Legend sovereign poison ตำนานราชันหมื่นพิษ

    บทที่1 เด็กหนุ่มสองคน

    ตามตำนานโบราณที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาจนถูกกล่าวขานเป็นนิทราปรัมปราว่ามีคนๆหนึ่งสามารถรวบรวมผืนอาณาบริเวณกว้างไกลที่มิสามารถประเมินวัดได้ อันประกอบไปด้วยสายธารนับล้าน ขุนเขานับแสนและมหาสมุทรนับหมื่น ทั้งหมดถูกเชื่อมโยงกันเป็นพื้นแผ่นดินเดียวด้วยสองมือของบุรุษที่มีนามว่า หวงตี้ ด้วยเหตุนี้ชื่อของดินแดนที่เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ของมนุษย์จึงถูกเรียกแทนที่ด้วยชื่อของผู้สรรสร้างว่า แดนสวรรค์หวงตี้
    ต่อมา เมื่อมนุษย์ได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและฉลาดล้ำเหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ พวกมันจึงคิดสร้างรกรากถิ่นฐานขึ้นตีกรอบอาณาเขตที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีอารยธรรมที่สูงล้ำว่า พื้นที่ราบภาคกลาง
    ภายในพื้นที่ราบภาคกลางประกอบด้วยสี่อารยธรรมอันแข็งแกร่งและโดดเด่น พวกมันจึงใช้อารยธรรมของตัวเองสร้างเป็นกฎหมู่ขึ้นมาและเรียกแทนตัวเองด้วยคำสั้นๆว่า"เย่ หงหยวน ไป๋และโอหยาง"รายชื่อของทั้งสี่ตระกูลเป็นดั่งใจความ ‘พยัคฆ์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับมังกร’ ด้วยเหตุนี้ทั้งสี่จึงเริ่มก่อสงคราม ขยายอาณาเขตโดยหวังที่จะกลืนกินซึ่งกันและกัน ผลที่ตามมาคือไฟแห่งสงครามที่เผาผลาญทุกอนูในพื้นที่จนยากที่จะหาความสงบสุขได้
    นับตั้งแต่นั้นมา สงครามจึงรุกรามไปทั่วทั้งพื้นที่ราบภาคกลาง ความเจริญรุ่งเรืองที่เคยมีถูกไฟแห่งสงครามแผดเผาไปจนหมดสิ้นความเดือดร้อนเข้าแทรกการใช้ชีวิตของปวงประชา มนุษย์ทั่วไปอดยากล้มตายจากความหิวโหย ผู้บ่มเพาะพลังไขว่คว้าในอำนาจและล้มตายด้วยคมศาสตรา มันเป็นวัฎจักรเช่นนี้อยู่เสมอมา
    ดังนั้นแม้ว่าชื่อของผืนแผ่นดินแห่งนี้ จะถูกเรียกว่าแดนสวรรค์หวงตี้ หากแต่ได้ไปถามประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามแล้วละก็ มันจะกล่าวออกเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับแดนนรก
    .....
    ท่ามกลางฤดูร้อน แสงของตะวันคล้ายกับเตาหลอมโอสถของเทพบนสวรรค์ ทว่ามันก็ยังอบอุ่นกว่าเมื่อเทียบกับไฟสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำด้วยน้ำมือของสี่ตระกูลใหญ่
    เนื่องจากสงครามที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่วทุกหนแห่ง ผลพวงของสงครามที่พวกมันได้รับ บ้างก็บาดเจ็บ บ้างก็ไร้ที่อยู่อาศัยและบ้างก็ล้มตายด้วยเหตุนี้ที่พึ่งในใจของพวกมันคือบุคคลที่มีความรู้ด้านการรักษาและการปรุงโอสถผู้ที่จะช่วยพวกมันให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วย ผู้ที่จะช่วยเหลือพวกมันจากความตายก็คือเหล่าบุคคลที่ถูกเรียกว่าแพทย์
    แม้กระทั่งในหมู่ของผู้ฝึกตนบ่มเพาะลมปราณตั้งแต่ดินแดนมนุษย์ไปยังผู้บรรลุเส้นทางเซียน ต่างให้การยอมรับนับถือผู้ที่มีวิชาแพทย์และบรรลุในเส้นทางแห่งการปรุงโอสถ คนพวกนี้ถูกนับถือยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ที่ไม่เคยเมตตาต่อพวกมันเลย และยิ่งถูกนับถือมากกว่าเทพเซียนที่ไม่เคยแลตาช่วยเหลือสักครั้ง

    ณ ชายแดนทางตะวันตก ดินแดนรอบนอกของพื้นที่ราบภาคกลาง เมื่อหลายวันก่อนพึ่งจะเกิดฝนตกหนัก สายน้ำไหลเข้าท่วมจนชาวบ้านได้รับความเสียหายเดือดร้อนแต่ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องลงมา พื้นดินที่พึ่งจะถูกสายฝนชำระล้าง ถูกเปลวแดดแผดเผาจนกลายเป็นดินที่แตกแห้งไม่สามารถใช้ได้แม้กระทั่งการเพาะปลูก
    เด็กชายสองคนเปลือยเท้าเปล่าวิ่งเหยียบอยู่บนพื้นดินที่ร้อนระอุ ทั้งสองวิ่งเล่นด้วยความเร็วมากกว่าคนธรรมดา
    “น้องเล็ก...ท่านอาจารย์จะกลับมาก่อนตะวันตกดิน หากพวกเรากลับไปไม่ทันจะต้องแย่แน่ๆเลย”
    เด็กหนุ่มสวมใส่ชุดสีขาวคล้ายบัณฑิต อายุประมาณ8ปี ร่างกายสูงใหญ่กว่าเด็กหนุ่มที่วิ่งนำหน้าเล็กน้อย ใบหน้าของเด็กคนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนการุณ แววตาเปี่ยมด้วยเมตตา แต่เพียงไม่นานมันก็ต้องสูดลมหายใจเข้าทางปากด้วยอาการเหนื่อยหอบ ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวมันวิ่งตามเด็กหนุ่มที่เรียกว่าน้องเล็กมามากกว่าหนึ่งร้อยลี้(50กิโลเมตร) คงจะมีเพียงคำตอบเดียวที่บอกได้ว่า ทำไมเด็กหนุ่มที่ดูแล้วมีอายุเพียง8ปีถึงสามารถวิ่งได้มากกว่าร้อยลี้ นั้นก็เพราะว่าทั้งสองคนเป็นผู้ฝึกตนบ่มเพาะพลังลมปราณ
    เมื่อเด็กหนุ่มที่วิ่งอยู่ด้านหน้า ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นมันพลันหยุดเท้าอยู่กับที่พร้อมกับหันกายมองกลับมา ปรากฏให้เห็นใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียง5ปี เด็กหนุ่มผู้นี้สวมใส่เสื้อสีเขียวลักษณะคล้าย*ถังจวง(ชุดคลุมยาวคอจีน) จากนั้นมันยกมือขึ้นและชี้ไปบนฟ้าด้วยรอยยิ้มอันสดใส
    “ศิษย์พี่แสงตะวันแรงขนาดนี้ มันแทบจะเรียกได้ว่าอยู่กลางศีรษะของเราเลย แล้วเหตุใดพวกเรายังต้องกลัวอาจารย์ที่จะกลับมาในตอนตะวันตกดินด้วยละ?” กล่าวจบเด็กหนุ่มปรายตามองไปยังหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกมันกำลังยืน“พวกเราไปที่หมู่บ้านนั้นกันเถอะ”
    “ไปหมู่บ้านนั้น!!?? น้องเล็กพวกเราไม่มีธุระอะไรที่นั้น เหตุใดต้องไปนอกเส้นทางด้วย??” ชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าถามด้วยความสงสัย
    เด็กหนุ่มตัวเล็กยิ้มกว้าง พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยไปยังเปลือกดิน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า“ศิษย์พี่ ดูเศษดินพวกนี้สิ เมื่อไม่กี่วันก่อน พื้นที่บริเวณนี้จะต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติมาอย่างแน่นอน และถ้าเป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ละก็ คนในหมู่บ้านคงหนีไม่พ้นกับโรคร้ายที่มาพร้อมกับสายฝน นั้นก็คือพิษน้ำเรื้อรัง สถานเบาก็แค่เป็นผื่นแดงคัน สถานหนักก็ต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้ง หน้าที่ของพวกเราต้องไปช่วยเหลือพวกเขาไม่ใช่หรือ?”
    เด็กหนุ่มที่มีอายุมากกว่ายิ้มออกเจื่อนๆ จากนั้นมันกล่าวด้วยท่าทีลังเล “มันก็ถูกของเจ้า ตะ..แต่ว่าไม่ได้นะ น้องเล็กเจ้าลืมคำสั่งที่อาจารย์กำชับไว้แล้วหรือ? ห้ามเราแสดงการใช้ลมปราณออกมาให้ใครได้เห็น ตัวเจ้ามีอายุเพียงห้าปีแต่กลับบรรลุถึงจุดสูงสุดของมนุษญ์ ถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้าละก็ จะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน”
    เด็กหนุ่มตัวเล็กส่ายหน้า “ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าสัญญาว่าจะรักษาโดยวิธีจ่ายยาเท่านั้น มิทำการรักษาโดยลมปราณเด็ดขาด นะนะๆศิษย์พี่ ท่านไปกับข้าเถอะ หนึ่งปีจะมีสักครั้งที่อาจารย์ไม่อยู่ โอกาสเช่นนี้พวกเราไม่ได้มีมาบ่อยๆ”
    เด็กหนุ่มที่มีอายุมากกว่าถอนหายใจออกยาว “ฉางกง เจ้าทำให้ข้ามีอายุแก่ขึ้นอีกปีแล้วนะ” ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ยังคงพยักหน้าตอบตกลงด้วยความเอนดู“ข้ารู้ว่าพี่อี้หวินรักข้าที่สุด มีหรือที่ท่านจะไม่ตามใจข้า” ฉางกงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมหันกายและก้าวเดินนำหน้าไปด้วยความตื่นเต้น
    นี้เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยสองคนจะได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ในการรักษาคนจริงๆ อาจพูดได้ว่าทั้งสองเป็นเด็กหนุ่มที่ร้อนวิชาน่าจะดูเข้าทีมากกว่าความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ
    ทั้งสองคนเดินผ่านอากาศที่ร้อนระอุและพื้นดินที่แห้งกังด้วยไอแดดเข้าไปยังหมู่บ้าน สิ่งแรกที่พวกมันสังเกตเห็น คือผู้คนส่วนใหญ่แม้จะใช้ชีวิตตามปกติแต่มากกว่า8ใน10ส่วนล้วนแล้วแต่ใช้ผ้าสะอาดพันไปยังข้อเท้า และมี2ใน10ส่วนที่นอนแผ่หลาไปกับแคร่ไม้ไผ่ด้วยสีหน้าเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าเท้าทั้งสองข้างของคนเหล่านี้บวมโตไปกว่าปกติ
    “น้องเล็ก เป็นอย่างที่เจ้าคิดจริงๆพวกเขากำลังถูกพิษเรื้อรังของน้ำขังเล่นงาน” อี้หวินกล่าวกระซิบกับศิษย์น้อง
    “มาเถอะศิษย์พี่ พวกเรามาช่วยเหลือพวกเขากัน ที่เราร่ำเรียนวิชาการแพทย์มาจากอาจารย์ก็เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้ายไม่ใช่หรือ?” ฉางกงกล่าวด้วยรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์