เล่ม5
บทที่201 เพียงพบเจอก็ต้องจาก
‘ราชครูผู้ยิ่งใหญ่ เหล่ามือปราบติดลำดับรวมถึงผู้คนทุกผู้ที่ผนึกกำลังเป็นใจเดียวต่อต้านความมืดที่กลืนกินดวงอาทิตย์ในภพของพวกมันทว่าท้ายที่สุดพวกมันกลับทำได้แค่นอนสิ้นหวังด้วยอาการที่สาหัสแลเจ็บปวดถึงขีดสุด พวกมันทุ่มพลังทั้งหมดแล้วพวกมันใช้ทุกสิ่งที่มีแล้ว แต่ก็มิอาจหยุดยั้งแลชะลอการรุกคืบของความมืดได้
โลกเริ่มคืนกลับสู่ความมืดอีกครา
ความตื่นตระหนกแลหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจของผู้คนทั้งแผ่นดินใหญ่
ความมืดนี้เป็นความมืดที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังเป็นความมืดที่ไม่เหมือนความมืดในอดีต มันคือความมืดที่จะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในที่แห่งนี้ให้ราพณาสูร!
แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังท่ามกลางหนทางที่มืดดำ เหนือฟากฟ้านภาลัย ร่างในชุดคลุมแดงลอยเด่นเป็นสง่า บนมือขวาของมันมีเพลิงฟ้าในมือซ้ายมีกระบี่สีทองเรืองรอง ทุกผู้ได้เห็น น้ำตาแห่งความยินดีก็หยาดไหล ความตรึงเครียดแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่ดำมืดก็กลับกลายเป็นแดงฉานโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง!
บุรุษในชุดคลุมแดงเพียงปรากฏพลังจักรวาลที่กอปรรวมกับเพลิงฟ้าอันโชติช่วง ได้ปัดเป่าเสี้ยวสุดท้ายของเทพอสูรจนดับสิ้นปกป้องดวงอาทิตย์และภพแห่งอสูรให้คงอยู่ชั่วกาลนาน
“อวิ๋นเซ่อ”
เสียงเรียกขานนามอวิ๋นเซ่อดังกระหึ่มไปทั่วปฐพีเสียงแห่งความสุขและความหวังนี้คล้ายดังไกลไปถึงแดนสวรรค์
อวิ๋นเซ่อกระทำได้สำเร็จปกป้องคนรัก สหาย ญาติมิตร ผู้มีพระคุณ รวมถึงทุกสรรพสิ่งบนโลกเอาไว้ได้ หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือมันสามารถนำพาปณิธานของทุกผู้กอบกู้ความหวังหนึ่งเดียวได้ในที่สุดไม่ใช่มันคนเดียวที่แบกโลกนี้ แต่เป็นทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันแบกโลกแบกจนมันกลับมาได้ทันเวลาอย่างพอดิบพอดี
ความผาสุกคืนกลับแก่ภพอสูรหรือที่ถูกเรียกว่าภพแห่งความมืดตัวตนของอวิ๋นเซ่อถูกเทิดทูนแลสรรเสริญในฐานะมหาเทพอัคคี ทั้งมันยังมีตำแหน่งสูงส่งในแดนสวรรค์ถือครองกระบี่อาญาสวรรค์ที่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ประทานให้จนไปมาหาสู่ระหว่างภพอสูรและภพสวรรค์ได้อย่างสะดวก เมื่อเป็นเช่นนั้นภรรยาของมันจึงมิได้มีเพียงตัวตนในราชวงศ์หลิงหลิงซูเยว่
มิได้มีเพียงศิษย์พี่มือปราบลำดับหกซินเหยียน
มิได้มีเพียงคนหนูตระกูลอวิ๋นสายหลักที่ทั้งรักทั้งแค้นอวิ๋นจางลี่
มิได้มีเพียงสตรีแกร่งแลเย็นชาแห่งแดนเทพอัคคี ฟางเยว่ฉี
มิได้มีเพียงประมุขแห่งเกาะหลงซือซานผู้มีใจพิสุทธิ์ลู่เหลียน
แต่ยังมีบุตรีแห่งมหาเทพแสงสว่างกับมหาเทพพยากรณ์ซึ่งเป็นคู่หมั้นในแดนเทพ ลู่ชิง
รวมถึงมหาเทพจูเชวี่ยมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองแดนสวรรค์ชั้นที่สาม
มันดำรงเชื้อสายสืบตระกูลกับภรรยาทั้งเจ็ดจนมีลูกหลานสืบสายเลือดมานับหลายพันปี’
.
.
.
อวิ๋นเซี่ยวซุนได้ฟังเรื่องราวมากมายที่เหนือกว่าความเข้าใจที่มันมีไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกที่เคยเป็นโลกแห่งความมืดอันเป็นโลกคู่ขนานกับโลกแห่งแสงสว่างนี้รวมถึงภพแห่งแดนสวรรค์ ทั้งยังมีเรื่องราวจำนวนภรรยาของตัวตนเบื้องหน้าอีก มันก็อดที่จะพึมพรำขึ้นมามิได้
“ช่างเป็นเรื่องราวที่เหนือปาฏิหาริย์จริงๆ"
บุรุษชุดคลุมแดงคลี่ยิ้ม
“เห็นไหมล่ะว่าชีวิตคนเราหรือทุกสรรพสิ่งล้วนต้องหาความสุขใส่ตัวตึงมากเกินไปก็ทำให้มืดบอดได้ หย่อนยานมากก็ทำให้เสียการ สู้เดินบนสายกลาง ใช้ชีวิตให้สุขที่สุดไปให้สุดที่สุด จึงจะไม่เสียใจในภายหลัง ดูเจ้าในตอนนี้เคร่งเครียดต่อตนเองจนไม่มีภรรยาแล้ว"
อวิ๋นเซี่ยวซุนไอออกมาคำหนึ่ง ก่อนกล่าว
“ท่านล้อข้าเล่นแล้ว"
บุรุษชุดคลุมแดงส่ายศีรษะอธิบาย
“การมีสิ่งที่ให้ปกป้อง คนรัก สหาย ญาติมิตรเหล่านี้ล้วนเป็นพลังชั้นดี ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าต้องแบกโลกไว้คนเดียว แต่แท้จริงแล้วการได้ร่วมแบกกับผู้อื่น การที่ผู้อื่นเต็มใจที่แบกความทุกข์นั้นด้วย รวมถึงการเชื่อใจผู้อื่นนั่นกลับเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณนาอย่างแท้จริง"
ได้ฟังเช่นนั้นอวิ๋นเซี่ยวซุนก็ได้คิด เสมอมามันมักแบกเรื่องทุกอย่างไว้กับตนเดินบนเส้นทางที่ตั้งมั่นด้วยตัวคนเดียว ทุกย่างก้าวไร้ญาติขาดมิตร ไม่แม้แต่จะนึกถึงเรื่องความรักนั่นเพราะมันคิดว่าเป็นหนทางที่จะประเสริฐที่สุด ไปในทิศทางที่ดีที่สุด ไม่ต้องทนทุกข์จากการพบและจากไม่มีเรื่องให้ต้องไขว้เขวจนเสียมรรคา ทว่าท้ายที่สุดกลับมิได้ทำให้มันประสบผลในปณิธานมันเดินบนเส้นทางด้วยตัวคนเดียว เห็นว่าเป็นจุดสูงสุดแล้ว แต่ตอนนั้นมันก็มิอาจเอาชนะมหาเทวะได้ไปให้ถึงปณิธานที่วาดไว้ก็มิได้ จวบจนพานพบกับศิษย์ รู้จักคำว่าน้ำมิตร รู้จักที่จะไว้ใจและเริ่มพึ่งพาคนอื่นกล้าที่จะฝากความหวังของตนไว้กับผู้อื่น กล้าที่จะแบกโลกร่วมกับผู้อื่น และเพราะมีสิ่งที่อยากปกป้องจากก้นบึ้งทุกครั้งที่มันรู้สึกถึงขีดจำกัด มันก็สามารถทลายขีดจำกัดได้ราวกับปาฏิหาริย์
“นี่สินะคือพลังที่ต้องการจะปกป้องอย่างแท้จริงตามที่ท่านพูดถึง"
บุรุษชุดคลุมแดงยิ้มบางๆ
“แน่นอน การที่มีสิ่งที่ต้องการปกป้อง นั่นจะเป็นพลังที่ไร้ขีดจำกัดของมนุษย์"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองสองมือของตนเอง
“ข้าคิดได้ก็สายเกินไปแล้วสินะ"
บุรุษชุดคลุมแดงส่ายศีรษะอีกครา
“ไม่เลย ตอนนี้เจ้ามีศิษย์ที่ดี มีสตรีที่ยินยอมถวายชีวิตให้มีบริวารที่เลื่อมใส มีชาวโลกที่ไม่รู้ความอยู่ด้านหลัง เจ้าในตอนนี้จึงมีสิ่งที่ให้ปกป้องแล้วและนี่จึงเป็นพลังให้เจ้าได้ยืนหยัดเหนือขีดจำกัดมาได้”
เอ่ยถึงสิ่งที่ต้องการปกป้อง อวิ๋นเซี่ยวซุนก็นึกได้ว่าบุรุษชุดคลุมแดงผู้นี้กำลังปกป้องตนอยู่ปกป้องจากเหล่าเทพที่จะมาเอาชีวิตตนให้คืนสู่กฎแห่งวัฏสังขาร นับเป็นการปกป้องที่ฝืนต่อกฎสวรรค์ฝืนต่อกฎเกณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่มิใช่ใครก็จะฝืนได้ง่ายๆ
“จะไม่เป็นไรจริงๆ หรือท่านน่ะ…”
บุรุษชุดคลุมแดงมองอวิ๋นเซี่ยวซุนด้วยแววตารู้สึกผิดและหม่นหมอง
“ข้ามีภรรยามากมายในโลกแห่งความมืด มีบุตรที่น่ารักน่าชังหลายคนมีบุตรหลานเหลนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่ดินแดนแห่งเทพก็มีภรรยาถึงสอง มีตระกูลเทพสืบทอดที่ยิ่งใหญ่ข้าดูแลปกป้องพวกมันมาเป็นอย่างดี ชั่ววัฏสังขารในภพอื่นของข้าจึงไม่เคยมีความเสียใจหรือกลัวที่จะเสียใจ กฎอะไรก็มิอาจทำให้ข้าสำนึกเสียใจได้… ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ข้าสำนึกเสียใจมานับหลายพันปีนี้"
อวิ๋นเซี่ยวซุนถามเสียงสั่น
“สิ่งใดหรือ"
บุรุษชุดคลุมแดงมองอวิ๋นเซี่ยวซุนด้วยแววตาไหวระริกก่อนกล่าวตอบ
“ข้ากลับไม่เคยมีโอกาสได้ปกป้องดูแลภรรยาและบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวในภพแห่งนี้เลยซักครั้ง”
อวิ๋นเซี่ยวซุนได้ฟังเช่นนั้นก็พลันบังเกิดน้ำตาที่รื้อชื้นบุรุษชุดคลุมแดงยังกล่าวต่อ
“เช่นนั้นเมื่อมีโอกาส ต่อให้ต้องถูกจองจำในทัณฑ์สถานแห่งแดนสวรรค์นับหมื่นปีข้าก็จะทำ”
อวิ๋นเซี่ยวซุนแม้เป็นเซียนแต่ก็มิยอมทลายนภาหรือละสังขารจุติไปเป็นเทพเซียนในภพสวรรค์เช่นนั้นมันจึงไม่รู้ถึงความเป็นจริงของแดนสวรรค์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้บรรลุเซียนพึงรับรู้ได้ด้วยฌาณอันบรรลุนั่นคือกฎแห่งภพมิอาจก้าวก่าย ทุกสรรพสิ่งล้วนปล่อยไปตามวัฏสังขาร อย่างเช่นภพปรโลกมิอาจมาฆ่าคนเพื่อชิงวิญญาณต้องปล่อยให้คนตายไปเองค่อยไปตัดสินตามกฎแห่งกรรม ภพสวรรค์เองก็เช่นกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละภพภพนั้นๆ จักต้องประสบและผ่านพ้นไปด้วยตนเอง นอกเสียจากจะมีการฝืนกฎ ซึ่งตนก็นับเป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังฝืนกฎตนเป็นตัวตนที่ไม่อาจดำรงอยู่ในภพมนุษย์นี้ได้อีกแล้ว ตนมีอายุยืนยาวที่ขัดต่อกฎวัฏสังขารตนจึงมีความผิดต่อกฎสวรรค์ ทว่าบุรุษชุดคลุมแดงที่ช่วยตนจากกฎนี้ ยิ่งนับเป็นการฝืนกฎที่ซ้ำซ้อนกว่าโทษจะร้ายแรงเพียงไหน
บุรุษชุดคลุมแดงเห็นสีหน้าของอวิ๋นเซี่ยวซุนก็เข้าใจความคิดมันจึงกล่าวอย่างต่อเนื่อง
“และไม่ต้องห่วง… ตัวตนข้าแม้ถูกทัณฑ์สวรรค์ อย่างมากก็แค่จองจำ และคงไม่มีโอกาสได้เดินทางข้ามภพตลอดกัลปาวสาน...ก็เท่านั้น"
อวิ๋นเซี่ยวซุนได้ฟังก็ยิ่งบังเกิดความรู้สึกที่สะท้อนใจแต่ถึงแม้มันจะไม่มีโอกาสได้พานพบตัวตนเบื้องหน้าในภพมนุษย์ได้อีกแล้ว ทว่าครั้งหนึ่งมันก็ยังมีโอกาสได้พบพานกับตัวตนที่มันไม่คิดว่าจะได้พบและมีโอกาสได้รับรู้ว่าตัวตนเบื้องหน้ามิได้ลืมเลือนมันกับมารดาแม้เวลาจะผ่านไปนับพันปี
อวิ๋นเซี่ยวซุนบัดนี้ไม่หลงเหลือเคล้าความเป็นจอมมารแห่งปฐพีหรือปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไปมันดูเหมือนกับย้อนวัยไปเป็นเด็กแปดขวบผู้หนึ่ง เป็นเด็กที่ได้เห็นบิดาผู้ล่วงลับไปนับพันปีได้คืนกลับมาหาตนแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขยากเกินจะบรรยาย
อวิ๋นเซี่ยวซุนจึงสวมกอดบุรุษชุดคลุมแดงราวกับเด็กน้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบไม่หยุด บุรุษชุดคลุมแดงก็ยิ้มอย่างเป็นสุข ลูบศีรษะของมันอย่างแผ่วเบาเก็บเอาความรู้สึกในส่วนที่ขาดหายมานับพันปี พวกมันสวมกอดกันอยู่เช่นนั้น ซึมซับความสุขที่เหนือกว่าคำบรรยายใดความสุขที่มิต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด และเป็นความสุขสุดท้ายก่อนจากลา
บทสนทนาแม้ยาวนานแต่แสนสั้นสำหรับความคิดผืนนภาที่ผ่าแยกบัดนี้หวนคืนมาบรรจบกันอีกครั้ง แสงสีฟ้าครามที่เคยทอทอดมาอย่างยาวนานไม่คงอยู่เช่นเดียวกับร่างของบุรุษชุดคลุมแดงก็ไม่อยู่เช่นเดียวกัน เหลือเพียงหยาดน้ำตาของอวิ๋นเซี่ยวซุนที่หยดไหลลงผืนปฐพีพร้อมกับคำร่ำลาอันแผ่วเบา
“ขอบพระคุณ... ท่านพ่อ"
แม้มิเอ่ยปาก แม้มิได้กล่าวถามตรงๆ แต่มันมั่นใจว่ามหาเทพในชุดคลุมแดงผู้เหี้ยมหาญและองอาจผู้นั้นในอดีตนับพันปีในภพแห่งนี้ท่านมีนามว่า อวิ๋นเซ่อ
อวิ๋นเซ่อผู้ซึ่งเป็นบิดาของมัน
“รอข้าสะสางเรื่องราวในภพนี้เสร็จสรรพ ข้าจะละสังขารแลจุติไปเยี่ยมเยียนท่านที่นั่นแน่"
หลังจากกล่าววาจาหลังจากแหงนมองท้องฟ้าอย่างยาวนาน เสียงสตรีผู้หนึ่งที่แฝงความเหนื่อยหอบและตื่นตระหนกก็ดังมาเป็นเสียงของฮูหยินแห่งตระกูลหลง
“ท่านปรมาจารย์แย่แล้ว”
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองร่างที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและสีหน้าที่ซีดเผือกตื่นตระหนกนั่น มันก็รีบสลัดความคิดเรื่องบิดา ก่อนฝืนสังขารเข้าไปหาหลงฮูหยิน
“มีสิ่งใดหรือ”
หลงฮูหยินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ธรรมบาลมุทราจับตัวผิงเอ๋อร์ไป!”