จากที่ฟังเฝิ่นถงอธิบายตระกูลเฝิ่นนั้นเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองฟ้าขจรอยู่ห่างจากเมืองแห่งนี้ไม่น้อย ด้วยความที่
เฝิ่นหลงผู้นำตระกูลคนปัจจุบันเคยเป็นศิษย์เอกของสำนักอรุณที่เป็นถึงสำนักชั้นหนึ่งแห่งดินแดนตอนกลางทำให้สามารถคัดเลือกรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ฝากเข้าเป็นศิษย์สำนักอรุณได้สองคน
โดยเฝิ่นเฟยกับเฝิ่นอี้คือรุ่นเยาว์ที่ได้รับสิทธิ์นั่นเองอีกประการศิษย์ของสำนักอรุณจะสามารถนำคนรับใช้ส่วนตัวติดตามไปด้วยได้หนึ่งคน หลังจากพวกเขาออกมาไกลจากตระกูลพอสมควรแต่ผู้รับใช้ที่ติดตามมาด้วยกลับหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ประกอบกับสำนักอรุณยังอยู่ห่างไกลหากจะให้เดินทางกลับไปเพื่อนำตัวผู้ติดตามคนใหม่มาก็เกรงจะเสียเวลา พวกเขาจึงมาหาเอาข้างหน้าที่เมืองฟ้าครามแห่งนี้
"อู๋เซี่ยนจากนี้เจ้ามีหน้าที่ติดตามนายหญิงเฝิ่นเฟย"เฝิ่นถงกล่าวขณะกระดกเหล้า
"ขอรับนายท่าน" ร่างในชุดดำค้อมตัวอย่างว่าง่าย
"น้องอู๋ข้าเฝิ่นอี้ยินดีที่ได้พบ"ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อตนสังเกตไปทางชายหนุ่มที่ดูใจดีผู้นั้นอู๋เซี่ยนก็รู้สึกขนลุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะส่ายหัวสลัดความคิดอื่นทิ้งไป
รุ่งเช้าคนทั้งสี่ก็เดินทางออกจากเมืองฟ้าคราม
บนหลังพังพอนยักษ์
เขาก็สนทนากับเฝิ่นถงถึงเรื่องราวข่าวสารของแคว้นอรุณจนพบว่าที่แคว้นแห่งนี้มีสำนักชั้นหนึ่งอยู่ไม่น้อยแต่สำนักอรุณถือเป็นอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา เพราะมีเจ้าสำนักเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับกษัตริย์หนึ่งเดียวในแคว้นแห่งนี้
"อู๋เซี่ยนเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองมีวาสนาเพียงใดสำนักอรุณมิใช่ที่ที่ผู้ฝึกตนธรรมดาๆ จะเข้าไปได้" เฝิ่นถงเอ่ยขณะยกน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยสุรากระดก
ประโยคนี้ทำให้ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะถามต่อ
"นายหญิงเฝิ่นเฟยของเรามีการบ่มเพาะในระดับใดหรือพี่ชายเฝิ่นถง"เขาแกล้งถามออกมาเพื่อหาเรื่องคุย
"ฮ่าฮ่า หากบอกไปเกรงว่าเจ้าจะหมดกำลังใจเสียมากกว่า แม้นายหญิงจะไม่ได้ถูกคัดเลือกโดยตรงจากสำนักอรุณอย่างเป็นทางการแต่นางก็นับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง" เฝิ่นถงกล่าวโดยปิดสีหน้าภูมิใจไว้ไม่มิด
ประโยคนี้ทำให้อู๋เซี่ยนทำทีเป็นหันไปมองร่างเฝิ่นเฟยที่นั่งหลับตาบ่มเพาะอยู่
ก่อนจะเบนสายตามาที่ชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนกอดดาบอย่างสงบนิ่ง
"ข้าว่าคุณชายเฝิ่นอี้ก็คงมีพรสวรรค์ไม่ต่างจากนายหญิง..."อู๋เซี่ยนจงใจพูดให้เสียงดังขึ้นเล็กน้อย
ทำให้เฝิ่นอี้ที่ได้ยินหัวเราะอย่างพอใจ
เจ็ดวันผ่านไป
หลังจากที่เดินทางร่วมกันมาหลายวันอู๋เซี่ยนก็เข้าทุกคนได้ราวกับสนิทสนมกันมาแต่ชาติปางก่อน
"น้องชายอู๋เรียกข้าว่าพี่สาวเฟยเถอะ"แม้แต่เฝิ่นเฟยหญิงสาวที่ไม่ค่อยพูดยังยอมรับในตัวเขา
อู๋เซี่ยนหลังจากหัวเราะอย่างสนุกสนานก็รู้สึกถึงจิตสังหารที่ส่งตรงมาจากด้านหลังเมื่อหันไปตามสัญชาตญาณก็พบกับใบหน้ายิ้มแย้มของชุดขาว "เฝิ่นอี้"
"โผล่หางออกมาแล้วสินะ" อู๋เซี่ยนยิ้มมุมปาก
บุรุษย่อมเข้าใจบุรุษด้วยกัน เรื่องราวการหายตัวไปของผู้รับใช้มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝีมือของคนผู้นี้อีกทั้งยังเหลือระยะทางไกลกว่าจะถึงสำนักอรุณ หากอีกฝ่ายไม่ทำร้ายเขาก่อนตนก็จะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป แต่หากไม่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการป้องกันตัว
สามวันหลังจากนั้นคณะเดินทางก็แวะเข้าพักที่เมืองเล็กไม่ไกลจากแดนกลางนัก
ขณะที่อู๋เซี่ยนกำลังจัดสัมภาระอยู่ในห้องเฝิ่นอี้ก็เดินเข้ามา
"น้องชายอู๋พวกเราไปเดินรับลมกันหน่อยดีหรือไม่"เฝิ่นอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ได้ขอรับท่านเฝิ่นอี้" ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ช่วงเวลากลางดึกมีสองร่างกำลังเดินตามกันมา
โดยเฝิ่นอี้เดินนำหน้าและอู๋เซี่ยนเดินตามหลัง หลังจากพูดคุยกันในหลายๆ เรื่องเฝิ่นอี้ก็เอ่ยขึ้น
"น้องชายอู๋รู้หรือไม่ว่าข้ากับน้องหญิงเฟยแม้จะไม่ใช่คู่หมั้นคู่หมายแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน..."ขณะพูดมือขวาที่กำลังไพล่หลังอยู่ก็รวมพลังปราณ เขากะจะสังหารอีกฝ่าย!
"ข้าว่าพวกท่านทั้งสองสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก" ชายหนุ่มตอบขณะค้อมตัวลง
คำตอบนี้ทำให้ชายชุดขาวรู้สึกพึงพอใจด้วยความที่ตนเติบโตมาพร้อมกับหญิงสาวทำให้เกิดรักข้างเดียวขึ้น
เมื่อทราบว่าพวกเขาจะได้เดินทางเพื่อเข้าสู่สำนักอรุณพร้อมกันเฝิ่นอี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก แต่เพราะผู้รับใช้คนก่อนใกล้ชิดกับเฝิ่นเฟยมากเกินไปด้วยความหึงหวงตนอีกแอบลอบสังหารผู้รับใช้คนนั้นทิ้งเสีย
ตอนนี้สีหน้าเฝิ่นอี้ที่คิ้วขมวดกลับยิ้มแย้มเช่นเคยก่อนจะเดินกลับไปยังที่พักแต่เพราะผู้รับใช้คนใหม่ดูแล้วไม่มีพิษภัยตนจึงเลือกจะปล่อยไปก่อน
อู๋เซี่ยนที่ยังอยู่ค้อมตัวไม่เงยหน้าขึ้นก็ยิ้มที่มุมปากเสียดายที่อีกฝ่ายไม่โจมตีใส่ตนเพราะหากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะสังหารคนผู้นี้ทิ้งแบบไม่ลังเลจะได้ไม่มีใครมาทำให้การดำเนินชีวิตเขาต้องสะดุด
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กลับไปพักผ่อนตามปกติ
จนกระทั่งรุ่งเช้าเขาก็มีหน้าที่ไปนำอาหารมาส่งให้กับเจ้านายทั้งสามตามกิจวัตรตอนนี้ตนได้เปลี่ยนเครื่องแบบเป็นสีขาวคล้ายกับคนของตระกูลเฝิ่นเรียบร้อย
โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักนั้นมีเรือนแยกออกไปสำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอู๋เซี่ยนในมือมีถาดไม้วางข้าวต้มปลากำลังจะนำไปให้เฝิ่นเฟยที่พักอยู่เรือนด้านในเป็นคนสุดท้าย
ขณะก้าวเข้าในลานหญ้าก็พบหญิงสาวกำลังฝึกวิชาดาบอยู่หลังจากยืนมองอยู่สักพักตนก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองก็เคยมีอาวุธคู่ใจเป็นดาบเช่นกันเพียงแต่ตอนนี้ยังนึกถึงรูปร่างของมันไม่ออกแค่นั้น
"น้องชายอู๋เจ้าเองก็ขยันฝึกเสียบ้างมิเช่นนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร"หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะรำดาบ
ชายหนุ่มนำอาหารไปวางไว้บนโต๊ะหินก่อนจะเกาศีรษะ
"ข้าน้อยเองก็ฝึกแต่ ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมกลับหลงลืมไปเสียส่วนใหญ่"เขาพูดขณะพยายามนึกถึงวิชาต่างๆ ที่ตนเคยฝึกแต่ก็ยังจำได้ไม่มากนัก
"รับนี่ไป" หญิงสาวโยนดาบให้เขาหนึ่งเล่ม
ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้ามาใช้ดาบในมือฟันมาทางชายหนุ่ม
เคร้งเสียงโลหะกระทบกันฝ่ายอู๋เซี่ยนเองก็ฟันสวนออกไปตามสัญชาตญาณ
ตอนนี้หญิงสาวก็จำกัดการบ่มเพาะลงมาที่จอมยุทธขั้นต้นเช่นกันทำให้ทั้งสองรับมือกันได้อย่างสูสี จากตอนแรกหญิงสาวเองก็เพียงต้องการดูเฉยๆ ว่าอีกฝ่ายมีทักษะการต่อสู้อยู่ในระดับใด
"ฮ่า" หญิงสาวตะโกนก่อนจะปล่อยเงาดาบสายเล็กๆ ออกไปเพื่อลองเชิง
ฝั่งอู๋เซี่ยนเองก็ตวัดดาบออกไปอย่างไม่ใส่ใจทำลายเงาดาบนั้นจนหมดสิ้น
ราวกับนึกอะไรออกชายหนุ่มหลับตาข้อมือกำลังทำท่าทางแปลกๆ สะบัดดาบตามออกไป
"ทักษะพันกร" ถูกใช้ออกทำให้เสียงดาบที่ปะทะกันดังกังวานไปทั่วพื้นที่
หญิงสาวที่กำลังรับการรัวดาบจากอีกฝ่ายเองก็ต้องขมวดคิ้วแม้เธอจะลดระดับการบ่มเพาะลงมาก็จริงแต่ตนเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเมืองฟ้าขจร จะมาเสียท่าให้กับผู้รับใช้ไร้นามได้อย่างไร
เฝิ่นเฟยเริ่มรวมพลังปราณก่อนใช้เพลงดาบที่รุนแรงกว่าเก่าออกมา
เกิดรูปร่างเงาของพระจันทร์เต็มดวงแสดงขึ้นบนท้องฟ้า
"นี่คือเพลงดาบเงาจันทร์" หญิงสาวอธิบาย
ดวงจันทร์กลมโตค่อยๆขยายขนาดจนกลายเป็นสี่เมตร สาดแสงเข้าใส่ร่างของอู๋เซี่ยน
ชายหนุ่มประเมินดวงจันทร์ด้วยความใคร่รู้ในความรู้สึกเพลงดาบนี้ต้องเป็นทักษะระดับสูงอย่างแน่นอน
หลังจากพยายามหลบหนีแสงจันทร์ก็ยังไล่ตามเขาอย่างไม่ลดละ
"เจ้าไม่สามารถหนีพ้นแสงจันทร์นี้ได้..."
เมื่อหลบไม่พ้นจริงๆทำให้ตนตัดสินใจจะโจมตีสวนกลับ อยู่ดีๆมือขวาเขาก็ฟันออกไปตามสัญชาตญาณ "ทักษะเทพสังหาร"
แทนที่จะต้านรับแสงจันทร์ชายหนุ่มกลับเลือกส่งการโจมตีนี้ใส่ดวงจันทร์โดยตรง หญิงสาวเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรเธอก็รีบตรงเข้าขัดขวางทันที
ร่างบางกระโดดลอยตัวอย่างพลิ้วไหวส่งทักษะดาบที่มีรูปทรงกรวยพุ่งเข้าทำลายทักษะเทพสังหารที่เข้ามาอย่างทันท่วงที ขณะหญิงสาวกำลังยิ้มอย่างลำพองใจแสงสีทองที่พุ่งมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยใกล้จะปะทะกับร่างกายตนแล้ว
แม้แต่ชายหนุ่มเองยังสงสัยว่าดรรชนีที่ตนใช้ออกไปเมื่อครู่มีชื่อเรียกว่าอะไร
หลังจากปะทะกันอยู่พักใหญ่สนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างสวยงามก็พังทลายจนหมดสิ้น
ยิ่งต่อสู้หญิงสาวก็ยังตกตะลึงเพราะเฝิ่นเฟยเองเมื่อรับมือไม่ไหวก็แอบเพิ่มระดับการบ่มเพาะของตนเองขึ้นมาเรื่อยๆ
จนตอนนี้พลังปราณที่แสดงออกมาก็อยู่ในจุดสูงสุดของจอมยุทธแต่อีกฝ่ายที่มีระดับจอมยุทธขั้นต้นกลับรับมือตนได้อย่างสูสีอีกทั้งยังมีทีท่าจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
"หรือข้าควรจะลองขยับพลังขึ้นไปอีกขั้น..." เมื่อคิดจบ
พลังปราณทั่วร่างหญิงสาวก็เอ่อทะลักออกมาดังมรสุมที่เกรี้ยวกราดดวงจันทร์กลมโตปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ภาพของมันชัดเจนราวกับเป็นของจริง แสงของดวงจันทร์กำลังเริ่มสาดส่องใส่ร่างของชายหนุ่มชุดขาวอีกครั้ง
อู๋เซี่ยนที่กำลังหลับตาก็เริ่มทำท่าทางมุทราก่อนที่ภาพของทุ่งดอกไม้จะปรากฏขึ้นเข้าโอบล้อมดวงจันทร์เอาไว้เป็นฉากที่ดูสวยงามเมื่อชายหนุ่มกับหญิงสาวกำลังหลอกล้อกันท่ามกลางทุ่งดอกไม้ภายใต้เงาจันทร์
"อู๋เซี่ยน" เฝิ่นอี้ที่แอบมองการต่อสู้ของทั้งสองมาสักระยะกัดฟัน
เขาประเมินข้ารับใช้ผู้นี้ผิดไปถนัดหากรู้ว่าชายผู้นี้จะมาใกล้ชิดเฝิ่นเฟยขนาดนี้ละก็เมื่อคืนตนคงซัดอีกฝ่ายตายคามือไปแล้ว
หญิงสาวที่กำลังรับมือกับค่ายกลดาบหมื่นบุปผาก็ต้องสายตาเบิกกว้างอีกครั้งเพราะชายหนุ่มที่กำลังหลับตาผู้นี้กลับต่อสู้กับเธอที่เพิ่มพลังปราณขยับขึ้นเป็นขุนพลขั้นต้นได้อย่างไม่เสียเปรียบ
"เหตุใดคนรับใช้ผู้นี้จึงเก่งกาจนัก" เฝิ่นเฟยเม้มปาก
อู๋เซี่ยนไม่ได้รู้ความคิดของหญิงสาวแม้แต่น้อยเพราะกำลังสับสนกับเสียงบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว
"เจ้านายลาก่อน"
"เจ้านายลาก่อน"
"เจ้านายลาก่อน..."
เสียงของเด็กหญิงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทแต่ชายหนุ่มก็นึกหน้าตาผู้เป็นเจ้าของเสียงนี้ไม่ออก
"น้องเฟยเจ้าซ้อมดาบอยู่หรือ..." มีเสียงดังเข้ามาจากหน้าปากทางเข้า
ทำให้การต่อสู้ของทั้งสองต้องหยุดลง หลังจากเห็นผู้มาใหม่อู๋เซี่ยนก็กลับมาเป็นปกติโค้งตัวเคารพอย่างมีมารยาทเช่นเคยมุมปากยังคงยกยิ้มไม่ให้ใครเห็น
"อีกไม่นานเจ้าต้องทนไม่ไหวเป็นแน่"นี่คือสิ่งที่ตนคิดเพราะรู้ว่าตอนนี้เฝิ่นอี้อยากสังหารเขาจนใจจะขาด
"โอ้นี่แท้น้องอู๋ก็อยู่ด้วย" ชายชุดขาวผู้มาใหม่ทำทีประหลาดใจ
"แต่เอ๋ นี่พวกเจ้ากำลังประลองกันงั้นหรือ" เฝิ่นอี้ทำทีมองไปรอบๆ
"พี่ชายอี้ ฝีมือดาบของน้องอู๋ไม่ธรรมดาอย่างตาเห็น"หญิงสาวที่พึ่งเรียกสติกลับมาได้กล่าวขึ้น
เพราะอีกฝ่ายถือเป็นคนของเธอเช่นกันหญิงสาวจึงกะว่าจะส่งเสริมอู๋เซี่ยนให้มีระดับการบ่มเพาะที่สูงขึ้นโดยเร็ว
"ไม่ธรรมดา...ไม่ธรรมดาอย่างไรน้องหญิงเฟยให้ข้าลองด้วยตนเองดีหรือไม่"เฝิ่นอี้กล่าวก่อนจะดึงดาบที่กอดไว้ตลอดออกจากฝัก