รถยนต์หรูราคาแพงลิบ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านของตระกูลรัชชาภักดิ์อธิปรีบลงจากรถเพื่อเปิดประตูให้กับมินตรา มินตราขอบคุณเขาที่เปิดประตูให้เธอระหว่างทางที่ขับรถมามินตรานั่งเงียบกริบเพราะได้รู้จากปากเมขลา ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริงเมขลายังย้ำผู้เป็นน้องสาวอีกด้วยว่าลองเปิดใจให้โอกาสอธิปดูบ้างมินตราจึงหน้าเจื่อนนั่งเงียบกริบมาตลอดทางอธิปอาสาไปส่งคู่หมั้นคนใหม่ที่บ้านของเธอสองหนุ่มสาวเดินเข้าไปที่เรือนไทยด้านหลังตึกใหญ่โดยมีสายตาคู่หนึ่งมองตามไปด้วยความริษยา
“มารยาสาไถย ดัดจริตทั้งพี่ทั้งน้อง!” น้ำเสียงกร้าวด้วยความไม่พอใจเรืองรินที่ยืนอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ข้างรั้วบ้านเมื่อเห็นรถอธิปเข้ามาจอดเธอนึกดีใจคิดว่าอธิปจะมาหาเธอแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเขาเดินไปเปิดประตูให้มินตราเมื่ออธิปมาส่งมินตรา จนถึงหน้าเรือนไทยโบราณขนาดใหญ่อันเป็นบ้านของเธอและเมขลา ชายหนุ่มก็พูดขึ้น
“ขอบคุณที่รับหมั้นผม” เขาอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ที่มีอาการประหม่าทุกครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวมินตราชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้สึกวาบในใจแล้วอยู่ๆแก้มก็ร้อนฉ่าขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล อธิปเห็นท่าทางของมินตราก็ยิ่งได้ใจ รีบพูด
“พรุ่งนี้ผมมารับที่บ้านนะครับ ไปทำงานพร้อมกัน” อธิปรุก มินตราพยักหน้า ไม่ปฏิเสธชายหนุ่ม
“ค่ะ” น้ำเสียงเบาอธิปยิ้มก่อนจะจับมือของมินตราขึ้นมา ฝากดูแลแหวนผมด้วยนะครับ
“ค่ะ” ตอนนี้มินตราเขินอายอย่างที่สุด
“เอ่อ.. ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขึ้นบ้านก่อนนะคะพี่เมย์กำชับไว้ว่าให้ดูแลบ้านดีๆ ระหว่างที่พี่เมย์ไม่อยู่” เมื่อมินตราพูดมาถึงตรงนี้ อธิปก็นึกขึ้นได้
“นี่คุณมินอยู่คนเดียวเหรอครับ?” ชายหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงมินตราขึ้นมาแปลกๆ
“เปล่าค่ะ เดี๋ยวพี่ส้มเช้งมาอยู่เป็นเพื่อน” เมื่อได้ยินคำตอบอธิปก็ใจชื้นขึ้นเพราะเขานึกเป็นห่วงมินตราอย่างไรไม่รู้ที่เธอต้องอยู่คนเดียวเหมือนกับว่าครั้งหนึ่งเขาเคยปล่อยให้เธออยู่คนเดียวและหล่อนได้รับอันตราย!แต่อธิปก็แปลกใจว่าทำไมความรู้สึกแบบนี้จึงผุดขึ้นมาในใจหรือเป็นเพราะว่าเขาเคยเห็นความเกรี้ยวกราดของเรืองรินที่จะลงมือทำร้ายเมขลามาแล้วก็ไม่อาจรู้ได้
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมารับ” อธิปล่ำลามินตราก่อนจะเดินออกไป แต่ก็ยังไม่คลายกังวล จึงเดินออกมาด้วยสีหน้าครุ่นคิดมินตราเห็นอธิปเดินลับสายตาไปไกลแล้วจึงเตรียมตัวเดินขึ้นเรือน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงหนึ่งแทรกขึ้นด้วยความเกลียดชังและพร้อมจะเอาเรื่องเต็มที่
“ง่ายจริงๆคู่หมั้นของพี่สาวแต่ตัวเองกลับควงร่อนไปนู่นไปนี่เป็นว่าเล่น” เรืองรินเดินปรี่เข้ามาเผชิญหน้ามินตราตรงบันไดทางขึ้นโดยมีแวววาวที่มีสีหน้าหวาดระแวงไม่น้อยเดินตามนายตัวเองมาติดๆ
เรืองรินรู้จากแวววาวว่าอธิปมารับมินตราตอนเช้า และมาส่งตอนเย็นและยังรู้อีกด้วยว่าวันนี้เมขลาไม่อยู่บ้าน ซึ่งเธอไม่ชอบขี้หน้าสองพี่น้องเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่ว่าเรืองรินไม่เคยทำอะไรได้เลยเพราะมีเมขลาอยู่ปกป้องน้องสาว ลึกๆเรืองรินเองก็รู้สึกเกรงในตัวเมขลาไม่น้อยแต่เมื่อรู้แล้วว่าวันนี้มีมินตราอยู่คนเดียวและยังมาควงคนที่เธอหมายตามาถึงหน้าบ้านแบบนี้ เรืองรินจึงไม่อยู่เฉย รีบฉุดแวววาวมาหาเรื่องมินตราทันทีอันที่จริงแวววาวอิดออดที่จะไม่มาด้วยเพราะยังเข็ดกับเมื่อครั้งที่โดนผีหลอกตอนไปแอบดูเมขลาไม่หายแต่เมื่อเรืองรินบังคับจึงต้องตามมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่
ทางด้านมินตราเมื่อได้ยินเรืองรินพูดแบบนั้นก็ทำให้รู้ว่าเจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องที่เมขลาถอนหมั้นอธิปแล้วเปลี่ยนให้เธอมาเป็นคู่หมั้นแทน
“ไม่ต่างกันเลยนะ ทั้งแก ทั้งนังพี่สาวช่างเหมือนแม่ของพวกแกไม่มีผิด” เรืองรินตั้งใจยั่วยุมินตราอย่างเห็นได้ชัดมินตราโมโหจึงสวนขึ้นบ้าง หมดความเกรงใจอีกต่อไป
“คำนี้เธอควรจะเอาไปพูดกับแม่ของเธอนะเรืองรินเพราะคนที่มาทีหลังคือแม่ของเธอ” เมื่อโดนมินตราสวนกลับเรืองรินก็ไม่พอใจ กระชากแขนอีกฝ่ายลงมาจากบันไดอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถลาล้มลงไปกองกับพื้น ยังดีที่มินตรายืนอยู่บนบันไดเพียงไม่กี่ขั้นหากยืนสูงกว่านี้มีหวังคงเจ็บหนักแน่ความรู้สึกแรกของมินตราคือเจ็บที่มือมากเพราะเธอใช้มือเท้าไปที่พื้นดินเพื่อค้ำยันทรงตัวเอาไว้ความเจ็บยังไม่เท่ากับความรู้สึกโกรธที่พุ่งขึ้นมา เรืองรินยิ้มสะใจมินตราตาลายเห็นเรืองรินในชุดไทยโบราณ นุ่งโจงกระเบนสีเขียวแก่ ห่มสไบสีฟ้าผมทรงกระทุ่ม เธอพยายามขยี้ตา รู้สึกงงว่าทำไมเห็นเรืองรินแต่งตัวแบบนั้นไปได้
ทางด้านผีบุญอิ่มที่เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดรีบหายตัววับไปตามอธิปทันทีทางอธิปเองก็ยังไม่ได้กลับบ้านทำเป็นเข้าไปทักทายคุณรัศมี ในใจยังพะวงเป็นห่วงมินตราไม่รู้เพราะอะไรเช่นกันผีบุญอิ่มยืนอยู่ใกล้ๆ อธิปบอกให้เร่งไปดูมินตราที่กำลังถูกเรืองรินหาเรื่องอยู่แต่อธิปก็ไม่ได้ยิน ผีบุญอิ่มยืนหันซ้ายแลขวาจนกระทั่งไปเจอส้มเช้งอยู่ด้านหน้าตึกส้มเช้งกำลังจะไปหามินตราที่เรือนไทยหลังตึกอยู่พอดี บุญอิ่มคิดได้จึงหายตัวแว้บพลันสายตาส้มเช้งก็เปลี่ยนไป แข็งกร้าวขึ้นไม่มีแววแห่งความมีชีวิตอยู่เลยส้มเช้งเดินเข้าไปหาอธิป ก่อนจะพูดสียงแข็งทื่อ
“เร่งไปหาคุณลำเภาเถิดเจ้าค่ะ” อธิปงง
“ลำเภา? ใครเหรอครับ?” อธิปหันไปถามส้มเช้งบุญอิ่มที่อยู่ในร่างของส้มเช้งนึกขึ้นได้ จึงรีบพูดใหม่
“คุณมินตราน่ะเจ้าค่ะ” เมื่อพูดชื่อนี้อธิปก็รีบดีดตัวลุกขึ้นทันที
“เธอกำลังแย่!” ประโยคหลังผีบุญอิ่มไม่ทันจะพูดจบ อธิปไม่รอฟังต่อเขารีบเดินกึ่งวิ่งออกไปจากตึกทันทีทางด้านคุณรัศมีรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับเรืองรินลูกสาวของเธออีกแน่แล้วก็ไม่รอช้ารีบตามอธิปไปเช่นกัน
ขณะเดียวกันทางด้านเรืองรินเมื่อเห็นว่ามินตราล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่ตรงตีนบันไดก็เดินรุกคืบเข้าหาคู่กรณีทันที
“แกรู้อะไรไหม? ตั้งแต่พวกแกขนกันมาอยู่ในบ้านของฉัน ฉันก็ไม่เคยมีความสุขเลยสักวันเดียว”มินตรายันตัวเองให้ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเรืองรินเมื่อกำลังจะลุกขึ้นเรืองรินก็ใช้มือผลักมินตราล้มลงไปอีกเป็นการประกาศความเป็นศัตรูซึ่งๆ หน้า แวววาวตามติดเจ้านายไม่ห่าง
“ฉันอยากสั่งสอนพวกแกนานแล้ว ตั้งแต่ที่พวกแกมาแย่งทรัพย์สมบัติแย่งพี่ธิป แย่งคุณพ่อไปจากฉัน” เรืองรินพรั่งพรูในสิ่งที่อัดอั้นมานานอีกทั้งเธอยังรู้ว่าเมขลาไม่อยู่บ้าน จึงได้กล้าทำการอุกอาจขนาดนี้มินตราพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแม้จะเจ็บมือและแขนมากก็ตาม ก่อนจะเถียงอีกฝ่าย
“เรืองรินเธออย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้แย่ง และพี่เมย์ก็ไม่ได้แย่งมันเป็นสิทธิ์ของพวกฉันทั้งนั้น” มินตราขึ้นเสียงแต่ไม่ดังเท่าเสียงของเรืองรินที่แผดกลับมา
“สิทธิ์ของพวกแกมันหมดไปตั้งแต่ แม่แกถูกไสหัวออกไปจากบ้านฉันนู่นแล้ว”ความที่ไม่ชอบหน้าสองพี่น้องเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่ความไม่ชอบหน้ามินตราก็ยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก นั่นเพราะพักนี้อธิปคนที่เธอแอบรัก ดันไปไหนมาไหนกับมินตราและให้ความสำคัญกับมินตรามากกว่าเธอที่สำคัญวันนี้อธิปยังมาส่งมินตราถึงบ้านอีกต่างหากความโมโหเกรี้ยวกราดจึงถาโถมมินตราเลือดขึ้นหน้าไม่ยอมเช่นกัน
“ก็ถ้าแม่เธอไม่มาแย่งพ่อฉันไปจากแม่ของฉัน พวกเราก็จะมีสิทธิ์เต็มที่แล้วเธอกับแม่นั่นแหละที่ไม่มีสิทธิ์อะไรแม้แต่น้อยในที่แห่งนี้” ด้วยโทสะมินตราจึงพูดขึ้นอย่างไม่แยแสว่าเรืองรินจะโมโหกับคำพูดเธอเพียงใดและไม่ทันจะได้พูดอะไร
“เพี้ยะ!!” เรืองรินก็ตบฉาดไปที่ใบหน้าของมินตราเต็มแรงแต่ก็ทันที่เสียงจากด้านหลังดังประสานกันขึ้นมา
“คุณมิน” เสียงของอธิป
“ยัยริน หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของคุณรัศมี
อธิปรีบเข้าไปประคองมินตราด้วยความเป็นห่วงเขามองดูรอยช้ำที่แก้มและมุมปากของหญิงสาวก่อนจะจับมือขึ้นมาดูพบว่ามีรอยถลอกเต็มมือไปหมดอธิปหันมามองเรืองรินด้วยสายตาขุ่นขวาง เรืองรินสะดุ้งรีบหาข้อแก้ตัวทันที
“เอ่อ... เรามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยค่ะพี่ธิป” พูดเพื่อหาทางเอาตัวรอด
“แต่ว่า... เคลียร์กันได้แล้ว”ถึงพูดอย่างนั้น แต่น้ำเสียงของคนแก้ตัวก็สั่นตะกุกตะกัก
“เคลียร์กันด้วยการตบหน้า ด้วยการใช้ความรุนแรงน่ะเหรอเรืองริน?”อธิปถามขึ้นเอาเรื่องไม่ไว้หน้าใคร
“ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย?” เพราะเขาเห็นคาตาว่าเรืองรินทำร้ายมินตราจึงไม่เชื่อถือในคำพูดของเรืองริน
“แต่นังมินมันทำรินก่อนนะคะ” มินตราอึ้งไปกับการเอาตัวรอดของเรืองริน
“เรืองรินหยุด แล้วขอโทษมินตราซะ” เสียงดุดันของคุณรัศมีแทรกขึ้นทันทีเพราะถ้าไม่จบอาจจะเกิดเรื่องได้
“คุณแม่คะ” เรืองรินกำลังจะหันมาค้านแต่พอสบตากับผู้เป็นแม่ก็ต้องชะงักไปเพราะคุณรัศมีส่งสายตาดุกร้าวมาทางเรืองรินอย่างชัดเจน เรืองรินจึงหันไปทางมินตราก่อนจะพูดห้วนๆ
“ไม่..” มินตราทำหน้าเอือมระอาต่อให้ขอโทษก็คงไม่ได้ออกมาจากใจเมื่อเห็นว่าเรืองรินไม่ยอมทำตามที่คุณรัศมีสั่งอธิปจึงทำเป็นไม่สนใจหันมาพูดกับมินตรา
“ไปคุณมิน เดี๋ยวผมพาขึ้นเรือน” อธิปพูดกับมินตราอ่อนโยนต่างกับน้ำเสียงที่พูดกับเรืองรินลิบลับเรืองรินเห็นดังนั้นก็ขุ่นเคืองคิดพาลอีก
“ทำไมต้องดูแลประคบประหงมกันขนาดนี้คะพี่ธิป ขาก็มีเดินไม่เห็นจะเจ็บสักเท่าไหร่ เห็นผู้ชายถึงกับเดินไม่ได้เลยเหรอ” เรืองรินแผดเสียงเหมือนเด็กเอาแต่ใจคุณรัศมีเองก็แอบหมั่นไส้มินตราไม่น้อยที่ทำเป็นสนิมสร้อยอ่อยผู้ชาย จึงไม่ได้ห้ามลูกสาว
“ทีกับคู่หมั้นพี่สาวของมันพี่ธิปยังไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย” เรืองรินไม่ยอมหยุดอธิปได้ยินดังนั้นก็หันมามองทางเรืองรินก่อนยิ้มอ่อนออกมาซึ่งอาการแบบนี้เขาไม่เคยแสดงกับใครเลยยกเว้นในวันนี้กับเรืองริน!