ซูฮวาตื่นั้แ่ฟางยังไม่สาง นางลุกขึ้นมาเตรียมหุงหาอาหารไว้รอสามีเสร็จแล้วนางจึงนำเนื้อกระต่ายที่หมักไว้ออกมาตากแดดหากชักช้าเดี๋ยวเนื้อไม่ทันแห้งกันพอดีพาจะทำให้มีกลิ่นเอาได้แล้วรสชาติอาจไม่อร่อย ฟางจิ่งที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาต้องใเมื่อไม่เห็นภรรยาของตัวเองอยู่ในห้อง ก่อนจะเดินตามหานางจนทั่วเรือนั้แ่นางหายป่วยมานี้นางก็ขอแยกเตียงนอนกับเขาอาจเป็เพราะนางรู้สึกไม่สบายตัวเวลานอนร่วมเตียงกับเขาก็เป็ได้ซ้ำนางยังเลอะเลือนลืมเื่ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาเสียจนหมด แต่ถึงอย่างไรเสียเขาก็ยังคงรู้สึกเหมือนเดิมกับนาง
"เ้าตื่นนานแล้วหรือ" เมื่อตามออกมาเจอนางกำลังเรียงเนื้อกระต่ายที่หมักไว้ใส่ถาด
"ข้าก็ตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สางมาทำอาหารให้ท่านไง ข้าตากเนื้อใกล้เสร็จแล้วท่านไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อนจะได้มากินข้าวกัน" สองมือยังคงเรียงชิ้นเนื้อใส่ถาดตรงหน้าโดยไม่หันมามองสามี
"........." ฟางจิ่งเริ่มสงสัยในอาการของภรรยาที่ดีวันดีคืนจนนางลุกขึ้นมาหุงหาอาหารได้เองแล้ว
"วันนี้ท่านว่างไหม" เสี่ยวฮวาเอ่ยขึ้นขณะที่ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวขึ้นใส่ปาก เธอนอนคิดเื่นี้มาทั้งคืนหากเธอกลับไปในโลกของเธอไม่ได้จริงๆ เธอก็ขอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กับเขาก็แล้วกัน บางทีอาจจะมีความสุขดีที่ไม่ต้องใช้ชีวิตที่เร่งรีบทำอะไรได้ตามที่ใจ้าเพียงแต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็เท่านั้น
"เ้ามีอันใดหรือ" นางคงอยากออกไปเที่ยวเล่นอีกตามเคยนั่นแหละ ครานี้อยากไปที่ใดอีกเล่า
"ที่ดินข้างลำธารนั้นของผู้ใดมีเ้าของหรือไม่ แล้วท่านมีที่ดินของท่านเองสักผืนไหม" วันนั้นที่นางตามฟางจิ่งไปจับปลาแอบเห็นพื้นที่ว่างเปล่าอยู่ใกล้ลำธารถ้าหากมีสายน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีคงพอได้มีน้ำใช้ทำสิ่งอื่นได้อีกนอกจากแค่เอาไว้ใช้ดื่มกิน แต่ถ้าหากฟางจิ่งมีที่เป็ของตัวเองก็จะดียิ่ง
"ที่ดินตรงนั้นเป็ของหมู่บ้านเหม่ยเหลียนไม่มีใครเป็เ้าของหากผู้ใดอยากทำการเกษตรก็ต้องไปแจ้งแก่ผู้นำหมู่บ้านก่อน นี่เ้าคิดจะทำอันใดอีกหรือร่างกายของเ้ายังไม่แข็งแรงดีเลยนะ" หลายวันมานี้เขาเห็นภรรยาของเขาทำงานบ้านโดยไม่เหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
"ข้าคิดว่าอยากปลูกผักไว้กินเองบ้าง"
"แต่เราไม่มีเมล็ดผักเลยนะ"
"เราก็เข้าไปเก็บจากในป่าก็ได้ อันไหนพอจะเอามาปลูกได้เราค่อยเก็บออกมาด้วยหรือไม่ท่านก็พาข้าไปซื้อเมล็ดผักที่ในเมือง" ก็เมื่อตอนเข้าป่าคราวที่แล้วนางเห็นพวกผักที่สามารถกินยอดได้เต็มป่าไปหมดเลยคิดที่จะเอามาปลูกไว้กินบ้าง โดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าไปเก็บในป่าให้เหน็ดเหนื่อย
"แล้วเ้าอยากปลูกผักอะไรหรือ"
"ข้าก็อยากปลูกหลายๆ อย่างไว้กิน เหลือก็แบ่งขายได้" ปลูกหลายๆ อย่างพอได้แบ่งขายเผื่อมีรายได้หากเยอะก็ส่งตามโรงเตี๊ยม
"เ้าจะอยากทำให้เหนื่อยทำไม"
"ข้าไม่อยากอยู่เฉยๆ คอยให้ท่านเลี้ยงนี่ ที่สำคัญข้าไม่อยากเอาเปรียบท่าน" เพราะั้แ่เธอตื่นขึ้นมาในร่างของหญิงสาวผู้นี้ก็เห็นมีแต่ชายผู้นี้ที่ทำทุกอย่างให้นาง ทำให้เธอรู้สึกโชคดีที่ได้มาเจอเขาถึงแม้จะไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของเธอก็ตาม
"สามีภรรยาอยู่ด้วยกันข้าทำคนเดียวไม่ถือว่าเป็การเอาเปรียบหรอกเพราะข้าเต็มใจทำให้เ้า" ฟางจิ่งบอกถึงเหตุผลที่เขาไม่อยากเห็นนางต้องทำงานหนัก
"........." ซูฮวาได้แต่มองหน้าฟางจิ่งด้วยสายตาหลากหลายความรู้สึกนางช่างโชคดีเสียเหลือเกิน
"รีบกินข้าวเถอะ เสร็จแล้วเดี๋ยวข้าพาเ้าไปดูที่ดินตามที่เ้า้า"
"ข้าว่าเรามาตกลงกันใหม่ดีกว่า" นางยังคงชวนฟางจิ่งคุยต่อ
"ตกลงเื่อันใดอีกหรือ"
"ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวฮวา และข้าก็เรียกท่านว่าเสี่ยวฟางดีไหม"
"เช่นนั้นก็ดี เ้าอยากเรียกข้าว่าอะไรก็ตามแต่เ้าจะเรียกเถอะ" ฟางจิ่งยิ้มออกมาอย่างสุขใจเมื่อทั้งสองลงมือกินมื้อเช้าเสร็จแล้วจึงได้ช่วยกันเก็บล้างถ้วยชามก่อนจะพากันเดินออกไปลำธารท้ายหมู่บ้าน เสี่ยวฮวาเดินสำรวจพื้นที่ใกล้ลำธารก่อนจะพบว่าบริเวณนี้มีต้นไม้และป่าหญ้าขึ้นรกมากหากจะต้องลงมือถากถางคงต้องใช้เวลาหลายวัน
"ข้าชอบพื้นที่บริเวณนี้" ซูฮวาเลือกทำเลพื้นที่ใกล้ลำธารมากที่สุดเวลาตักน้ำขึ้นมารดพืชผักจะได้ไม่เดินไกล
"หากเ้าอยากปลูกผักตรงนี้เราต้องไปขออนุญาตผู้นำหมู่บ้านก่อนถึงจะทำได้" ใช่แล้วที่ดินผืนนี้ไม่ใช่ของฟางจิ่งต้องขอนุญาตก่อนถึงจะทำอย่างอื่นได้ลืมไปได้อย่างไร หากเป็โลกที่เธอจากมาก็ยังต้องแจ้งกับเ้าหน้าที่ให้ทราบก่อน
"เช่นนั้นเ้าก็พาข้าไปแจ้งกับผู้นำหมู่บ้านสิ"
"เอาไว้เป็พรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้ข้าจะพาเ้าไปเดินดูทุ่งดอกไม้ดีไหม เสี่ยวฮวา" ฟางจิ่งส่งยิ้มหวานให้ภรรยา เพราะเป็ครั้งแรกที่เขาได้เอ่ยชื่อนี้
"ได้สิ" เสี่ยวฮวายิ้มรับ เพียงไม่นานสองสามีภรรยาก็ได้เดินมาถึงทุ่งดอกไม้ที่อยู่อีกฟากของหมู่บ้าน
"นี่มันดอกเก๊กฮวยใช่หรือไม่" เสี่ยวฮวาถามด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะทอดสายตามองดูดอกเก๊กฮวยที่เหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา เธอไม่เคยเห็นทุ่งดอกเก๊กฮวยที่กว้างและสวยขนาดนี้มาก่อน
"ใช่แล้ว ทุ่งดอกเก๊กฮวยแห่งนี้เป็ของเถ้าแก่จางเศรษฐีในหมู่บ้านของเรานี้เอง"
"อ๋อ...." หากเธอปลูกผักให้ได้เยอะแบบนี้แล้วส่งไปขายต่างเมืองคงจะดีสินะก็ได้แค่คิดเพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยที่ตรงนั้นผู้นำหมู่บ้านจะให้ปลูกผักหรือเปล่า
"ในหมู่บ้านเรามีคนปลูกข้าวกินเองหรือไม่" หากมีพื้นพอได้ทำนาก็คงจะดีไม่น้อย
"มีสิ หรือเ้าอยากจะปลูกข้าวด้วยอีกหรือ" นี่ท่านหมอคงจ่ายยามาให้ผิดเป็แน่ นอกจากนางจะแข็งกว่าแต่ก่อนแล้วยังอยากลุกขึ้นมาทำสวนปลูกผักอีก
"มีพื้นที่ให้ปลูกก็ดีนะสิ เราจะได้ไม่ต้องไปซื้อข้าวกิน" ก็ใช่อย่างที่เสี่ยวฮวาพูดพอถึงหน้าแล้งข้าวของก็แพงเสียเหลือเกิน
"งั้นพรุ่งนี้ข้าจะลองถามผู้นำหมู่บ้านดูว่ามีพื้นที่พอให้เราได้ปลูกข้าวหรือไม่" ซูฮวาส่งยิ้มหวานให้สามี เธอรู้สึกว่าซูฮวาคนนี้โชคดีเสียเหลือเกินภรรยาอยากทำอะไรเขาไม่เคยขัด
"ข้าอยากเดินไปดูตรงนั้นได้หรือไม่" เสี่ยวฮวามองเห็นดอกทานตะวันอยู่ไกลๆ จึงคิดอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ หากเธอมีกล้องถ่ายรูปมาด้วยก็คงดีจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็ที่ระลึก
"ไปสิ ข้าจะพาเ้าไป" สิ้นประโยคฟางจิ่งก็เดินนำเสี่ยวฮวาไปยังทุ่งดอกทานตะวันที่อยู่ถัดไปจากทุ่งดอกเก๊กฮวยอีกไม่ไกล ฟางจิ่งคอยแหวกหญ้าออกจากทางเดินให้ซูฮวาได้เดินสะดวก เสี่ยวฮวาคิดว่าเขาก็เป็สุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ไม่ล่วงเกินสตรีแม้เธอจะเป็ภรรยาก็ตาม หากเธอเป็ซูฮวาจริงคงไม่ยอมปล่อยให้เขาได้หลุดมือไปแน่ แต่พอมองดูดีๆ เขาก็หน้าตาดีใช้ได้เพียงแต่ต้องเอาหนวดเคราออกเสียก่อน
"ท่านไม่รำคาญหนวดเคราของท่านบ้างหรือ"
"ไม่หรอก ข้าชินกับมันแล้ว" ก็ั้แ่ภรรยาของเขาล้มป่วยเขาก็ไม่เคยได้สนใจหนวดเคราเลยสักนิด
"ท่านเคยคิดที่จะตัดมันออกบ้างไหม"
"มันไม่ได้สร้างความรำคาญอะไรให้ข้านี่" เขาตอบไม่ค่อยใส่ใจนัก ก็ไม่คิดอยากจะโกนออกบ้างหรือไงพ่อคุณ เมื่อทั้งสองเดินลัดเลาะทุ่งดอกไม้จนเริ่มหิวก็ได้พากันเดินกลับเมื่อถึงเรือนเสี่ยวฮวาก็ได้จัดการเก็บเนื้อกระต่ายที่ตากไว้ บางส่วนได้นำได้ทอดน้ำมันไว้สำหรับมื้อเย็น