หลัวหยางกับอาจารย์ระบบได้เถียงกันในหัวเื่ที่เกี่ยวข้องกับโชคชะตา
กระทั่งผ่านไปชั่วครู่นึงเสียงฝีเท้าก็ปรากฏขึ้นใกล้โต๊ะของเขา
พนักงานตัวน้อยซึ่งก่อนหน้านี้ได้เดินไปจัดเตรียมอาหารบัดนี้ก็กลับมายังโต๊ะพร้อมกับถาดอาหารที่จัดเรียงอย่างสวยงาม
มือทั้งสองวางจานและถ้วยทีละใบลงบนโต๊ะด้วยความชำนาญ
ทันทีที่ฝากระเบื้องของถ้วยไก่ตุ๋นสมุนไรถูกเปิดออก กลิ่นหอมรัญจวนก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วทันที
แค่ได้กลิ่นเท่านั้นก็สามารถกระตุ้นต่อมน้ำลายในปากได้อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็กลิ่นของสมุนไพรตากแห้ง พริกหอมหรือกระทั่งรากโสมเก่าที่ลอยอยู่ในน้ำซุป ทุกอย่างล้วนประสานกันจนกลายเป็ความหอมลึกซึ้งที่เย้ายวนใจ
ถัดมาเป็หมูย่างเสียบไม้ที่มีรอยไหม้เล็กน้อยจากการย่างบนถ่าน
กลิ่นหอมของเนื้อหมูกับซอสหวานๆที่ซึมเข้าเนื้อชวนให้รู้สึกหิวอย่างยากจะควบคุม ส่วนจอกสุราที่ถูกยกมาพร้อมกับไหดินเล็กๆก็มีกลิ่นหอมของผลไม้หมัก ประสานกับความเผ็ดร้อนของสมุนไพรล้ำค่าราวกับน้ำ์ชั้นฟ้า
ทันทีที่กลิ่นของอาหารลอยกระทบประสาทรับรู้ เสียงครางของระบบก็ดังขึ้นทันทีโดยไม่ปล่อยให้หลัวหยางได้ตั้งตัว
【อาา แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าอาหาร】
【ถึงมันจะเป็อาหารสำหรับพวกปุถุชนคนธรรมดาก็ตาม แต่เพราะเหตุนี้แหละมันถึงมีเสน่ห์ให้น่าลิ้มลอง】
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาและอิ่มเอมใจ ราวกับิญญาที่กำลังได้ลิ้มรสชาติที่ไม่ได้แตะต้องมาเป็ร้อยปี
หลัวหยางชะงักเล็กน้อยก่อนจะกรอกตามองไปยังด้านข้างด้วยสีหน้าประหลาดใจสุดขีด
“…นี่ท่านได้กลิ่นหรือรับรู้รสชาติของมันได้จริงๆเหรอเนี่ย”
คำถามนั้นแฝงไปด้วยความไม่เชื่อโดยสิ้นเชิง
ตอนแรกเขาเคยคิดว่าอาจารย์ระบบพูดจาเล่นๆเพื่อหยอกล้อเขาเท่านั้น แต่ท่าทางและน้ำเสียงที่แสดงออกมาในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มันดูจริงจังเกินไป เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังมีปฏิกิริยาต่อกลิ่นรสของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง
ระบบเงียบไปเพียงครู่ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ
【อย่าลืมสิว่าข้าคือระบบที่อยู่เหนือกฎของโชคชะตา ไม่ว่าจะเป็จิติญญา กลิ่น รส หรือความรู้สึกของเ้าข้าเองก็สามารถรับรู้ได้บางส่วน ยิ่งเ้าเชื่อมโยงกับข้ามากขึ้น ความละเอียดของการรับรู้เหล่านี้ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นด้วย】
หลัวหยางถอนหายใจในใจอย่างปลงตก ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อไก่ชุ่มน้ำซุปขึ้นมาเข้าปากทันที กลิ่นหอมจากสมุนไพรและความนุ่มของเนื้อที่ตุ๋นจนแทบละลายในลิ้นนั้น ทำให้ดวงตาเขาปรือลงเล็กน้อยด้วยความสุขล้นทะลัก
ทั้งชีวิตของหลัวหยางไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารที่หรูหราและพิถีพิถันถึงเพียงนี้มาก่อน
เขากลืนลงไปอย่างช้าๆ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มตามและคีบหมูย่างเสียบไม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความกรอบนอกนุ่มในและกลิ่นซอสหมักที่อบอวลไปทั่วโพรงปากทำให้แทบจะหลงลืมการเถียงกับอาจารย์ระบบเมื่อครู่ไปโดยสิ้นเชิง
แต่ในขณะที่กำลังจะคีบชิ้นต่อไปเข้าปาก ปากของเขากลับอ้าค้างทันที
ดวงตาที่มักสงบนิ่งกลับเบิกโพรงขึ้นอย่างตกตะลึง และมือที่ถือจอกสุราอยู่ถึงกับหยุดนิ่งกลางอากาศ
“นะ.. นั่นมัน..”
สายตาของเขาจับจ้องไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งก้าวเดินผ่านประตูโรงเตี้ยมเข้ามาอย่างสง่างาม
ขณะเดียวกันนั้นเอง ระบบที่มักช่างพูดก็ถึงกับชะงักเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงอย่างตกตะลึงออกมา
【หะ.. เห้ยๆเ้าศิษย์รัก】
【นั่นมัน..จริงเหรอเนี่ย!!】
น้ำเสียงของมันสั่นเล็กน้อย ราวกับพบเจอสิ่งที่คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทั้งหลัวหยางและระบบกำลังมองอยู่นั้น เหนือศีรษะของเขากลับมีแสงเรืองรองสีชมพูเข้มแผ่กระจายออกมาอย่างลี้ลับ
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำสนิทนั่งลงอย่างเงียบเชียบที่โต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากหลัวหยางเพียงไม่กี่ก้าว ท่วงท่าของเขานั้นเรียบง่ายจนแทบไม่ดึงดูดสายตาใครเลย ทว่าในความธรรมดาและความนิ่งเงียบ กลับแฝงไว้ด้วยความมั่นคงและความเด็ดขาดอย่างแปลกประหลาด
ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาประดุจบุรุษ์ แต่ก็ไม่ถึงขั้นน่าเกลียด
รูปหน้าคมพอประมาณ คิ้วตรง จมูกโด่งเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบไร้รอยยิ้ม
และดวงตาที่ทอดมองเบื้องหน้าราวกับไม่ใส่ใจต่อโลกรอบตัว บ่งบอกถึงสภาวะจิตใจที่สงบนิ่งดั่งกระจกน้ำใสไร้คลื่นลม
คนแบบนี้ ต่อให้ใส่ชุดธรรมดาก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ที่ฝึกฝนมาเป็หมื่นวัน
ท่าทีของเขานั้นเรียบเฉยแต่น่าเกรงขาม ไม่มีคำพูดหรืออากัปกิริยาใดที่ดูเกินงาม เหมือนปรมาจารย์ผู้เงียบงันซึ่งเลือกจะเป็ผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และเพียงไม่นานนัก เขาก็สั่งเหล้าเพียงประโยคเดียว ก่อนจะนั่งนิ่งดื่มราวกับวารีคือพลังแห่งชีวิตของตน
หลัวหยางที่เพิ่งคีบหมูย่างเข้าปากได้ไม่นานก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ ในใจกลับกำลังหมุนวนด้วยความคิดร้อยพัน
สายตาเขาดูเหมือนสงบ แต่ั์ตากลับเต็มไปด้วยประกายที่ไม่อาจคาดเดา
“โชคชะตาระดับแปด.. ท่านอาจารย์ระบบ นี่มันอยู่ในระดับที่สูงมากเลยนะ ถ้าข้าสังหารมันได้จะได้รับรางวัลเป็อะไรกัน”
คำถามนั้นเอ่ยขึ้นในใจด้วยความแน่วแน่
เพราะสำหรับหลัวหยางแล้ว ผู้ใดก็ตามที่ถือครองโชคชะตาอันสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็บุรุษผู้เลื่องชื่อ หญิงสาวผู้แสนดี
ตราบใดที่อยู่ภายใต้โชคชะตา ก็ล้วนกลายเป็เป้าหมายของเขา เพราะโชคชะตาสำหรับหลัวหยางแล้ว มันไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพลังแห่งการปกป้อง แต่มันคือเชือกที่ผูกมัดโลกใบนี้ไว้ และหากเขาอยากเป็อิสระ เขาก็จำต้องกลืนกินโชคชะตาเ่าั้เสีย
【ไม่ผิดแน่นอน】
เสียงระบบสังหารโชคชะตาดังขึ้นมาภายในใจของหลัวหยางทันทีด้วยความตื่นเต้น
【เป็ระดับสูงมากจริงๆ ไม่คิดเลยว่าในแคว้นเล็กๆแห่งนี้จะพบเจอกับผู้มีโชคชะตาระดับแปด】
【แสดงว่าโชคชะตาของเ้านี่จะต้องไม่ธรรมดา ขอตรวจสอบดูแป๊ป!】
ว่าจบตัวของระบบก็เงียบไปทันที ราวกับกำลังทำการสแกนหรือสืบค้นอย่างละเอียด
หลัวหยางเองก็นิ่งเงียบโดยไม่เร่งรัด สายตาเพียงเหลือบมองชายหนุ่มในชุดดำผู้กำลังยกจอกสุราดื่มอย่างเชื่องช้า
ท่าทีของอีกฝ่ายยังคงดูปกติ ไม่มีอะไรแปลกปลอม แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยน้ำเสียงจริงจังและเร่งเร้าเกินกว่าปกติ
【ไอ้ศิษย์รัก เ้านี่อายุประมาณสิบเจ็ดปี มีระดับพลังอยู่ที่หลอมกายาขั้นเจ็ด แถมดูเหมือนมีศักยภาพและพร์อันไม่ธรรมดาด้วย】
【แล้วที่สำคัญเลยก็คือ.. เ้าสังเกตเห็นแหวนสีดำสนิทที่ดูธรรมดานั่นหรือไม่?】
【ภายในนั้นมีจิติญญาของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่คนนึง น่าจะเป็อาจารย์ของไอ้เด็กโชคชะตาระดับแปดคนนี้】
หลัวหยางที่ได้ยินก็ถึงกับชะงักในทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
“จิติญญาของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่?! งั้นก็หมายความว่ามันเป็เหมือนกับข้าเหรอ”
“เพราะข้าหลัวหยางเองก็มีระบบสังหารโชคชะตาเช่นท่านอาจารย์นะ?”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นแทบจะในทันที ระบบรีบตอบกลับมาอย่างขุ่นเคืองเต็มที่
【ไม่ใช่ว้อยเ้าโง่ อย่าเอาจิติญญาขยะๆเช่นมันมาเทียบกับข้าท่านอาจารย์ระบบได้ไหม?】
【จากที่ััดูแล้ว มันเป็เศษเสี้ยวจิติญญาของผู้ที่กำลังจะบรรลุเป็เซียน แต่คงโดนทัณฑ์์จนจิติญญาแทบแตกสลาย】
【แล้วเ้าเด็กนี่ก็มาพบเจอกับจิติญญาดังกล่าว มีสถานะเป็เหมือนกับลูกศิษย์และอาจารย์กันละ】