เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 126 คนรับใช้ผู้เก่งกาจ


     

       จากที่ฟังเฝิ่นถงอธิบายตระกูลเฝิ่นนั้นเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองฟ้าขจรอยู่ห่างจากเมืองแห่งนี้ไม่น้อย ด้วยความที่
    เฝิ่นหลงผู้นำตระกูลคนปัจจุบันเคยเป็นศิษย์เอกของสำนักอรุณที่เป็นถึงสำนักชั้นหนึ่งแห่งดินแดนตอนกลางทำให้สามารถคัดเลือกรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ฝากเข้าเป็นศิษย์สำนักอรุณได้สองคน

     

       โดยเฝิ่นเฟยกับเฝิ่นอี้คือรุ่นเยาว์ที่ได้รับสิทธิ์นั่นเองอีกประการศิษย์ของสำนักอรุณจะสามารถนำคนรับใช้ส่วนตัวติดตามไปด้วยได้หนึ่งคน หลังจากพวกเขาออกมาไกลจากตระกูลพอสมควรแต่ผู้รับใช้ที่ติดตามมาด้วยกลับหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

     

       ประกอบกับสำนักอรุณยังอยู่ห่างไกลหากจะให้เดินทางกลับไปเพื่อนำตัวผู้ติดตามคนใหม่มาก็เกรงจะเสียเวลา พวกเขาจึงมาหาเอาข้างหน้าที่เมืองฟ้าครามแห่งนี้

     

    "อู๋เซี่ยนจากนี้เจ้ามีหน้าที่ติดตามนายหญิงเฝิ่นเฟย"เฝิ่นถงกล่าวขณะกระดกเหล้า

     

    "ขอรับนายท่าน" ร่างในชุดดำค้อมตัวอย่างว่าง่าย

     

    "น้องอู๋ข้าเฝิ่นอี้ยินดีที่ได้พบ"ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

     

    เมื่อตนสังเกตไปทางชายหนุ่มที่ดูใจดีผู้นั้นอู๋เซี่ยนก็รู้สึกขนลุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะส่ายหัวสลัดความคิดอื่นทิ้งไป

     

    รุ่งเช้าคนทั้งสี่ก็เดินทางออกจากเมืองฟ้าคราม

     

    บนหลังพังพอนยักษ์

     

       เขาก็สนทนากับเฝิ่นถงถึงเรื่องราวข่าวสารของแคว้นอรุณจนพบว่าที่แคว้นแห่งนี้มีสำนักชั้นหนึ่งอยู่ไม่น้อยแต่สำนักอรุณถือเป็นอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา เพราะมีเจ้าสำนักเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับกษัตริย์หนึ่งเดียวในแคว้นแห่งนี้

     

    "อู๋เซี่ยนเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองมีวาสนาเพียงใดสำนักอรุณมิใช่ที่ที่ผู้ฝึกตนธรรมดาๆ จะเข้าไปได้" เฝิ่นถงเอ่ยขณะยกน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยสุรากระดก

     

    ประโยคนี้ทำให้ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะถามต่อ

     

    "นายหญิงเฝิ่นเฟยของเรามีการบ่มเพาะในระดับใดหรือพี่ชายเฝิ่นถง"เขาแกล้งถามออกมาเพื่อหาเรื่องคุย

     

    "ฮ่าฮ่า หากบอกไปเกรงว่าเจ้าจะหมดกำลังใจเสียมากกว่า แม้นายหญิงจะไม่ได้ถูกคัดเลือกโดยตรงจากสำนักอรุณอย่างเป็นทางการแต่นางก็นับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง" เฝิ่นถงกล่าวโดยปิดสีหน้าภูมิใจไว้ไม่มิด

     

    ประโยคนี้ทำให้อู๋เซี่ยนทำทีเป็นหันไปมองร่างเฝิ่นเฟยที่นั่งหลับตาบ่มเพาะอยู่

     

    ก่อนจะเบนสายตามาที่ชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนกอดดาบอย่างสงบนิ่ง

     

    "ข้าว่าคุณชายเฝิ่นอี้ก็คงมีพรสวรรค์ไม่ต่างจากนายหญิง..."อู๋เซี่ยนจงใจพูดให้เสียงดังขึ้นเล็กน้อย

     

    ทำให้เฝิ่นอี้ที่ได้ยินหัวเราะอย่างพอใจ

     

    เจ็ดวันผ่านไป

     

    หลังจากที่เดินทางร่วมกันมาหลายวันอู๋เซี่ยนก็เข้าทุกคนได้ราวกับสนิทสนมกันมาแต่ชาติปางก่อน

     

    "น้องชายอู๋เรียกข้าว่าพี่สาวเฟยเถอะ"แม้แต่เฝิ่นเฟยหญิงสาวที่ไม่ค่อยพูดยังยอมรับในตัวเขา

     

       อู๋เซี่ยนหลังจากหัวเราะอย่างสนุกสนานก็รู้สึกถึงจิตสังหารที่ส่งตรงมาจากด้านหลังเมื่อหันไปตามสัญชาตญาณก็พบกับใบหน้ายิ้มแย้มของชุดขาว "เฝิ่นอี้"

     

    "โผล่หางออกมาแล้วสินะ" อู๋เซี่ยนยิ้มมุมปาก

     

       บุรุษย่อมเข้าใจบุรุษด้วยกัน เรื่องราวการหายตัวไปของผู้รับใช้มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝีมือของคนผู้นี้อีกทั้งยังเหลือระยะทางไกลกว่าจะถึงสำนักอรุณ หากอีกฝ่ายไม่ทำร้ายเขาก่อนตนก็จะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป แต่หากไม่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการป้องกันตัว

     

    สามวันหลังจากนั้นคณะเดินทางก็แวะเข้าพักที่เมืองเล็กไม่ไกลจากแดนกลางนัก

     

    ขณะที่อู๋เซี่ยนกำลังจัดสัมภาระอยู่ในห้องเฝิ่นอี้ก็เดินเข้ามา

     

    "น้องชายอู๋พวกเราไปเดินรับลมกันหน่อยดีหรือไม่"เฝิ่นอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

     

    "ได้ขอรับท่านเฝิ่นอี้" ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

     

    ช่วงเวลากลางดึกมีสองร่างกำลังเดินตามกันมา

     

    โดยเฝิ่นอี้เดินนำหน้าและอู๋เซี่ยนเดินตามหลัง หลังจากพูดคุยกันในหลายๆ เรื่องเฝิ่นอี้ก็เอ่ยขึ้น

     

    "น้องชายอู๋รู้หรือไม่ว่าข้ากับน้องหญิงเฟยแม้จะไม่ใช่คู่หมั้นคู่หมายแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน..."ขณะพูดมือขวาที่กำลังไพล่หลังอยู่ก็รวมพลังปราณ เขากะจะสังหารอีกฝ่าย!

     

    "ข้าว่าพวกท่านทั้งสองสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก" ชายหนุ่มตอบขณะค้อมตัวลง

     

    คำตอบนี้ทำให้ชายชุดขาวรู้สึกพึงพอใจด้วยความที่ตนเติบโตมาพร้อมกับหญิงสาวทำให้เกิดรักข้างเดียวขึ้น

     

       เมื่อทราบว่าพวกเขาจะได้เดินทางเพื่อเข้าสู่สำนักอรุณพร้อมกันเฝิ่นอี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก แต่เพราะผู้รับใช้คนก่อนใกล้ชิดกับเฝิ่นเฟยมากเกินไปด้วยความหึงหวงตนอีกแอบลอบสังหารผู้รับใช้คนนั้นทิ้งเสีย

     

       ตอนนี้สีหน้าเฝิ่นอี้ที่คิ้วขมวดกลับยิ้มแย้มเช่นเคยก่อนจะเดินกลับไปยังที่พักแต่เพราะผู้รับใช้คนใหม่ดูแล้วไม่มีพิษภัยตนจึงเลือกจะปล่อยไปก่อน

     

       อู๋เซี่ยนที่ยังอยู่ค้อมตัวไม่เงยหน้าขึ้นก็ยิ้มที่มุมปากเสียดายที่อีกฝ่ายไม่โจมตีใส่ตนเพราะหากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะสังหารคนผู้นี้ทิ้งแบบไม่ลังเลจะได้ไม่มีใครมาทำให้การดำเนินชีวิตเขาต้องสะดุด

    หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กลับไปพักผ่อนตามปกติ

     

       จนกระทั่งรุ่งเช้าเขาก็มีหน้าที่ไปนำอาหารมาส่งให้กับเจ้านายทั้งสามตามกิจวัตรตอนนี้ตนได้เปลี่ยนเครื่องแบบเป็นสีขาวคล้ายกับคนของตระกูลเฝิ่นเรียบร้อย

     

       โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักนั้นมีเรือนแยกออกไปสำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอู๋เซี่ยนในมือมีถาดไม้วางข้าวต้มปลากำลังจะนำไปให้เฝิ่นเฟยที่พักอยู่เรือนด้านในเป็นคนสุดท้าย

     

       ขณะก้าวเข้าในลานหญ้าก็พบหญิงสาวกำลังฝึกวิชาดาบอยู่หลังจากยืนมองอยู่สักพักตนก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองก็เคยมีอาวุธคู่ใจเป็นดาบเช่นกันเพียงแต่ตอนนี้ยังนึกถึงรูปร่างของมันไม่ออกแค่นั้น

     

    "น้องชายอู๋เจ้าเองก็ขยันฝึกเสียบ้างมิเช่นนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร"หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะรำดาบ

     

    ชายหนุ่มนำอาหารไปวางไว้บนโต๊ะหินก่อนจะเกาศีรษะ

     

    "ข้าน้อยเองก็ฝึกแต่ ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมกลับหลงลืมไปเสียส่วนใหญ่"เขาพูดขณะพยายามนึกถึงวิชาต่างๆ ที่ตนเคยฝึกแต่ก็ยังจำได้ไม่มากนัก

     

    "รับนี่ไป" หญิงสาวโยนดาบให้เขาหนึ่งเล่ม

     

    ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้ามาใช้ดาบในมือฟันมาทางชายหนุ่ม

     

    เคร้งเสียงโลหะกระทบกันฝ่ายอู๋เซี่ยนเองก็ฟันสวนออกไปตามสัญชาตญาณ

     

       ตอนนี้หญิงสาวก็จำกัดการบ่มเพาะลงมาที่จอมยุทธขั้นต้นเช่นกันทำให้ทั้งสองรับมือกันได้อย่างสูสี จากตอนแรกหญิงสาวเองก็เพียงต้องการดูเฉยๆ ว่าอีกฝ่ายมีทักษะการต่อสู้อยู่ในระดับใด

     

    "ฮ่า" หญิงสาวตะโกนก่อนจะปล่อยเงาดาบสายเล็กๆ ออกไปเพื่อลองเชิง

     

    ฝั่งอู๋เซี่ยนเองก็ตวัดดาบออกไปอย่างไม่ใส่ใจทำลายเงาดาบนั้นจนหมดสิ้น

     

    ราวกับนึกอะไรออกชายหนุ่มหลับตาข้อมือกำลังทำท่าทางแปลกๆ สะบัดดาบตามออกไป

     

    "ทักษะพันกร" ถูกใช้ออกทำให้เสียงดาบที่ปะทะกันดังกังวานไปทั่วพื้นที่

     

       หญิงสาวที่กำลังรับการรัวดาบจากอีกฝ่ายเองก็ต้องขมวดคิ้วแม้เธอจะลดระดับการบ่มเพาะลงมาก็จริงแต่ตนเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเมืองฟ้าขจร จะมาเสียท่าให้กับผู้รับใช้ไร้นามได้อย่างไร

     

    เฝิ่นเฟยเริ่มรวมพลังปราณก่อนใช้เพลงดาบที่รุนแรงกว่าเก่าออกมา

     

    เกิดรูปร่างเงาของพระจันทร์เต็มดวงแสดงขึ้นบนท้องฟ้า

     

    "นี่คือเพลงดาบเงาจันทร์" หญิงสาวอธิบาย

     

    ดวงจันทร์กลมโตค่อยๆขยายขนาดจนกลายเป็นสี่เมตร สาดแสงเข้าใส่ร่างของอู๋เซี่ยน

     

    ชายหนุ่มประเมินดวงจันทร์ด้วยความใคร่รู้ในความรู้สึกเพลงดาบนี้ต้องเป็นทักษะระดับสูงอย่างแน่นอน

     

    หลังจากพยายามหลบหนีแสงจันทร์ก็ยังไล่ตามเขาอย่างไม่ลดละ

     

    "เจ้าไม่สามารถหนีพ้นแสงจันทร์นี้ได้..."

     

       เมื่อหลบไม่พ้นจริงๆทำให้ตนตัดสินใจจะโจมตีสวนกลับ  อยู่ดีๆมือขวาเขาก็ฟันออกไปตามสัญชาตญาณ "ทักษะเทพสังหาร"

     

       แทนที่จะต้านรับแสงจันทร์ชายหนุ่มกลับเลือกส่งการโจมตีนี้ใส่ดวงจันทร์โดยตรง หญิงสาวเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรเธอก็รีบตรงเข้าขัดขวางทันที

     

       ร่างบางกระโดดลอยตัวอย่างพลิ้วไหวส่งทักษะดาบที่มีรูปทรงกรวยพุ่งเข้าทำลายทักษะเทพสังหารที่เข้ามาอย่างทันท่วงที ขณะหญิงสาวกำลังยิ้มอย่างลำพองใจแสงสีทองที่พุ่งมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยใกล้จะปะทะกับร่างกายตนแล้ว

     

    แม้แต่ชายหนุ่มเองยังสงสัยว่าดรรชนีที่ตนใช้ออกไปเมื่อครู่มีชื่อเรียกว่าอะไร

     

    หลังจากปะทะกันอยู่พักใหญ่สนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างสวยงามก็พังทลายจนหมดสิ้น

     

    ยิ่งต่อสู้หญิงสาวก็ยังตกตะลึงเพราะเฝิ่นเฟยเองเมื่อรับมือไม่ไหวก็แอบเพิ่มระดับการบ่มเพาะของตนเองขึ้นมาเรื่อยๆ

       จนตอนนี้พลังปราณที่แสดงออกมาก็อยู่ในจุดสูงสุดของจอมยุทธแต่อีกฝ่ายที่มีระดับจอมยุทธขั้นต้นกลับรับมือตนได้อย่างสูสีอีกทั้งยังมีทีท่าจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

     

    "หรือข้าควรจะลองขยับพลังขึ้นไปอีกขั้น..." เมื่อคิดจบ

     

       พลังปราณทั่วร่างหญิงสาวก็เอ่อทะลักออกมาดังมรสุมที่เกรี้ยวกราดดวงจันทร์กลมโตปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ภาพของมันชัดเจนราวกับเป็นของจริง แสงของดวงจันทร์กำลังเริ่มสาดส่องใส่ร่างของชายหนุ่มชุดขาวอีกครั้ง

     

       อู๋เซี่ยนที่กำลังหลับตาก็เริ่มทำท่าทางมุทราก่อนที่ภาพของทุ่งดอกไม้จะปรากฏขึ้นเข้าโอบล้อมดวงจันทร์เอาไว้เป็นฉากที่ดูสวยงามเมื่อชายหนุ่มกับหญิงสาวกำลังหลอกล้อกันท่ามกลางทุ่งดอกไม้ภายใต้เงาจันทร์

     

    "อู๋เซี่ยน" เฝิ่นอี้ที่แอบมองการต่อสู้ของทั้งสองมาสักระยะกัดฟัน

     

       เขาประเมินข้ารับใช้ผู้นี้ผิดไปถนัดหากรู้ว่าชายผู้นี้จะมาใกล้ชิดเฝิ่นเฟยขนาดนี้ละก็เมื่อคืนตนคงซัดอีกฝ่ายตายคามือไปแล้ว

     

       หญิงสาวที่กำลังรับมือกับค่ายกลดาบหมื่นบุปผาก็ต้องสายตาเบิกกว้างอีกครั้งเพราะชายหนุ่มที่กำลังหลับตาผู้นี้กลับต่อสู้กับเธอที่เพิ่มพลังปราณขยับขึ้นเป็นขุนพลขั้นต้นได้อย่างไม่เสียเปรียบ

     

    "เหตุใดคนรับใช้ผู้นี้จึงเก่งกาจนัก" เฝิ่นเฟยเม้มปาก

     

    อู๋เซี่ยนไม่ได้รู้ความคิดของหญิงสาวแม้แต่น้อยเพราะกำลังสับสนกับเสียงบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว

     

    "เจ้านายลาก่อน"

     

    "เจ้านายลาก่อน"

     

    "เจ้านายลาก่อน..."

     

    เสียงของเด็กหญิงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทแต่ชายหนุ่มก็นึกหน้าตาผู้เป็นเจ้าของเสียงนี้ไม่ออก

     

    "น้องเฟยเจ้าซ้อมดาบอยู่หรือ..." มีเสียงดังเข้ามาจากหน้าปากทางเข้า

     

       ทำให้การต่อสู้ของทั้งสองต้องหยุดลง หลังจากเห็นผู้มาใหม่อู๋เซี่ยนก็กลับมาเป็นปกติโค้งตัวเคารพอย่างมีมารยาทเช่นเคยมุมปากยังคงยกยิ้มไม่ให้ใครเห็น

     

    "อีกไม่นานเจ้าต้องทนไม่ไหวเป็นแน่"นี่คือสิ่งที่ตนคิดเพราะรู้ว่าตอนนี้เฝิ่นอี้อยากสังหารเขาจนใจจะขาด

     

    "โอ้นี่แท้น้องอู๋ก็อยู่ด้วย" ชายชุดขาวผู้มาใหม่ทำทีประหลาดใจ

     

    "แต่เอ๋ นี่พวกเจ้ากำลังประลองกันงั้นหรือ" เฝิ่นอี้ทำทีมองไปรอบๆ

     

    "พี่ชายอี้ ฝีมือดาบของน้องอู๋ไม่ธรรมดาอย่างตาเห็น"หญิงสาวที่พึ่งเรียกสติกลับมาได้กล่าวขึ้น

     

    เพราะอีกฝ่ายถือเป็นคนของเธอเช่นกันหญิงสาวจึงกะว่าจะส่งเสริมอู๋เซี่ยนให้มีระดับการบ่มเพาะที่สูงขึ้นโดยเร็ว

     

    "ไม่ธรรมดา...ไม่ธรรมดาอย่างไรน้องหญิงเฟยให้ข้าลองด้วยตนเองดีหรือไม่"เฝิ่นอี้กล่าวก่อนจะดึงดาบที่กอดไว้ตลอดออกจากฝัก


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน