"ผลออกมาแล้ว เป็เนื้องอกธรรมดานะคะ"
หมอถึงกับหัวเราะออกมาขณะพูด เมื่อเห็นทั้งสามคนเปลี่ยนสีหน้า จากที่ขมวดคิ้วนั่งหน้าหมองกลายเป็ยิ้มกันหน้าบาน หน้าฝาดไปด้วยสีเืขึ้นทันตา
"อ้าว ยิ้ม ๆ อยู่ทำไมเด็กน้อยคนนี้กลับร้องไห้ขึ้นมาเสียแล้ว" หมอเอ่ยเจือเสียงขำ ที่จู่ ๆ อนงค์กานต์กลับเปลี่ยนเป็น้ำตาไหลออกมา ยิ่งได้ยินเสียงคุณหมอถามก็ยิ่งเจือเสียงสะอื้นหนักขึ้นไปอีก
"อึก… ฮือ… ฮือ..หนูดีใจ แม่ไม่เป็อะไร" อนงค์ที่นั่งยิ้มกว้างอยู่ด้านข้างสวมกอดบุตรสาว พลางลูบหลังปลอบขวัญเบา ๆ
"ขอโทษด้วยนะครับคุณหมอ จู่ ๆ ก็ได้เห็นน้ำตาเด็กแต่เช้าเลย" แต่ถ้าเขาอายุเท่ากับลูกสาว กานต์ก็อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ เหมือนกัน มันเป็ความรู้สึกโล่งใจอย่างสุดประมาณ หลังจากที่เหมือนกับนั่งอยู่ในห้องมืดที่เย็นะเื หาทางออกไม่ได้มาเป็สัปดาห์ ในที่สุดก็มีคนมาเปิดประตูให้พร้อมกับแสงสว่างที่สาดเข้ามาโอบล้อมร่างกายของเขาให้อบอุ่น มันเป็ความรู้สึกที่ดีมากในตอนนี้
"ขอโทษอะไรกันคะ หมอชอบมาก น้ำตาแห่งความสุขแบบนี้ เป็น้ำตาที่สร้างพลังบวกให้กับหมอได้ทั้งวันอย่างแน่นอน คงกังวลมาตลอดใช่มั้ยลูก ไม่เป็ไรแล้วนะ ต่อไปแม่หนูจะยิ่งแข็งแรงขึ้นไปแน่นอน"
"ขอบคุณค่ะ คุณหมอ" อนงค์กานต์พยักหน้าและยิ้มตอบรับคุณหมอด้วยความยินดี
เธอขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณที่ให้โอกาสครอบครัวเธอ….. ขอบคุณที่ยังทันเวลา
"แต่หมออยากให้รีบผ่าออกให้เร็วที่สุดนะคะ ถึงจะเป็เนื้องอก แต่มีสิทธิ์กลายเป็เนื้อร้ายในอนาคต" คุณหมอหันมาให้ข้อมูลกับสองสามีภรรยา "ถ้าเป็ไปได้และร่างกายคุณอนงค์พร้อม หมอก็อยากให้ผ่าภายในอาทิตย์นี้ เซลล์เนื้องอกโตไวค่ะ ยิ่งนานไปจะยิ่งอันตรายมากขึ้น"
อนงค์ตอบรับด้วยความยินดี ขอแค่รักษาให้หาย ต่อให้หนักกว่าผ่าตัดเธอก็ยินดีทำ หลังจากได้ใบส่งตัวจากหมอแล้ว อนงค์ก็เข้าตรวจความพร้อมของสภาพร่างกาย ซึ่งผลออกมาดี สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้เลย จึงได้เดินเื่ส่งตัวเข้าพักในโรงพยาบาลเพื่อเตรียมตัวผ่า่บ่ายของวันรุ่งขึ้น
กานต์ขึ้นรถโดยสารกลับบ้านตามลำพังเพื่อไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวสำหรับนอนที่โรงพยาบาล ตอนแรกอนงค์อยากให้ทั้งสองพ่อลูกกลับไปนอนที่บ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาหาเธอในตอนเช้าก่อนผ่า จะได้ไม่เหนื่อยกัน เนื่องจากเธอพักในห้องรวม ไม่มีที่นอนสำหรับญาติ แต่ทั้งสองคนปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยืนยันที่จะอยู่ด้วยั้แ่วันนี้ อนงค์จึงได้แต่ตามใจ และให้กานต์นำมุ้งมาจากบ้านด้วย ป้องกันยุงกัดตอนสองพ่อลูกนอนในศาลาพักญาติ
ในที่สุดการผ่าตัดของอนงค์ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังจากตรวจเช็คจนมั่นใจว่าไม่หลงเหลือเนื้องอกแล้ว และแผลผ่าก็เรียบร้อยไม่มีอาการอักเสบ หมอก็ให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านหลังจากผ่าได้สามวัน และนัดตัดไหมในอีกสิบวันข้างหน้า
"่พักฟื้น พยายามเดินออกกำลังกายเบา ๆ นะคะ เพื่อไม่ให้เกิดพังผืดตรงแผลที่ผ่า แต่อย่าหักโหมมากหรือขยับร่างกายหนักมากเกินไป จะกลายเป็แผลปริและอักเสบแทน" หมอกำชับก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน
…. ขายอะไรดี?....
หลังจากหมดกังวลเื่แม่แล้ว อนงค์กานต์ก็เริ่มหันมาหมกมุ่นเื่การหาของมาขาย เธออยากมีเงินอยู่ในมือสักก้อนโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าของพ่อแม่ ทำไมเธออยากมีเงินมากขนาดนั้นน่ะเหรอ?
แน่นอนเธอมีเป้าหมายอยากให้ครอบครัวเธอถือเงินล้านให้ได้ภายในสิ้นปีนี้! แต่เธอไม่ได้หวังว่าจะได้เงินล้านมาจากการขายของในตลาดหรอกนะ เพียงแต่ตลาดเป็จุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยให้เธอมีเงินก้อนแรกสำหรับใช้เป็ทุนเพื่อให้ได้เงินล้านในอนาคต
ชาติที่แล้ว เธอทำงานเอกสารที่สถาบันการเงินและการลงทุนมายี่สิบกว่าปี ข้อมูลที่เธอจดจำได้อย่างแจ่มแจ้งแบบไม่ต้องเสียเวลานึก นั่นคือประวัติการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งได้ระบุข้อมูลสำคัญทั้งดีที่สุดและร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีในตลาดหุ้น และเธอก็เป็คนบันทึกข้อมูลเหล่านี้เองทั้งหมดเพื่อทำเป็เอกสารแจก เธอจึงจำได้ค่อนข้างแม่นยำโดยเฉพาะประวัติหุ้นใดดี หุ้นใดเสีย หุ้นใดโดนลากและหุ้นใดโดนปั่นจนราคาสูงลิบ
ตอนนี้เป็ปี พ.ศ. 2529 ตลาดหุ้นยังไม่ค่อยมีข้อกำหนดที่เข้มงวดนักในการซื้อขาย จึงมีการปั่นหุ้น ลากหุ้นกันอย่างเอิกเกริก เกิดเศรษฐีใหม่จากการซื้อขายหุ้นประเภทนี้เป็จำนวนมาก และตอนนี้ อนงค์กานต์มีชื่อหุ้นอยู่ในมือสิบกว่าตัว ซึ่งในปี พ.ศ.2529 จะมีหุ้นอยู่ห้าตัวที่โดนจ้าวลากราคาขึ้นจนสูงลิบเป็ประวัติการณ์ จนมีการกล่าวถึงและบันทึกลงในเอกสารอย่างแพร่หลายในยุคหลัง
และอนงค์กานต์ก็ไม่อยากตกรถขบวนสำคัญที่วิ่งไปถึงเงินล้านทั้งห้าขบวนนี้ ไม่ว่าอย่างไร เธอก็จะขอเป็เห็บฉลามเกาะไปด้วยให้ได้ แต่การที่จะเข้าร่วมขบวนได้ เธอจำเป็ต้องมีเงินอยู่ในมือก่อน จะไปพูดกับพ่อโต้ง ๆ เลยคงจะเป็ไปไม่ได้ ทางที่แน่นอนสุดตอนนี้คือหาเงินเอง และ่นี้ก็เป็่ปิดเทอมใหญ่ เธอมีเวลาสองเดือนกว่าที่จะหาเงินได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และทันกับหุ้นสองตัวแรกที่จะโดนปั่นราคาพอดี ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2529