็กล่าวออกคำสั่งแก่เยี่ยหลงในทันที ' ไอ้เยี่ยหลง มึงจงใช้แหวนมิติของมึงเก็บกายเนื้อของพวกกูสองคนเข้าไปด้านในซะ แต่ก่อนที่มึงจะทำอย่างนั้น มึงถอดแหวนมิติของพวกกูออกมาจากนิ้ว มาใส่นิ้วมึงก่อนและค่อยเก็บร่าง เข้าใจนะ เพราะสิ่งที่ต้องใช้ในภารกิจนี้ อย่างเช่นเงิน อยู่ในแหวนมิติของพวกกูอย่างละนิดละหน่อย เข้าใจนะ '
เยี่ยหลงออกเสียงตอบรับ " เข้าใจแล้วครับ "
ฟีนิกซ์ร่างแยกที่เห็นเยี่ยหลงพูดออกเสียงออกมาเต็มปากเต็มคำ คนก็กล่าวบอก ' เยี่ยหลงต่อจากนี้ ถ้ามึงจะคุยกับพวกกู ให้มึงใช้การนึกคิดในใจเป็เสียงพูดคุยแทนการส่งเสียงกล่าวออกมาแทนนะเข้าใจมั้ย เพราะถ้ามึงไม่ทำแบบนั้น เดี๋ยวคนจะสงสัยในตัวมึง หรือจะเข้าใจว่ามึงบ้าเอา เข้าใจนะ '
เยี่ยหลงตอบรับ ' เข้าใจแล้วครับ '
' ถ้าเข้าใจแล้ว ก็รีบทำตามคำบอก และเข้าไปในโรงเตี๊ยมเพื่อจองห้องซะเร็ว ' ฟีนิกซ์กล่าวบอก
' ครับ ครับ ครับ ' เยี่ยหลงตอบรับ
หลังจากเยี่ยหลงกล่าวตอบรับเสร็จ คนก็ถอดแหวนของแคนมาใส่ที่นิ้วชี้ข้างซ้าย และถอดแหวนของฟีนิกซ์มาใส่ที่นิ้วกลางข้างซ้าย ต่อมาก็จึงค่อยเก็บร่างกายเนื้อของทั้งฟีนิกซ์และแคนเข้าไปในแหวนมิติของตน
พอทำเสร็จ คนก็ออกจากรถม้าและเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม พอเข้ามาด้านใน บริกรชายก็เดินเข้ามาหาเยี่ยหลงและกล่าวถามความ้า " ไม่ทราบคุณชายเข้ามาโรงเตี๊ยมเรา มาเพื่อดื่มกินสุราอาหาร หรือ้าที่พักขอรับ "
ฟีนิกซ์กล่าวบอกแก่เยี่ยหลง ' บอกบริกรไปว่า้าห้องพัก จากนั้นค่อยถามว่า สำนักเมฆาอรุณ จะเปิดรับศิษย์ตอนไหน '
เยี่ยหลงตอบรับฟีนิกซ์ ' เข้าใจแล้วครับ '
หลังจากเยี่ยหลงตอบรับฟีนิกซ์เสร็จ คนก็มาตอบบริกรชายที่กล่าวถาม " ข้า้าห้องพักแบบใดก็ได้หนึ่งห้อง "
บริกรชายที่ได้ฟังดังนั้น ก็ตอบรับ " เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปยังห้องของท่านเอง " บริกรชายกล่าวจบ คนก็เดินนำเยี่ยหลงไป
จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องชั้นสองของโรงเตี๊ยม จากนั้นบริกรชายจึงกล่าวบอกเยี่ยหลง " หลังจากที่ท่านจ่ายเงิน ณ ตอนนั้น ห้องนี้ ก็จะเป็ห้องของท่านในทันที "
เยี่ยหลงกล่าวถาม " แล้วเงินค่าเช่าห้อง ต่อคืนอยู่ที่เท่าใดกัน "
บริกรชายกล่าวตอบ " อยู่ที่ห้าสิบเหรียญเงินต่อคืนขอรับ "
เยี่ยหลงก่อนที่จะจ่ายเงินค่าห้องพัก คนก็กล่าวถามเกี่ยวกับสำนักเมฆาอรุณ " นี่พี่ชาย ท่านพอจะรู้มั้ยว่าสำนักเมฆาอรุณเปิดรับศิษย์วันไหน "
บริกรนึกคิด ไม่นานคนก็คิดออก แต่แทนที่คนจะบอกแก่ชายเบื้องหน้าไปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย คนกลับทำตรงกันข้าม " คุณชายน้อย เื่ที่ท่านถาม ข้าก็พอบอกได้อยู่นะ แต่มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆอะไรบ้างนะ "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ด้วยความจำเป็ที่ต้องได้ข้อมูลมา คนจึงกล่าวเสนอเงินให้ว่าเท่านี้พอมั้ย " สิบเหรียญเงินพอมั้ย "
บริกรชายตอบรับทันควันเมื่อได้ยินเงินที่ตนได้ " พอสิ ทำไมจะไม่พอล่ะ "
เมื่อบริกรชายตอบรับข้อเสนอ เยี่ยหลงก็ทำการใส่พลังเวทไปในแหวนของแคนและฟีนิกซ์ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าข้อมูลและค่าห้อง
ไม่นานคนก็เจอเงินอยู่ในแหวนของแคน พอเจอเสร็จ คนก็เรียกเหรียญเงินออกมาจากแหวน และปล่อยใส่มือของบริกรที่แบรอจนครบ
ครั้นบริกรชายได้เงินค่าห้องและค่าขายข้อมูลที่ตนรู้มาได้แล้ว คนก็กล่าวบอกข้อมูล " สำนักเมฆาอรุณ จะเปิดรับทดสอบหาศิษย์เดือนละครั้ง แต่ข้าไม่รู้ว่าวันไหนนะ หากท่าน้าจะเข้าร่วมทดสอบ ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดไป เพราะทุกครั้งที่เปิดรับทดสอบหาศิษย์ สำนักเมฆาอรุณก็จะส่งศิษย์มาป่าวประกาศแก่ผู้คนเอง "
' ที่แท้ก็เป็แบบนี้ ' เยี่ยหลงคิด
" คุณชายน้อยมีอะไรจะถามข้าอีกมั้ย " บริกรชายกล่าวถาม
" อ๋อ ไม่มีแล้วล่ะ " เยี่ยหลงกล่าวบอก จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องของตนและปิดประตู
หลังจากปิดประตูห้องเสร็จ คนก็มุ่งไปนั่งยังเตียงนอนที่มีเพียงเตียงเดียวของห้องในทันที
พอนั่งเสร็จ คนที่ไม่รู้ว่าสำนักเมฆาอรุณจะทดสอบแบบใด คนจึงเตรียมความพร้อมโดยการนั่งโคจรพลังิญญาและพลังเวทอยู่ในห้อง เพื่อให้การใช้พลังเวทและการใช้พลังิญญา ไหลลื่นไม่ติดขัดในตอนที่ต้องใช้ ซึ่งมีโอกาสเกิด แม้จะเล็กน้อยก็ตาม
วันเวลาผ่านไป จนมาถึงวันที่ สิบสอง กุมภา เวลา่เช้า เสียงป่าวประกาศที่มาจากศิษย์ของสำนักเมฆาอรุณก็ดังขึ้นไปทั่วทุกทิศของเมืองเมฆต่ำผสานป่าเขียวนิรันดร์ " สำนักเมฆาอรุณเปิดรับทดสอบหาศิษย์ ใครที่คิดว่าตนเองคู่ควรแก่การเข้าสู่สำนักเมฆาอรุณ ก็จงขึ้นไปยังูเาแห่งเมืองเมฆต่ำผสานป่าเขียวนิรันดร์ ซึ่งเป็ที่ตั้งของสำนักเมฆาอรุณ " คนป่าวประกาศ ประกาศข้อความแบบเดิมไปซ้ำๆ เดินไปทั่ว
เมื่อเยี่ยหลงได้ยินคำป่าวประกาศ คนก็เร่งตื่นลุกออกจากเตียงนอนและวิ่งออกมาจากโรงเตี๊ยม จากนั้นคนก็มองไปยังูเาที่อยู่ตรงกลางจากทั้งห้าลูกที่มีของเมืองเมฆต่ำผสานป่าเขียวนิรันดร์ ซึ่งสูงสุดจากทั้งห้าลูกและตั้งเด่นสง่าที่สุด
คนมองเพียงเวลาไม่นาน คนก็วิ่งมุ่งหน้าไปสูู่เาตรงกลางของเมืองเมฆต่ำผสานป่าเขียวนิรันดร์ คนใช้เวลาวิ่งแบบความเร็วต่อเนื่องไม่มีลด สามสิบนาที จากตัวเมืองจึงมาถึงตีนเขา
' โชคดีจริง ที่เราคิดถูกว่าทางขึ้นไปยังสำนักเมฆาอรุณคือูเาที่อยู่ตรงกลาง เราวิ่งมาครึ่งชั่วโมง เพิ่งจะมาถึงตีนเขา เท่าที่เรานับระยะทางดู สำนักเมฆาอรุณน่าห่างจากตัวเมืองประมาณห้ากิโลนะ ' เยี่ยหลงคิด
ครั้นเยี่ยหลงคิดเสร็จและพักเหนื่อยได้ประมาณห้านาทีซึ่งหายเหนื่อยแล้ว คนก็เดินขึ้นบันไดมุ่งสู่สำนักเมฆาอรุณ
คนเดินได้ประมาณสิบห้านาที คนก็มาถึงยังที่รวมตัวของผู้ที่้าทดสอบเข้าสู่สำนักเมฆาอรุณ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ณ ที่รวมตัว มีคนอยู่ประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบห้าคนโดยประมาณจากการมองไปเรื่อยของเยี่ยหลง
เยี่ยหลงอยู่ ณ ทึ่รวมคนได้ประมาณห้านาที ชายวัยกลางซึ่งเป็คนของสำนักเมฆาอรุณก็ออกมาประกาศ
" ในเวลาหลังจากตะวันตรงหัวครึ่งชั่วยาม ทางสำนักเมฆาอรุณเราจะเริ่มการทดสอบหาศิษย์ในทันที แต่ก่อนเวลาที่จะเริ่มหาศิษย์ ห้ามใครก็ตามก่อเื่ ณ ที่นี้ เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นล่ะก็ ขอให้พวกเ้าโชคดี "
หลังจากชายวัยกลางคนกล่าวจบ คนก็ยืนนิ่งตรงที่ยืนไม่ไปไหนดุจ้าจับตาดู
เวลาผ่านไปจนถึงหลังตะวันตรงหัวครึ่งชั่วยาม หรือคือ เวลาบ่ายโมงตรง จากผู้ที่้าเข้าทดสอบเพื่อเข้าสู่สำนักเมฆาอรุณที่มียี่สิบห้าสามสิบห้าคน ก็เพิ่มมาเป็ร้อยกว่าคนเห็นจะได้
เมื่อเวลามาถึงตามคำประกาศของชายวัยกลางคนแล้ว ทันใดนั้น ก็มีบุคคลห้าคน ชายสี่หญิงหนึ่ง เดินโผล่มาจากทางด้านหลังของชายวัยกลางคน
ทันทีที่ชายวัยกลางคนรู้ตัวว่ามีคนเดินมาจากทางด้านหลัง คนก็เอี้ยวตัวหันมองไป พอหันไปมองและรู้ว่าเป็ใครมานั้น คนก็ทำการคารวะและกล่าว " ขอคารวะแก่เ้าดอยทั้งห้าแห่งสำนักเมฆาอรุณ "
ครั้นชายวัยกลางกล่าวคารวะแก่เ้าดอยทั้งห้าเสร็จ
เ้าดอยชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงกลาง ก็กล่าวกับชายวัยกลางคน " ผู้าุโเฉินกัง อย่าเสียเวลาอีกเลย เรามาเริ่มการเฟ้นหาศิษย์เข้าสู่สำนักกันเลยดีกว่า "
ผู้าุโเฉินกังตอบรับ " น้อมรับคำสั่ง เ้าดอยใหญ่แห่งดอยหญ้าเขียวใหญ่ "
หลังจากผู้าุโเฉินกังตอบรับเสร็จ เ้าดอยทั้งห้าก็เดินไปนั่งยังที่นั่งดูชม
ในฉับพลันที่เ้าดอยทั้งห้าหย่อนตูดลงนั่งเสร็จ ผู้าุโเฉินกังก็หันมากล่าวกับผู้มาทดสอบทั้งหลาย
" ผู้มาทดสอบทั้งหลายโปรดฟัง พวกเ้าจงเลือกจับคู่ต่อสู้กันเอง เมื่อได้คู่แล้วและพร้อมต่อสู้ ก็จงเข้ามายังสนามประลอง แต่ก่อนที่จะเริ่มประลอง ข้าขอบอกก่อนว่า การที่ชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเข้าเป็ศิษย์เสมอไปและผู้แพ้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับการกลายเป็ศิษย์เสมอไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการแสดงความสามารถของพวกเ้าต่อหน้าเ้าดอยทั้งห้า ว่าจะให้พวกท่านเ้าดอยเสนอให้เ้าเข้าดอยหรือไม่ เข้าใจนะ ถ้าเข้าใจแล้ว ใครเป็คู่แรก จงเดินเข้ามายังสนามประลองได้เลย "
หลังจากผู้าุโเฉินกังกล่าวเสร็จ เพียงสิบลมหายใจต่อมาคู่แรกก็ปรากฏ
พวกคนใช้เวลาประลองประมาณหนึ่งถ้วยชา ก็ได้ผู้ชนะและผู้แพ้
ผู้ชนะมีเ้าดอยถึงสามคน ยกมือเสนอให้เข้าดอยของตน ซึ่งคือเ้าดอยชายวัยกลางคนทางซ้ายสุดหรือคือเ้าดอยหญ้าดาบ ต่อมาก็คือเ้าดอยชายวัยกลางคนทางขวาสุดหรือคือเ้าดอยหมื่นปักษาสถิต และสุดท้ายก็คือเ้าดอยชายวัยกลางคนอ้วนๆอวบๆที่นั่งถัดจากเ้าดอยหญ้าดาบหรือคือเ้าดอยไผ่ใหญ่เป็คนยกมือเสนอ
มีเพียงสองคนที่ไม่เลือก คือ เ้าดอยหญ้าเขียวใหญ่ และเ้าดอยที่เป็ผู้หญิงวัยกลางคนเพียงหนึ่งเดียวหรือคือเ้าดอยป่าดอกท้อ
ผู้ชนะคิดเลือกอยู่สักพัก ก่อนจะกล่าวบอกว่าตนเลือกเข้าดอยไหน " ข้าขอเข้าดอยหมื่นปักษาสถิต "
เมื่อผู้ชนะได้เลือกแล้ว ผู้าุโเฉินกังก็กล่าวบอกให้คนออกไปจากสนามไปยืนเป็หัวแถวของแถวของผู้ที่เลือกดอยหมื่นปักษาสถิต " ไปยืนตรงนั้นซะ "
ต่อมาผู้าุโเฉินกังก็กล่าวถามแก่เ้าดอยทั้งห้าว่า " ท่านเ้าดอย มีท่านใดจะเลือกผู้แพ้หรือไม่ "
เ้าดอยหญ้าดาบยกเพียงคนเดียว ผู้แพ้ที่ถูกยื่นข้อเสนอให้ แม้จะเป็ดอยที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักและไม่ใช่ดอยที่ตน้าจะอยู่ก็ตาม แต่ก็ดีใจพอสมควร
เมื่อผู้แพ้ในคู่แรกได้เลือกเข้าสู่ดอยที่ตน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้าุโเฉินกัง ก็กล่าวบอกให้คนไปเป็หัวแถวของแถวของผู้ที่เลือกหรือได้รับเลือกจากดอยหญ้าดาบแบบเดียวกับผู้ชนะที่ได้เป็หัวแถวของแถวของดอยหมื่นปักษาสถิต
หลังจากคนประลองในคู่แรกออกจากสนามประลองไปหมดแล้ว ผู้ประลองคู่ที่สองก็ปรากฏ เป็ผู้หญิงสองคน
ทั้งสองประลองกันเป็เวลาหนึ่งถ้วยชาเช่นเดียวกันแบบคู่แรก จึงได้รู้ผลแพ้ชนะ
พอการประลองจบลง สิ่งที่ตามมาก็เป็ดั่งคู่แรกคือ ผู้ชนะถูกยื่นข้อเสนอให้เข้าดอย ซึ่งดอยที่ยื่นข้อเสนอให้ก็มีดอยเดียว คือ ดอยป่าดอกท้อ
ผู้ชนะที่ถูกยื่นข้อเสนอมาดังนั้น คนที่อยากเข้าดอยป่าดอกท้ออยู่แล้วก็ดีใจเป็อย่างยิ่งและไม่รีรอที่จะตอบรับ พอตอบรับเสร็จ คนก็เดินออกจากสนามไป ไปเป็หัวแถวให้ดอยป่าดอกท้อ
ส่วนผู้แพ้ในคราวนี้ไม่มีดอยไหนยกมือเสนอให้เข้าดอยคน จึงต้องกลับบ้านไปอย่างไม่มีใครช่วยได้
ครั้นคู่ประลองคู่ที่สองจบลงและคนออกไปจากสนามหมดแล้ว ก่อนที่จะมีใครเข้าสู่สนาม ทางด้านเยี่ยหลงที่ยังไม่มีคู่ประลองและกำลังเดินหาคู่ประลองั้แ่คู่แรกเริ่มจนคู่สองจบ คนก็ยังไม่เจอ
ในขณะที่กำลังจะเดินไปหาคู่ประลองของตนต่อ จู่ๆเสียงคนเรียกชื่อปลอมที่ตนใช้ในสนามประลองใต้ดินก็ดังเรียกคนขึ้น " เยี่ยไป๋ "
เยี่ยหลงที่ถูกเรียก คนก็หันซ้ายหันขวามองหน้ามองหลังหาคนเรียก ก่อนจะกลับมามองซ้ายอีกที จนเจอคนต้นเสียงโบกไม้โบกมือและเดินเข้ามาหาคน
" อ้าว สหายสวี่หลิงอี้ " เยี่ยหลงทักเรียก
หลังจากเยี่ยหลงกล่าวทักเรียกไปได้ไม่กี่ลมหายใจ สวี่หลิงอี้ก็เดินมาถึงบรรลุใกล้ตัวพอดี
ครั้นมาถึงยังจุดที่เรียกได้ว่าคุยกันซึ่งหน้า เยี่ยหลงก็กล่าวถาม " สหายหลิงอี้ เ้ามาที่นี่ เ้า้าเข้าสู่สำนักเมฆาอรุณด้วยงั้นรึ "
สวี่หลิงอี้กล่าวตอบ " ใช่แล้ว "
" เห็นทีเ้าก็คงเช่นกันเยี่ยไป๋ แล้วตอนนี้เ้ามีคู่ให้ประลองด้วยหรือยัง " สวี่หลิงอี้กล่าวถาม
" ข้าน่ะหรอ ยังหาไม่ได้เลย " เยี่ยหลงตอบกลับ
" งั้นก็เช่นเดียวกันกับข้าน่ะสิ งั้นเรามาจับคู่กันมั้ย " สวี่หลิงอี้กล่าวเสนอ
" แล้วตอนนี้เ้าอยู่ในระดับขั้นไหนแล้วล่ะ สหาย " สวี่หลิงอี้ถาม
" ผู้ปลุกิญญาขั้นเก้าน่ะ " เยี่ยหลงกล่าวบอก
สวี่หลิงอี้ที่ได้รู้ดังนั้น ก็มีท่าทีใเพราะตอนล่าสุดที่เจอกัน ระดับพลังิญญาของเยี่ยหลงอยู่ที่
วิญญาจารย์ขั้นหนึ่ง
คนที่สงสัยว่าทำไมเป็เช่นนั้นก็เอ่ยถาม " เกิดอะไรขึ้นกับเ้างั้นรึ ทำไมระดับพลังของเ้าลดลงล่ะ "
เยี่ยหลงที่ได้ยินถามคำดังนั้น ด้วยความที่ตนไม่ได้เตรียมคำตอบเอาไว้ คนจึงใช้เวลาคิด
ิญญาฟีนิกซ์ที่อาศัยอยู่ในร่างเยี่ยหลง เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลงไม่รู้จะตอบว่าอะไร คนจึงบอกให้คนพูดตามดังนี้ ' เยี่ยหลงบอกไปตามนี้ ที่พลังของข้าลดลง เป็เพราะข้าเลือกที่จะใช้วิธีลัดในการเพิ่มระดับ โดยการฝึกตามตำราของพรรคมารที่บังเอิญได้มา ผลก็คือเกิดข้อผิดพลาด และผลสรุปก็คือ เป็เช่นนี้แหละ '
เมื่อฟีนิกซ์พูดจบ เยี่ยหลงก็พูดตามฟีนิกซ์ที่บอกแก่ตนบอกแก่สวี่หลิงอี้
สวี่หลิงอี้พอได้ฟังก็รู้สึกแปลกๆสงสัยว่าจริงหรือเท็จอยู่เล็กน้อย แต่คนก็เลือกที่จะเชื่อว่าจริงและไม่ถามเกี่ยวกับเื่นี้ต่อ
" ส่วนข้าตอนนี้อยู่ที่ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นหนึ่ง " สวี่หลิงอี้กล่าวบอก
" แล้วสรุปว่า เ้าจะมาจับคู่กับข้ามั้ย " สวี่หลิงอี้กล่าวถาม
เยี่ยหลงกล่าวตอบ " เอาตามนั้น ข้าจับคู่กับเ้าก็ได้ "
" ประเสริฐยิ่ง เช่นนั้นถ้าเ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็สะกิดข้าได้เลย ข้าจะยืนอยู่ข้างๆเ้านี่แหละ "สวี่หลิงอี้กล่าว
หลังจากสวี่หลิงอี้กล่าวจบ สวี่หลิงอี้ก็หันไปดูการประลองแบบเดียวกันกับเยี่ยหลง เพื่อฆ่าเวลารอจนกว่าเยี่ยหลงจะสะกิดว่าได้เวลาประลองกับตนกับคนแล้ว
การประลองดำเนินไปกว่ายี่สิบคู่ แถวคนที่เลือกเข้าดอยต่างๆ บางดอยก็เยอะบางดอยก็น้อย และบางดอยก็ไม่มีเลย เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นเพราะมีความกังวลว่าจะได้ถูกยื่นข้อเสนอให้เข้าดอยหรือไม่ เพราะหากไม่ถูกยื่นข้อเสนอให้เข้าดอย งานการสืบค้นหาสายลับคงต้องยากขึ้นหรือไม่ก็เสียงานไปเลยเป็แน่
เพราะจากที่คนดูมา บางคนก็ถูกยื่นข้อเสนอจากทั้งห้าดอย บางคนก็มีแค่สองถึงสามดอย บางคนก็หนึ่งดอย และบางคนก็ไม่มีเลย ต้องจำใจกลับบ้านไป
จนเวลาผ่านไปคู่ที่สี่สิบจบ เยี่ยหลงที่ดูการประลองเพื่อความบังเทิงและพลางสังเกตดูหาสายลับจากนิกายมารฟ้าที่อาจจะแฝงตัวเข้ามาทดสอบก็ได้ไปในตัว ก็ยังไม่เจอใครที่น่าสงสัยสำหรับตน
เมื่อสังเกตมานานขนาดนี้ เยี่ยหลงก็คิดเอาเองว่านิกายมารฟ้าคงไม่ส่งสายลับมาในการหาศิษย์ของสำนักเมฆาอรุณในครั้งนี้เป็แน่ จึงตัดสินใจสะกิดสวี่หลิงอี้เป็คำบอกว่าตนพร้อมแล้ว
พอคู่ที่สี่สิบเอ็ดจบลง ทั้งเยี่ยหลงและสวี่หลิงอี้ก็กระโจนเข้าสู่สนามประลองเป็คู่ประลองต่อไป
ครั้นมีคนประลองคู่ต่อไปในสนามแล้ว สามลมหายใจต่อมา ผู้าุโเฉินกังก็บอกให้ทั้งคู่เริ่มประลองได้
ทันทีที่ผู้าุโเฉินกังบอกให้เริ่มได้ สวี่หลิงอี้ก็ปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนออกมา โดยการเปลี่ยนร่างเป็ครึ่งคนครึ่งจระเข้และพุ่งเข้าหาเยี่ยหลงพลางเปิดใช้ทักษะิญญา " กรงเล็บทะลวงเกราะ " เข้าข่วนคนเพื่อเจาะทะลวงเกราะิญญาของเยี่ยหลง
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็อยากลองเวทมนต์เวทฟันแทงไม่เข้าสิบครั้งต่อวัน ที่เอนชานท์อยู่ในยันต์สร้อยสังวาลย์ของตน คนจึงไม่ใช้เกราะิญญาในการทานรับการโจมตี แต่เปิดใช้เวทที่เอนชานท์อยู่ในยันต์
สร้อยสังวาลย์ทานรับแทน
เมื่อกรงเล็บเข้าัักับร่างกายของเยี่ยหลง ผลปรากฏว่าไม่เกิดาแใดๆ สวี่หลิงอี้ที่คิดว่าทักษะิญญา กรงเล็บทะลวงเกราะ ของตนควรจะทะลวงเกราะิญญาของเยี่ยหลงได้และสร้างาแให้เกิดแก่คน
แต่เมื่อผลปรากฏออกมาเป็แบบนี้ คนที่เห็นดังนั้นก็ตาเบิกกว้างด้วยความแปลกใจว่าทำไมถึงเป็เช่นนั้น
ครั้นผลลัพธ์ไม่ออกมาดั่งที่ตน้า คนที่อยู่ในระยะโจมตีของเยี่ยหลง ก็เกิดกลัวจะโดนต่อยสลบในหมัดเดียว ก็กระโจนถอยหลังกลับไปตั้งหลัก
เยี่ยหลงที่เห็นผลลัพธ์ของเวทมนต์ฟันแทงไม่เข้าสิบครั้งต่อวันของยันต์สร้อยสังวาลย์ออกมาได้ผลดีขนาดนี้ คนก็คิดขึ้น ' สุดยอด ป้องกันการโจมตีได้โดยไม่เสียแมนน่าหรือพลังิญญาสักนิดเลยแฮะ ทำแค่โคจรพลังเท่านั้น สุดยอดจริงๆ '
สวี่หลิงอี้คิด ' เป็ไปได้อย่างไรกัน สหายเยี่ยไป๋ที่ระดับพลังลดลงมาอยู่ในระดับผู้ปลุกิญญา เกราะิญญาของคนจะสามารถป้องกันทักษะิญญาที่ทะลวงเกราะของเราได้ เป็ไปได้เยี่ยงไร '
หลังจากสวี่หลิงอี้คิดถามด้วยความแปลกใจเสร็จ คนที่ไม่อยากคิดต่อเื่นี้ เพราะกลัวตนอาจจะกลายเป็เป้านิ่งสำหรับเยี่ยหลงและโดนโจมตีได้ คนจึงรีบสลัดความคิดนี้ทิ้งและหันมาตั้งสมาธิจดจ่อกับการต่อสู้ต่อ
เยี่ยหลงที่เห็นสวี่หลิงอี้ตั้งท่าพร้อมรบอย่างไม่ประมาท คนก็อดยิ้มชมเชยในความไม่คิดว่าระดับผู้ปลุกิญญาที่ไหนจะสามารถเอาชัยจากอัคราจารย์ิญญาได้ของสวี่หลิงอี้
เยี่ยหลงจึงกล่าว " วิเศษยิ่งสหาย ขอบคุณนะที่ให้เกียรติข้าโดยการไม่ประมาทข้า ทั้งที่ข้าอยู่ระดับเพียงผู้ปลุกิญญา "
สวี่หลิงอี้บอกกลับ " ใครก็ตามที่โดนหมัดเ้าไปครั้งหนึ่ง ก็จะรู้ว่าไม่ควรให้ค่าเ้าต่ำเกิน เพียงเพราะอยู่ระดับที่ต่ำกว่า "
" ประเสริฐยิ่งสหายหลิงอี้ ในเมื่อเ้าให้ความเคารพข้าเช่นนี้ ข้าก็จะให้เกียรติเ้าเช่นกัน ด้วยการโจมตีของข้าต่อจากนี้จะไม่มีการยั้งมือใดๆทั้งสิ้น เพื่อแสดงความเคารพตอบกลับความให้เกียรติที่เ้ามอบให้ข้า เตรียมรับมือให้ดีๆก็แล้วกันสหาย "
" ขอบคุณยิ่งที่เ้าจะไม่ยั้งมือในการต่อสู้กับข้า ข้าก็จะไม่ยั้งมือกับเ้าเช่นกัน จงเข้ามาอย่าได้เกรงใจ เข้ามาเลยสหาย " สวี่หลิงอี้กล่าว
หลังจากสวี่หลิงอี้กล่าวจบ เยี่ยหลงก็เปิดใช้เวทแอคเซลพร้อมด้วยการใช้เกราะิญญาห่อหุ้มตัวและหมัด จากนั้นก็พุ่งเข้าโจมตีใส่คนด้วยความเร็วในการเคลื่อนกายของเวท
สวี่หลิงอี้ที่เห็นเยี่ยหลงหายวับไปกับตา คนก็เกิดตระหนกขึ้นพอควรแต่ไม่ถึงกับขาดสติ คนจึงเปิดใช้ทักษะิญญาสองทักษะในการรับมือกับเยี่ยหลงที่หายไป " กระจกเกราะกุมภีล์ ท่าเท้าเคลื่อนดุจลมบางเบา "
หลังจากสวี่หลิงอี้เปิดใช้ทักษะิญญาเสร็จ คนก็เข้าปะทะกับเยี่ยหลงด้วยความเร็ว จนคนดูมองไม่เห็นว่าคนปะทะกันด้วยทักษะวิชายุทธ์แบบใด ได้ยินแต่เพียงเสียงหมัดเสียงเท้าที่ปะทะกันจากการโจมตีเพียงเท่านั้น
เยี่ยหลงและสวี่หลิงอี้ปะทะกันในความเร็วได้ประมาณห้านาที ก่อนที่จะคนทั้งคู่จะหยุดเคลื่อนไหว เพื่อพักหายใจและฟื้นฟูอาการาเ็ของตนเอง
เมื่อทั้งสองหยุดเคลื่อนไหว สภาพร่างกายของทั้งเยี่ยหลงและสวี่หลิงอี้ก็เผยให้เห็นแก่ทุกคน โดยสภาพร่างกายของสวี่หลิงอี้นั้นสะบักสะบอมมีรอยฟกช้ำนอกร่มผ้าเต็มไปหมด
ส่วนเยี่ยหลงก็ไม่ต่างกันมาก คนเละกว่าสวี่หลิงอี้เล็กน้อย แม้คนจักใช้ทั้งเกราะิญญา ใช้ทั้งเวทเบี่ยงทิศการโจมตีในยันต์และเวทฟันแทงไม่เข้าในยันต์แล้วก็ตาม
คนก็ยังมีแผลจากการโดนกรงเล็บข่วน และรอยฟกช้ำจากการโดนหมัดของตนเองสะท้อนกลับมาใส่ตน
เยี่ยหลงที่โดนมาดังนั้น ก็รู้แล้วว่าตนสู้ไม่ได้แน่นอน คนจึงทำการยกมือขึ้นและกำลังจะกล่าวยอมแพ้
ในขณะเดียวกันที่เยี่ยหลงยกมือขึ้นและกำลังจะกล่าวยอมแพ้ สวี่หลิงอี้ที่พอใจกับการแสดงความสามารถของตนแล้ว คนก็ยกมือขึ้นและจะกล่าวยอมแพ้เพื่อยุติการประลองลงเช่นกัน
"" ข้าขอยอมแพ้ "" เยี่ยหลงและสวี่หลิงอี้กล่าวยอมแพ้ออกมาพร้อมๆกัน
!!
!!
ทั้งเยี่ยหลงและสวี่หลิงอี้ที่ได้ยินต่างคนต่างพูดแบบเดียวกัน พวกคนก็ยิ้มให้กันในความใจตรงกัน
เมื่อการประลองยุติลงแล้ว ด้วยความที่การประลองในครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่น คือ เสมอกัน ผู้าุโเฉินกังจึงต้องใช้ความคิดในการที่ว่าจะให้ใครได้เข้ารับการถูกเสนอให้เข้าดอยเป็คนแรก
ไม่นานคนก็คิดได้ รู้ว่าจักใช้วิธีการไหน ผู้าุโกล่าวกับเ้าดอยทั้งห้า " ท่านเ้าดอยทั้งห้า บุคคลแรกที่พวกท่านต้องยื่นเสนอให้เข้าดอยของตน คนแรกก็คือ ชายผู้อยู่ในระดับอัคราจารย์ิญญานั่นเอง "
พอผู้าุโเฉินกังบอกเสร็จ ในเวลาไม่นานต่อมา เ้าดอยชายสามคนก็ยกมือขึ้นเสนอให้คนเข้าดอยตน ได้แก่ ดอยหมื่นปักษาสถิต ดอยหญ้าดาบ และดอยไผ่ใหญ่
สวี่หลิงอี้ที่เห็นว่าใครยื่นข้อเสนอให้บ้าง ก็ตัดสินใจไม่ยาก " ข้าขอน้อมรับของเสนอของดอยหมื่นปักษาสถิต " สวี่หลิงอี้กล่าว
ครั้นสวี่หลิงอี้ได้เลือกเสร็จแล้วและไปยืนประจำแถว ต่อมาก็ถึงคราวเยี่ยหลง เยี่ยหลงยืนรอนิ่งให้เ้าดอยทั้งห้ายื่นข้อเสนอให้ตนอยู่ประมาณสามสิบลมหายใจ แต่ก็ไม่มีใครยกมือขึ้นยื่นข้อเสนอให้
ฟีนิกซ์ที่เห็นดังนั้น ก็กลัวงานจะเสีย จึงบอกให้เยี่ยหลงพูดตามและทำตามที่ตนบอก ' เยี่ยหลงคุกเข่า และกล่าวตามกู ท่านผู้าุโทั้งห้า ได้โปรดใครก็ได้รับข้าไปเป็ศิษย์ด้วยเถิด ข้ามาไกลมากและหันกลับไม่ด้วย หากข้าไม่ได้รับเลือกให้เป็ศิษย์ครั้งนี้ ความหวังของทั้งบ้านที่ข้าแบกมาคงต้องสูญเปล่าเป็แน่ ได้โปรดผู้าุโเห็นใจด้วย พอมึงกล่าวเสร็จ มึงก็โขกหัวลงกับพื้นเลยนะ หลายๆครั้งยิ่งดี '
เยี่ยหลงที่ถูกบอกมาดังนั้น ก็ทำตามไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่เพียงนิด
ผู้าุโเฉินกังที่เห็นเยี่ยหลง ไม่ยอมรับว่าไม่มีใครเลือกตนและไม่ยอมออกจากสนาม คนก็กำลังจะบอกให้ผู้สังเกตการณ์ของสำนักเมฆาอรุณที่อยู่รอบๆสนามประลองให้มาลากตัวเยี่ยหลงออกสนามประลองไป
แต่ก่อนที่จะได้ทำอย่างงั้น เ้าดอยไผ่ใหญ่ก็กล่าวถามเยี่ยหลงขึ้น " เ้าหนุ่ม ข้าขอถามเ้า เหตุใดในการประลอง เ้าถึงใช้เพียงเกราะิญญาและเวทมนต์ ไม่ใช้ิญญายุทธ์ร่วมด้วยล่ะ "
ฟีนิกซ์ที่ได้ยินคำถามมาแบบนั้น คนก็บอกให้เยี่ยหลงบอกไปตามที่ตนกล่าว ' เยี่ยหลงบอกไปตามนี้ ไม่ใช่ข้าไม่ใช้ แต่ใช้ไม่ได้ตั้งหาก เหตุเพราะข้าโดนทำร้ายั้แ่ยังเด็ก เลยส่งผลให้พิการ ปลุกิญญายุทธ์ไม่ได้ '
เยี่ยหลงบอกไปตามที่ฟีนิกซ์บอกให้บอก พอเยี่ยหลงบอกเสร็จ เ้าดอยไผ่ใหญ่ก็ทำท่าเข้าใจและไม่สงสัยและถามต่อ " นอกจากเื่ยุทธ์ เ้าทำอะไรเป็บ้าง "
เยี่ยหลงตอบ " ปัดกวาด เช็ดถู ข้าถนัดนัก หากข้าได้ทำ รับรองสะอาดหมดจดแน่ "
ฟีนิกซ์ที่เห็นว่าความสามารถที่เยี่ยหลงบอกแก่เ้าดอยไผ่ใหญ่ดูเหมือนจะยังไม่พอ คนจึงกล่าวบอกเยี่ยหลง ' เยี่ยหลงบอกเสริมไปด้วยว่ามึงทำอาหารเป็ด้วย '
' แต่ผมทำอาหารไม่เป็นะครับ ' เยี่ยหลงบอกกลับฟีนิกซ์
' เื่นั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวตอนทำอาหารกูจะค่อยๆสอนมึงเอง แต่ถ้ามึงทำแล้วชิมแล้วไม่อร่อยจริงๆ กูจะเสี่ยงสิงร่างมึงจัดการให้เอง ' ฟีนิกซ์บอก
' เอางั้นแน่นะครับ ' เยี่ยหลงถาม
' เออ ตามนั้นแหละ ' ฟีนิกซ์กล่าว
หลังจากฟีนิกซ์กล่าวยืนยัน เยี่ยหลงก็กล่าวเสริมความสามารถตนแก่เ้าดอยไผ่ใหญ่ " แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ข้าทำเป็ก็คือ ข้าทำอาหารได้ "
เ้าดอยไผ่ใหญ่ที่ได้ฟังความสามารถของเยี่ยหลงที่ดูเหมือนจะครบแล้วสำหรับตน คนก็ถอนหายใจและยกมือขึ้นก่อนกล่าว " งั้นเ้ามาอยู่ดอยข้า เ้ายินดีหรือไม่ "
เยี่ยหลงที่ได้เ้าดอยไผ่ใหญ่ยื่นข้อเสนอให้ คนก็ตาลุกวาว และตอบรับในฉับพลัน " ข้ายินดียิ่ง "
" เช่นนั้น เ้าก็ออกจากสนามประลอง แล้วไปยืนเป็หัวแถวของดอยไผ่ใหญ่ซะ " เ้าดอยไผ่ใหญ่กล่าว
หลังจากเ้าดอยไผ่ใหญ่กล่าวจบ เยี่ยหลงก็เดินออกไปจากสนามประลองไปเป็หัวแถวของดอยไผ่ใหญ่
เมื่อคนออกไปจากสนามประลองหมดแล้ว ไม่นานคู่ต่อไปก็ปรากฏยังสนาม เป็คู่ที่สี่สิบสาม
ทั้งคู่ใช้เวลาประมาณครึ่งของหนึ่งจิบชาจึงรู้ผลว่าใครชนะใครมีชัย
เยี่ยหลงที่ดูการประลองอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร แต่ฟีนิกซ์ที่ดูอยู่กลับรู้สึกถึงอะไรที่ดำมืดบางอย่างในตัวของชายผู้ชนะ จึงกล่าวถามเยี่ยหลง ' เยี่ยหลงมึงเห็นแบบที่กูเห็นมั้ย '