องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 กำหนดระดับชั้น

            ทั้งสามมาถึงริมน้ำท่ามกลางระลอกคลื่นสีเขียวมรกตเรือลำน้อยของจางเจิ้นอันยังคงจอดสงบนิ่งอยู่ริมฝั่งอันซิ่วเอ๋อร์เห็นเรือก็เข้าใจว่าจางเจิ้นอันยังไม่ได้ไปไกลจึงลองส่งเสียงเรียกเขาสองครั้ง แต่ไร้เสียงตอบรับ เมื่อแน่ใจว่าเขาจากไปแล้วจริงๆนางจึงก้าวขึ้นเรือทำหน้าที่เป็นนายท้ายเอง

            "ท่านพี่คงตั้งใจทิ้งเรือไว้ให้พวกเราสินะ"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางพายเรือ "เขาเดินเท้าไปเองไม่รู้ต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะถึงตัวเมือง"

            "เฮ้อ..." อันเถี่ยมู่ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี ได้แต่ก้าวขึ้นไปที่หัวเรือสลับหน้าที่กับอันซิ่วเอ๋อร์เป็นนายท้ายแทนปล่อยให้นางเข้าไปในห้องโดยสารเพื่อดูแลเหล่าจิ้งหรีดที่เริ่มส่งเสียงร้อนรน

            อันซิ่วเอ๋อร์ถือใบหญ้าเส้นหนึ่ง ค่อยๆลูบไล้บนตัวจิ้งหรีดแต่ละตัวอย่างแผ่วเบา อันหรงเหอที่อยู่ข้างๆก็เบิกตากว้างมองดูด้วยความสนใจใคร่รู้

            ไม่มีเด็กชายคนใดต้านทานเสน่ห์ของการเลี้ยงจิ้งหรีดได้แม้แต่อันหรงเหอก็เช่นกัน เขารู้สึกว่าท่านอาทั้งสองของตนช่างเก่งกาจอย่างแท้จริงสามารถจับจิ้งหรีดได้มากมายถึงเพียงนี้ เมื่อมองดูจิ้งหรีดเหล่านี้เขาก็รู้สึกราวกับตนเองครอบครองขุมทรัพย์มหาศาล

            เด็กน้อยไม่สนใจผลลัพธ์นักเมื่อเขาถือใบหญ้าลูบไล้ศีรษะของจิ้งหรีดอย่างเบามือเขาก็ได้สร้างสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพวกมันแล้ว

            "พี่ใหญ่พวกเราต้องชนะให้ได้นะรู้ไหม? พี่รอง อย่าขี้ขลาดตาขาวเชียวคราวนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วนะ" เขาถือใบหญ้าเส้นหนึ่งเลียนแบบท่าทีของอันซิ่วเอ๋อร์คอยปลอบจิ้งหรีดที่ดูร้อนรนอยู่ข้างๆพลางพร่ำพูดคุยกับมันไม่หยุด ราวกับมารดาผู้เปี่ยมความอดทนที่คอยให้กำลังใจอย่างไม่รู้เบื่อ

            อันซิ่วเอ๋อร์ฟังเขาพร่ำบ่นมาตลอดทางอารมณ์ของนางก็พลันดีขึ้นอย่างน่าประหลาด เมื่อเห็นอันหรงเหอมีสีหน้าเบิกบานนางจึงถามเขาด้วยความสนใจว่า "เจ้าตั้งชื่อให้พวกมันแล้วหรือ?"

            "ยังไม่ได้ตั้งขอรับข้าแค่ตั้งชื่อเล่นให้พวกมัน เรียกง่ายๆ น่ะขอรับ" อันหรงเหอยิ้มเขินอายเล็กน้อยชี้ไปยังจิ้งหรีดในกรงไม้ไผ่หลายกรงแล้วกล่าวว่า "นั่นพี่ใหญ่ นี่พี่รอง และนั่นพี่สาม"

            "เจ้าจำพวกมันได้หมดเลยหรือ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถาม "เจ้าไม่สับสนระหว่างพี่สามกับพี่สี่หรอกหรือ?"เพราะแม้แต่ตัวนางเอง นอกจากสองตัวที่คุณภาพยอดเยี่ยมแล้วจิ้งหรีดตัวอื่นๆ ก็แทบจะแยกไม่ออกเลย

            "จำได้แน่นอนขอรับพวกมันไม่เหมือนกัน" อันหรงเหอชี้ไปที่จิ้งหรีดเหล่านั้นพลางอธิบายให้อันซิ่วเอ๋อร์ฟัง"ดูสิขอรับ ฟันหน้าของตัวนี้ไม่เหมือนกัน ตัวนี้มีจุดเล็กๆอยู่บนหลัง" เขาเป็นคนความจำดีชี้ไปยังพี่สามพี่สี่แล้วก็เล่าลักษณะออกมา แม้จะเป็นคำพูดของเด็กน้อยแต่ก็ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์ตกตะลึงเป็นอย่างมาก

            นางไม่คาดคิดว่าเขาจะช่างสังเกตถึงเพียงนี้ราวกับเป็นอัจฉริยะด้านการเลี้ยงจิ้งหรีดโดยธรรมชาติ แต่เขาเป็นนักเรียนครอบครัวย่อมไม่อนุญาตให้เขาเดินบนเส้นทางนี้ เมื่อความเสียดายเพิ่งผุดขึ้นในใจอันซิ่วเอ๋อร์ก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ เมื่อเทียบกับการเลี้ยงจิ้งหรีดแล้วการศึกษาเล่าเรียนย่อมสำคัญกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

            "ข้าตั้งชื่อให้พวกมันตามความแข็งแกร่งโดยประมาณไม่รู้ว่าข้าทายถูกหรือไม่ อย่างไรก็ตามเดี๋ยวพอไปถึงในเมืองก็พิสูจน์ได้แล้วขอรับ" อันหรงเหอกล่าวต่อ

            "ใช่แล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า แตะผมของเขาเบาๆ แล้วกล่าวว่า "อย่างไรเสีย อาก็เชื่อในการตัดสินของเจ้า"

            "ท่านอาใจดีที่สุดท่านอารองชอบว่าข้าทำเรื่องไร้สาระ" เมื่อได้รับการยอมรับดวงตาของอันหรงเหอก็ยิ่งเป็นประกาย

            อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า"ท่านอารองของเจ้าน่ะเป็นพวกบ้าพลัง เอาแต่ทำงานเจ้าอย่าไปใส่ใจเขาเลย"

            อันหรงเหอยังไม่ทันได้ตอบอันเถี่ยมู่ก็ส่งเสียงมาจากหัวเรือ "น้องหญิงพูดจาไม่เข้าท่าเลยนะ หรือว่าในสายตาเจ้า พี่รองคนนี้เป็นแค่พวกบ้าพลังจริงๆ?"

            "ท่านพี่รองอย่าโกรธสิเจ้าคะข้าแค่ล้อเด็กเล่นเท่านั้น ท่านจะเป็นพวกบ้าพลังได้อย่างไรท่านคือราชันจิ้งหรีดโดยธรรมชาติ นักล่าแห่งพงหญ้าต่างหาก" อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงหัวเราะเย้าอันเถี่ยมู่

            อันเถี่ยมู่ก็ไม่โกรธ ได้แต่หัวเราะหึๆเขาทำอะไรน้องสาวตนเองไม่ได้เลยสักอย่าง แต่กับอันหรงเหอ เขาไม่กล้าส่งเสียงดัง

            บิดาของเขาไม่อยู่บ้านอันเถี่ยมู่ในใจของเขาก็เปรียบเสมือนบิดา เขาจึงทั้งเกรงกลัวและเคารพมาโดยตลอดอันซิ่วเอ๋อร์หยอกล้ออันเถี่ยมู่ได้ แต่ตนเองทำไม่ได้

            อย่างไรก็ตาม อันซิ่วเอ๋อร์รู้จักประมาณตนไม่ได้นำอันเถี่ยมู่มาล้อเลียนต่อ เพียงพูดคุยกับเขาเล็กน้อยเพื่อฆ่าเวลาแล้วนางก็เงียบเสียงลง ในห้องโดยสารเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงร้องของจิ้งหรีดอันซิ่วเอ๋อร์โผล่ศีรษะออกจากห้องโดยสาร มองออกไปด้วยหวังว่าจะได้เห็นเงาร่างของจางเจิ้นอันเขาเดินเท้า นางนั่งเรือ บางทีอาจได้พบกันระหว่างทางก็เป็นได้

            แต่ตลอดทางนางก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาในใจผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่ช้า นางก็กลับมามีกำลังใจดังเดิม ท้ายที่สุดวันนี้นางเข้าเมืองมาด้วยจุดประสงค์อื่น

            เรือจอดเทียบท่า ทั้งสามขึ้นฝั่งเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในเมือง วันนี้ไม่ใช่วันตลาดผู้คนจึงไม่พลุกพล่านนัก ทว่าเมื่อมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมกลับพบว่ามีรถม้าจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูแล้วหลายคัน

            "ฝูหม่านโหลว" อันหรงเหอแหงนหน้าขึ้น อ่านตัวอักษรบนป้ายทีละตัวแล้วหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ที่อยู่ข้างกาย

            โรงเตี๊ยมหรูหราเช่นนี้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยย่างกรายเข้ามาก่อนยามนี้นางยืนอยู่ด้านนอกก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้ อันเถี่ยมู่ก็เช่นกันเขาเป็นเพียงชาวนาธรรมดา จะมีปัญญามาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมได้อย่างไร?วันธรรมดา แม้จะหิวเพียงใด ก็ทำได้เพียงเดินผ่านหน้าประตูสูดกลิ่นหอม แล้วไปซื้อหมั่นโถวกินประทังหิวในร้านที่ไม่ไกลนัก

            "ไม่น่าผิดแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวกับอันเถี่ยมู่ "ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงร้องของจิ้งหรีดแว่วมาจากข้างใน"

            "เช่นนั้นก็ไม่ผิดแล้ว" อันเถี่ยมู่พยักหน้า ปลุกปลอบใจตัวเอง กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น พวกเราเข้าไปกันเถอะ"

            อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าทั้งสามเดินเข้าไปด้วยกัน ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเสี่ยวเอ้อร์ที่ดูกระตือรือร้นผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับเมื่อเห็นกรงในมือของทั้งสอง เขาก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า"ท่านทั้งสองมาเข้าร่วมการแข่งขันกัดจิ้งหรีดใช่หรือไม่ขอรับ?"

            "ใช่แล้ว" อันเถี่ยมู่ตอบรับ

            "เชิญตามข้ามาขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์กล่าว แล้วนำทั้งสองขึ้นไปยังชั้นบน

            การตกแต่งของโรงเตี๊ยมแห่งนี้นับว่าดีมากจริงๆโคมไฟแปดเหลี่ยมสีแดงสด บนผิวโคมวาดลวดลายทิวทัศน์ต่างๆโต๊ะและเก้าอี้ด้านในทาสีแดงชาดทั้งหมด เครื่องเรือนสีแดงเช่นนี้หากมีเพียงชุดเดียว ในชนบทก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่ฐานะดีที่สุดแล้วแต่โรงเตี๊ยมแห่งนี้กลับมีแต่เครื่องเรือนเช่นนี้ทั้งสิ้น

            อันซิ่วเอ๋อร์ลอบเก็บสายตาอย่างเงียบๆตั้งใจว่ารอให้ตนเองมีเงินเมื่อใดจะต้องหาชุดเครื่องเรือนไม้แดงเช่นนี้มาไว้ที่บ้านให้ได้ ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นโต๊ะแปดเซียนสีแดงสดนั้นต้องมีให้ได้ โต๊ะถือเป็นหน้าตาของครอบครัวในวันเทศกาลก็ยังต้องใช้จุดธูปบูชาเทพเจ้า

            เสี่ยวเอ้อร์นำทั้งสามมาถึงชั้นบนก็มีสายตาหลายคู่จับจ้องมา สายตาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่ที่กรงจิ้งหรีดเมื่อได้ยินเสียงร้องอันดังจากในกรง สีหน้าของคนเหล่านี้ก็ดูไม่สู้ดีนัก

            อันซิ่วเอ๋อร์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเก็บสีหน้าท่าทางของพวกเขาไว้ในใจ คนเหล่านี้คือคู่แข่งพวกเขากำลังประเมินความแข็งแกร่งของจิ้งหรีดในมือพวกเขาแล้วนางเล่าจะไม่ประเมินพวกเขาหรือ?

            ต้องขอบคุณการฝึกปรืออย่างใส่ใจของอันเถี่ยมู่ในช่วงนี้ที่ทำให้ประสาทการฟังของนางดีขึ้นมาก เพียงแค่ฟังเสียงร้องก็พอจะคาดเดาความเก่งกาจได้ถึงเจ็ดแปดส่วน

            "ท่านทั้งสองหาที่นั่งตามสบายขอรับการแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เดี๋ยวพอถึงยามซื่อจะมีผู้มารับผิดชอบโดยเฉพาะ"เสี่ยวเอ้อร์บอกกล่าวอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองสองสามประโยคทั้งสองพยักหน้าขอบคุณเสี่ยวเอ้อร์ หลังจากเขาจากไป ก็หาโต๊ะว่างริมหน้าต่างนั่งลง

            ทั้งสามดูจะตื่นเต้นเล็กน้อยต่างก็รู้สึกเร้าใจกับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงส่วนความประหม่าที่ได้มาเยือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นครั้งแรกนั้น พอนั่งลงแล้วกลับเลือนหายไปจนหมดสิ้น

            "ดูท่าทางท่านทั้งสองจะเป็นมือใหม่เพิ่งหัดเล่นจิ้งหรีดเป็นครั้งแรกกระมัง?" ชายวัยกลางคนหน้ากลมผู้หนึ่งเดินเข้ามาเขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมแพรพรรณ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ทั้งสองพยักหน้าทักทายรอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็ดูจริงใจยิ่งขึ้น ใบหน้ากลมทำให้เขาดูเป็นคนใจดี

            กลัวว่าอันเถี่ยมู่จะซื่อตรงเกินไปอันซิ่วเอ๋อร์จึงชิงตอบก่อนว่า "เล่นมาหลายปีแล้วเจ้าค่ะเพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมาเข้าร่วมการแข่งขันทำนองนี้ ปีนี้เป็นครั้งแรก"

            "มิน่าเล่า ทั้งสองท่านถึงดูหน้าใหม่"ชายหน้ากลมยังคงหัวเราะหึๆเมื่อเห็นว่าทั้งสองค่อนข้างระมัดระวังตัว เขาก็หัวเราะแหะๆ แล้วเดินจากไป

            ไม่นานก็มีคนอื่นๆ เข้ามาทำความรู้จักแต่ทั้งอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ต่างก็วางท่าสงวนทีคนเหล่านี้เมื่อเห็นว่าไม่น่าสนใจ ก็ไม่ได้เข้ามาอีก ในไม่ช้าบริเวณรอบตัวทั้งสองก็กลับสู่ความเงียบสงบ

            อันซิ่วเอ๋อร์มองไปรอบๆยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูอันเถี่ยมู่ว่า "ท่านพี่ดูสิพวกเขาที่นำมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหรือกรง ล้วนมีฝาปิดมิดชิดพวกเขาคงเตรียมจิ้งหรีดชั้นดีมา แต่ซ่อนไว้อย่างดี ไม่ให้คนอื่นรู้"

            "อืม" อันเถี่ยมู่พยักหน้าเขาก็สังเกตเห็นเช่นกัน คนเหล่านี้ล้วนเจ้าเล่ห์เก็บจิ้งหรีดธรรมดาสองสามตัวไว้ส่งเสียงร้องล่อ ส่วนตัวเก่งๆกลับซ่อนไว้ข้างกายราวกับของวิเศษไม่รู้ว่าพวกเขาใช้วิธีใดจึงสามารถทำให้อาวุธลับเหล่านั้นเงียบเสียงลงได้

            ทีแรกพวกเขาคิดว่าจิ้งหรีดของตนนับว่าดีที่สุดในที่นี้แล้วแต่พอสังเกตเห็นรายละเอียดนี้ ทั้งสองก็เริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว

            พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ให้รอบคอบจิ้งหรีดทั้งเจ็ดตัวที่วางอยู่บนโต๊ะส่งเสียงร้องไม่หยุดหย่อนก็ไม่น่าแปลกใจที่จะดึงดูดผู้คนมากมายให้เข้ามาสอบถาม

            อย่างไรก็ตาม อันซิ่วเอ๋อร์กลับคิดในแง่ดี"พวกเขาจะถามก็ถามไปเถอะ ถามไปก็ไร้ประโยชน์พวกเขาไม่ใช่จิ้งหรีดเสียหน่อย ตอนนี้พวกเขาซ่อนจิ้งหรีดไว้อย่างดีแต่รอจนถึงตอนแข่ง พวกเขาจะไม่ต้องนำจิ้งหรีดออกมาให้เห็นหรอกหรือ?"

            อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ใส่ใจนักไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร เพื่อสร้างความรู้สึกลึกลับ?คงไม่จำเป็นกระมัง

            นางหารู้ไม่ว่าโดยปกติแล้วทุกคนมักจะทำเช่นนี้ก่อน ซ่อนจิ้งหรีดชั้นดีที่ตนจับมาได้ให้มิดชิดรอจนถึงช่วงเวลาแห่งชัยชนะ จึงจะสามารถสร้างความฮือฮาได้

            ขณะสนทนา จิบชา และสังเกตผู้คนรอบข้างเวลาจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงยามซื่อ เมื่อใกล้ถึงยามซื่อแล้วในที่สุดก็มีชายสองคนที่แต่งกายคล้ายขุนนางเดินขึ้นมาช้าๆ

            แม้ว่าพวกเขาจะมีท่าทีสูงส่งแต่กลับไม่พูดจาเยิ่นเย้อ หลังจากกล่าวเปิดงานเพียงไม่กี่ประโยคก็เริ่มการประลองทันที

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน