การันต์ในร่างกระรอกน้อยที่ถูกเรียกว่า จ้อยนั่งนิ่งงันอยู่ใต้ร่มเงาอันโดดเดี่ยวของต้นกัลปพฤกษ์ั์ลมบนดวงจันทร์พัดเอาฝุ่นละอองสีเงินปลิวผ่านร่างไปแต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเย็นนั้นเลย ในอุ้งเท้าเล็กๆของเขากำลังประคองห่อผ้าผืนเล็กที่เขาเพิ่งแอบขุดขึ้นมาเมื่อครู่ด้วยหัวใจที่เต้นรัว
เขาสังเกตเห็นจุดที่แม่นางจันทร์ชอบมานั่งบ่อยๆแล้วมักจะทำท่าทางลับๆ ล่อๆตอนแรกเขาคิดว่าเธออาจจะแอบซ่อนขนมทิพย์เอาไว้กินคนเดียวแต่เมื่อเขาคลี่ห่อผ้าที่ทำจากเศษเสื้อผ้าสีหวานของเธอออกอย่างระมัดระวังความเป็จริงที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้น้ำตาแทบไหล...
ข้างในนั้นไม่ใช่ของวิเศษแต่มันคือเส้นผมสีขาวโพลนหลายเส้นที่ถูกรวบรวมไว้และซ่อนอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้เขาพบเห็น
"เส้นผมสีขาว..." จ้อยรำพึงในใจด้วยความรู้สึกจุกที่ลำคอ"ทำไมกัน? ในโลกเดิมของผมผมอาจจะเห็นมันเป็เื่ธรรมดาของคนที่มีอายุมากแต่แม่นางจันทร์คือเทพธิดาที่มีอายุขัยยืนยาวร่างกายของเธอควรจะสดใสและเต็มไปด้วยพลังทิพย์บริสุทธิ์เหนือโลก"
ความทรงจำส่วนลึกจากร่างเดิมของเ้าจ้อยเริ่มผุดขึ้นมาทีละน้อยเหมือนฟองอากาศที่พุ่งขึ้นจากใต้น้ำการชุบชีวิตสัตว์ที่ตายไปจนสภาพแหลกเหลวแล้วดึงิญญาคนบาปจากต่างโลกอย่างการันต์เข้ามาสวมร่างแทนนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยมันไม่ใช่แค่การร่ายมนตร์เพียงประโยคเดียว แต่มันคือการ 'ถ่ายเทพลังชีวิต' มหาศาลเข้าแลกเปลี่ยน
"ยัยบ๊องเอ๊ย...ลำพังแค่ต้องมาติดแหง็กอยู่บนดวงจันทร์ที่ไม่มีอะไรเลยนี่ก็แย่พอแล้วนี่ยังต้องมาเสียสละอายุขัยเพื่อชุบชีวิตไอ้จ้อยที่ ผม มาสวมร่างอีกเหรอ? ที่เธอชอบแอบไปนอนบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะี้เีแต่เพราะร่างกายเธอกำลังทรุดโทรมลงจากการที่ต้องแบ่งพลังชีวิตมาหล่อเลี้ยงร่างกระรอกนี้ให้ผมใช่ไหม?"
เขาสะบัดหัวไล่ความโศกเศร้าที่กำลังกัดกินใจพลางขบฟันแน่นจนเห็นไรฟันกระรอกที่แหลมคมแววตาที่เคยดูทะเล้นกวนประสาทบัดนี้กลับวาววับไปด้วยความโกรธแค้นในความไร้กำลังของตัวเองผม จะไม่ยอมให้แม่นางจันทร์ต้องเสียสละไปมากกว่านี้อีกแล้ว!ถ้าดวงจันทร์แห่งนี้มันแห้งแล้ง ผมจะต้องหาทางสร้างความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาเองให้ได้และถ้า์เบื้องบนมันช่างแล้งน้ำใจ ผมนี่แหละจะกระชากความมั่งคั่งของพวกมันลงมาตอบแทนความภักดีของเธอ!
จ้อยเดินกลับเข้าถ้ำอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่สัตว์สี่เท้าจะทำได้เขาเห็นแม่นางจันทร์กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหินที่ปูด้วยผ้าผืนบางใบหน้าของเธอดูซีดเซียวและเหนื่อยล้ากว่าวันก่อนๆแสงจันทร์ที่ส่องกระทบใบหน้ายิ่งขับเน้นความงามที่แฝงไปด้วยความเปราะบาง
เขารู้ดีว่าด้วยสถานะที่เป็กระรอกเขาไม่สามารถพูดภาษาคนให้เธอเข้าใจได้ จ้อยจึงคาบกิ่งไม้เล็กๆ มาค่อยๆบรรจงเขียนลงบนพื้นทรายนุ่มๆ ข้างเตียงหินลายมือของเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะสื่อสารถึงความมุ่งมั่น:
[ผมไปหาของกินนะไม่ต้องเป็ห่วง ผมสัญญาว่าจะหาทางทำให้แม่นางจันทร์กลับมาสดใสเหมือนเดิมให้ได้รอก่อนนะ]
เขาจ้องมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าเธอตื่นมาจะเห็นได้ชัดเจนก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วะโแวบออกจากถ้ำมุ่งหน้าไปยังพิกัดที่มีโขดหินใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่... ที่ที่ น้าขามนั่งกุมความลับบางอย่างเอาไว้
น้าขามกำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโขดหิน มือหนึ่งถือขวานเหล็กที่ดูทื่อๆ แต่อันใหญ่ั์อีกมือหนึ่งยังคงต้องคอยดึงรั้งเถาวัลย์ที่เอามาผูกเอวแทนผ้าขาวม้าที่หายไปปากก็พร่ำบ่นถึงความโชคร้ายของตัวเองไม่หยุดหย่อน
"ซวยจริงๆ ... ผ้าผืนนั้นข้าอุตส่าห์ลงอาคมกันยุง กันลม กันฟ้าฝ่าเอาไว้กะว่าจะเอาไว้เช็ดหน้าเช็ดตาเวลาไปหาของป่า... ไอ้เด็กเวรนั่นกินเข้าไปได้ยังไงพลังมหาศาลขนาดนั้นถ้าเป็สัตว์ธรรมดาคงตัวะเิเป็โกโก้ครั้นช์ไปแล้ว..."
"ซู้ดดด!"
เสียงสูดปากดังขึ้นที่ข้างหูน้าขามสะดุ้งสุดตัวจนหูยาวๆ ตั้งชัน "ไอ้เด็กเวร! เ้า มาทำไมอีก?! กางเกงตัวนี้ข้าผูกเงื่อนตายไว้แล้วนะโว้ย!กัดเข้าไปฟันหักนะจะบอกให้!"
จ้อยไม่ได้ถอยหนีเหมือนครั้งก่อนๆเขาจ้องตาน้าขามนิ่ง แววตานั้นไม่มีความกวนประสาทแม้แต่น้อยแต่มันคือแววตาของคนที่พร้อมจะแลกด้วยทุกอย่างที่เขามี เขาตั้งสมาธิส่งกระแสความหมายผ่านเสียง"จี๊ด" และสัญชาตญาณสัตว์ที่สื่อสารถึงกันโดยตรง:
"น้าขาม... เลิกบ่นเื่ผ้าแล้วฟังผมให้ดี"
น้าขามชะงักกึกดวงตาเบิกกว้างเมื่อได้รับกระแสความหมายที่หนักแน่นและชัดเจน "เ้า... เ้าสื่อสารได้รวดเร็วขนาดนี้เชียวรึ?พลังทิพย์จากผ้าขาวม้ามหาจักรวาลของข้ามันไปทะลวงจุดชีพจรสมองของเ้าจนเปิดออกหมดแล้วรึไง?"
"ผมรู้ว่าน้าไม่ใช่แค่คนตัดไม้ธรรมดาและผมก็รู้ว่าน้ามีของดีซ่อนอยู่อีกเยอะ"จ้อยส่งกระแสจิตต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้โต้แย้ง "น้าขาม... ผม้า 'วิชา' ... วิชาที่ทำให้ผมแข็งแกร่งพอจะดูแลแม่นางจันทร์ได้น้าเห็นผมขาวของเธอไหม? เธอต้องสูญเสียอายุขัยไปมหาศาลเพื่อชุบชีวิตสัตว์กระจอกๆอย่างผม น้าจะยอมเห็นเธอตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยอะไรเลยรึไง?!"
คำว่าผมขาวทำให้น้าขามนิ่งเงียบไปทันทีแววตาที่เคยขี้เล่นเปลี่ยนเป็หม่นหมองและจริงจังขึ้นมา "นางทำถึงขนาดนั้นเชียวรึ...ยัยหนูนั่นยังดื้อรั้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ"
น้าขามลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางมองไปที่ขวานเหล็กของเขา "วิชาของพวกเทวดาสูงส่งน่ะ เ้า เรียนไม่ได้หรอกเพราะพวกนั้นต้องใช้รากฐานพลังทิพย์ที่บริสุทธิ์เหนือโลก แต่ร่างของ เ้ามันคือสัตว์เดรัจฉานที่มีิญญาคนบาปจากแดนไกลมาสิงอยู่ พลังมันขัดแย้งกันเกินไปฝึกไปก็มีแต่จะตายเปล่า"
จ้อยไม่ยอมแพ้เขาเดินเข้าไปใกล้ขวานั์นั่น "แล้วไงล่ะ? ถ้าวิชาเทพเรียนไม่ได้น้าก็สอนวิชาที่น้าใช้เอาตัวรอดมาตลอดหลายร้อยปีนี่ไง!วิชาที่ทำให้พวกเบื้องบนต้องเกรงใจจนต้องกักขังน้าไว้บนดวงจันทร์ร้างนี่!"
น้าขามแสยะยิ้มจนเห็นฟันขาว"หึๆ ... วิชาของ 'ผู้ถูกทอดทิ้ง'อย่างนั้นรึ? มันไม่ใช่วิชาที่สวยงามหรอกนะแต่มันคือวิชาที่ต้องแลกมาด้วยความเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็วิชาที่เอาไว้ใช้ทำลายล้างเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น เ้า พร้อมจะกลายเป็อสุรกายในร่างกระรอกเพื่อปกป้องนางหรือเปล่าล่ะ?"
จ้อยเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง"ตราบใดที่ผมยังมีพลังพอจะปกป้องเธอได้จะเป็อสุรกายหรือไอ้เด็กเวรที่ไหนผมก็ยอมทั้งนั้น!"
น้าขามหัวเราะก้องจนฝุ่นดวงจันทร์ฟุ้งกระจาย"ดี! งั้นเริ่มจากการทดสอบแรกที่แสนธรรมดาแต่สาหัสที่สุด... เ้าเห็นยอดโขดหินที่สูงที่สุดตรงโน้นไหม?วิ่งขึ้นไปบนยอดแล้วะโลงมาให้ได้หนึ่งพันครั้ง!โดยห้ามใช้พลังจากผ้าขาวม้าที่เ้าเพิ่งกินเข้าไปเด็ดขาด!ใช้เพียงกล้ามเนื้อและแรงใจที่เ้ามีเท่านั้นถ้าเ้าทำไม่ได้ภายในพระอาทิตย์ตกดินวันนี้... ก็กลับไปนอนรอความตายข้างเตียงนางซะ!"
จ้อยจ้องมองยอดเขาสูงชันที่เต็มไปด้วยโขดหินแหลมคมแต่เพียงพริบตาเดียวเขาก็หันหลังแล้ววิ่งตะบึงออกไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายจะรับไหวทิ้งไว้เพียงฝุ่นสีเงินที่เป็ทางยาว
น้าขามมองตามแผ่นหลังเล็กๆนั่นไปพลางพึมพำกับตัวเอง "เ้าเด็กเวร...ถ้าเ้าผ่านการฝึกพื้นฐานที่ข้าได้รับมาจากนรกนี่ได้์ทั้งชั้นฟ้าจะต้องะเืเพราะกระรอกตัวเดียวอย่างเ้าแน่นอน!"