โหลที่ดองร่างทารกผีโอนเอนเอียงไปทางมุมหนึ่งจวนเจียนจะตกลงจากโต๊ะ ถ้าหากว่าตกลงไปแตกิญญาที่ยังคงแฝงอยู่ในร่างเด็กผีสามารถออกฤทธิ์จัดการทำร้ายดนัยให้มีอันเป็ไปด้วยความแค้นที่จับร่างมากักบริเวณเอาไว้ภายในพื้นที่แคบๆ โดยไม่นำไปทำพิธีทางศาสนาแล้วเผาทำให้ดวงิญญาของมันไม่สามารถที่จะไปผุดไปเกิด
ความอาฆาตแค้นจึงเกิดขึ้น!
ขณะเดียวกันเงาดำเ้าของเครื่องในมนุษย์กำลังจ้องด้วยความพึงพอใจรู้ดีว่ามันไม่สามารถที่จะทำร้ายดนัยได้ เพราะมีแค่เพียงเงาวูบวาบไม่มีพลังแกร่งกล้า แค่เพียงลมพัดผ่านก็แตกสลาย
แรงอาฆาตไม่มีพลังพอที่จะทำร้ายใครนอกจากคอยเป็ตัวหนุน ถ้าหากว่าทารกผีทำร้ายดนัยสำเร็จ มันอาจจะเข้าไปสมทบ
“เร็วซี่ไอ้หนูโยกเข้าไป เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้นเราจะได้จัดการมนุษย์ใจร้ายให้มันได้รับความทรมานเหมือนกับเรา”
“ได้เลยแกก็ต้องช่วยอีกแรง อ้าว ฮึบ”
มันทั้งสองตอบโต้ทางจิตโดยมีจุดประสงค์เดียวกันคือทำร้ายดนัยให้ย่อยยับโดยเร็วที่สุด ทว่าโชคไม่เข้าข้างเสียแล้วก่อนที่โหลจะเอียงตกลงไป เสียงเคาะประตูดังขึ้น ดนัยที่กำลังจัดข้าวของให้เป็ระเบียบจึงชะงักหันไปมองด้วยสายตางุนงง โหลดองซากเด็กกลับอยู่ในสภาพปกติ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นใบหน้าอันบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจส่วนเงาดำแตกกระจายสลายตัวไปในที่สุด
“ใครกันมาเคาะประตูเราบอกแล้วไงว่ากำลังยุ่ง ใครครับ”
“นารีเองค่ะขอโทษด้วยนะที่รบกวน คือว่าฤดีกับคุณพูนพิพัฒน์มาน่ะ รออยู่ที่ห้องรับแขกคุณจะออกไปหาเขาเดี๋ยวนี้ไหม”
เสียงหวาน ๆ จากภรรยาดังขึ้นหนุ่มใหญ่อารมณ์ดีกว่าเดิม จากใบหน้าเครียดขมึงเปลี่ยนเป็ยิ้มกว้าง เขามีความสุขทุกครั้งที่รู้ว่ากำลังจะได้เป็พ่อคน
“ไปสิเพื่อนมาทั้งที เดี๋ยวผมออกไป รอครู่เดียวครับ”
ชายร่างใหญ่ยืนตัวตรงกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้ง เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดี จึงหันหลังเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออกไปเสียงงับประตูดังเบา ๆ ซากทารกอุบาทว์เริ่มเคลื่อนไหว น้ำที่ดองขุ่นจนข้นเงาดำที่รอโอกาสอยู่แล้ว กระโจนออกจากมุมมืดทันที
“ไอ้นักวิทยาศาสตร์นี่ดวงดีเสมอ เราทำอะไรมันไม่ได้เลย”
“มันไม่ทุกครั้งหรอกไอ้เงาดำ สักวันก็ต้องมีเผลอบ้าง ข้าไม่ปล่อยแน่ ไอ้พวกคนบาปชอบทำร้ายผู้อื่นอย่างนี้”
“เอ็งมีพลังมากกว่าข้านักเพราะมีเรือนร่างห่อหุ้มเครื่องใน ข้านี่สิมีแต่ตับไต ไส้พุง ห้อยเป็พวงพลังแทบไม่เหลือ เกลียดมันแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้”
เงาดำคำรามด้วยเสียงอันดังมันแค้นดนัยที่สุด ซึ่งก็ได้แต่อาฆาตเพียงอย่างเดียวปล่อยให้ซากเด็กดองเป็ผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว
“ไม่ต้องห่วงไอ้นักวิทยาศาสตร์และครอบครัวมันจะได้รับผลกรรมที่ทำกับพวกเราเอาไว้แม้ว่ามันจะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ไร้ความสุข ฮ่าฮ่า ฮ่า”
“ใช่ คนที่ก่อเวรสร้างกรรมไว้กับผู้อื่นมันจะหาความสุขไม่ได้เลย”
ปีศาจทั้งสองต่างตะเบ็งเสียงหัวเราะด้วยเสียงดังลั่นภายในห้องเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัว แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงสิ่งนี้เพราะทุกคนได้รวมตัวอยู่ภายในห้องรับแขก ขณะกำลังทักทายกันอยู่นั้นฤดีนารถรู้สึกปวดท้องถี่ขึ้น
“อุ๊ย ! ซี๊ด”
เธอเผลออุทานออกมาด้วยความลืมตัวใบหน้าเหยเก มือจับลงที่ท้อง ตัวเกร็ง หน้าซีด เหงื่อเริ่มออก นารีหันมาเห็นพอดีขมวดคิ้วเข้าหากัน จับแขนเพื่อนเอาไว้ รับรู้ว่าเย็นผิดปกติและชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
“ฤดี เธอเป็อะไรดูสิหน้าซีดเชียว”
“ไหน อ้าว ฤดี คุณไม่สบายหรือเปล่า”
พูนพิพัฒน์ได้ยินดังนั้นหันมาสอบถามภรรยาด้วยความเป็ห่วง ดนัยปราดเข้ามาสำรวจดูใกล้ชิด ขณะนั้นฤดีนารถกำลังถูกประคองให้ลุกขึ้นเขาใไม่น้อยที่เห็นคราบเืเปรอะเปื้อนด้านหลังชุดคลุมท้อง
“แย่แล้วคุณฤดีกำลังจะคลอด น้ำเดินแล้วด้วย”
“อะไรนะคะฤดีกำลังจะคลอดทำไงดี”
“ผมทำอะไรไม่ถูกแล้วครับคุณนารี คุณดนัย”
ทั้งหมดเกิดอาการตกตะลึงพรึงเพริศไม่คาดคิดว่าฤดีนารถจะคลอดก่อนกำหนด และแล้วร่างอุ้ยอ้ายทรุดลงไปนอนราบที่พื้นมือทั้งสองข้างจับท้องเอาไว้แน่น ดิ้นส่ายไปมา ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปพูนพิพัฒน์ หน้าซีด เงอะงะ ทำอะไรไม่ถูก พอ ๆ กับนารีได้แต่เขย่าแขนเพื่อนส่งเสียงเรียกชื่อ จะมีแต่เพียงดนัยคนเดียว นั่งลงใกล้คนท้อง เอามือคลำไปมาใจหายวาบที่เห็นเืออกมาเป็จำนวนมาก ตรงบริเวณนั้นเปียกชุ่ม
“คงต้องพาไปหาหมอแล้วล่ะครับคุณดนัย ช่วยฤดีด้วย”
พูนพิพัฒน์ใที่รู้ว่าภรรยากำลังจะคลอดลูก
“ใจเย็นๆ ครับเราต้องช่วยกัน นารี คุณไปบอกป้านวล เจือ แล้วก็เพิ่ม มาที่นี่โดยด่วน”
“ค่ะ ๆ ฤดี ทำใจดี ๆนะ ไม่ต้องห่วง คุณดนัยช่วยเธอได้”
ทุกคนต่างพากันเป็ห่วงต่อสวัสดิภาพของแม่และลูกที่กำลังจะเกิดเพียงไม่นานร่างที่ชุ่มไปด้วยเืของหญิงท้องแก่ถูกนำลงไปในห้องที่ติดกับห้องทดลองภายในมีเตียงขาหยั่ง และเครื่องมือสำหรับผ่าตัดครบครัน
อุปกรณ์การทำคลอดที่พอจะหาได้ถูกนำมาวางเรียงเอาไว้ใกล้ ๆ บัดนี้ทุกคนสวมใส่ชุดคลุมสีเขียวต่างลุ้นดนัยที่กำลังเป็หมอตำแยจำเป็ มือที่สวมใส่ถุงยางล้วงเข้าไปภายในร่างฤดีนารถอีกครั้งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเ็ปดังเป็ระยะ ทุกครั้งที่ร้องรับรู้ว่าเธอเ็ปมาก เรือนร่างสั่นระริก พูนพิพัฒน์สงสารภรรยาจับใจได้แต่จับมือเอาไว้แน่น นารีเช่นกันแอบเช็ดน้ำตาและภาวนาให้เพื่อนปลอดภัย
“แย่แล้วเด็กไม่ยอมออกมา คงจะต้องผ่าตัดด่วน”
“ผมว่าเรียกรถพยาบาลมาดีกว่าครับ”
เสียงสั่น ๆจากพูนพิพัฒน์ดังขึ้น กลัวภรรยาจะไม่ปลอดภัย หากแต่ว่าดนัยโบกมือห้ามโดยเร็ว
“โปรดไว้ใจผมผมเรียนหมอมา เื่ทำคลอดผมรู้ดีว่าไม่ใช่เื่ยาก พวกคุณเป็ลูกมือก็พอผมจะบล็อกหลังคุณฤดีก่อน”
คราวนี้ไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่คำเดียวได้แต่เงียบ ยืนนิ่งรอรับคำสั่งรู้ว่าเวลานี้ชีวิตฤดีนารถและลูกในท้องอยู่ในมือดนัยแต่เพียงผู้เดียวไม่ว่าเขาทำอะไร เคลื่อนไหวร่างกายไปทางไหน มักตกอยู่ในสายตาของนารีและพูนพิพัฒน์ตลอดเวลา
ขั้นตอนการบล็อกหลังผ่านไปนารีเห็นเข็มที่ใส่น้ำยาเท่านั้น หน้าซีดเผือด เพราะยาวมาก ได้แต่เมินหน้าหนีหวาดกลัวที่สุด นึกถึงตัวเอง ในวันคลอด ไม่รู้ว่าจะเป็อย่างไรได้แต่ภาวนาอย่าให้เจ็บเหมือนเพื่อนเลย
วิธีการผ่าตัดเอาเด็กออกจากท้องได้เกิดขึ้นฤดีนารถนอนตาเบิกกว้าง รับรู้ว่าหน้าท้องถูกแหวกออกจากกัน แต่ไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อยด้วยฤทธิ์ของน้ำยาที่แทรกซึมเข้าไปควบคุมเนื้อตัว ไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายั้แ่ส่วนใต้ลำคอให้เคลื่อนไหวได้เหมือนเป็อัมพาตชั่วคราว
นารีเห็นสำลีซับเืที่ทิ้งลงไปในถังขยะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะเป็ลมเสียเดี๋ยวนั้นรู้ว่าการคลอดลูกเป็สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงมาก
“ทนเอาหน่อยนะครับผมเจอเด็กแล้ว คนพี่ต้องออกก่อน โอ๊ะ”
ดนัยอุทานด้วยความใหน้าซีดเผือด พูนพิพัฒน์และนารีมองเป็ตาเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้นครับลูกผมเป็อะไร”
“ใจเย็น ๆ ครับกรุณาตั้งสติให้ดี ผมจะช่วยเขาทั้งสองให้ปลอดภัยที่สุดนารีช่วยผมด้วยจับหลานเอาไว้ คุณจับคนนี้นะ ผมจะจับคนนั้นแล้วเอาออกโดยพร้อมกัน”
“ทำไมต้องออกพร้อมกันด้วยคะ”
นารีถามด้วยความสงสัยก่อนจะชะโงกดูเด็กที่อยู่ในมือสามีที่กำลังถูกดึงขึ้นมา วางไว้ในมือเขาคนหนึ่งและมือเธอคนหนึ่ง เมื่อเห็นชัด ๆ เธอร้องด้วยความใสุดขีด
“อ๊าย ! ทำไมถึงเป็อย่างนี้”
เสียงร้องอย่างตื่นตระหนกที่ดังขึ้นฤดีนารถและพูนพิพัฒน์หวาดวิตกว่าจะเกิดสิ่งไม่ดีแก่ลูกทั้งสองของตน โดยเฉพาะฤดีนารถแม้ว่าไม่อาจขยับร่างได้เธอะโถามออกไปดัง ๆ
“นารี บอกมา ลูกเราเป็อะไร”
“มะ ไม่ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
“ไม่จริง เราได้ยินเสียงร้องของเธอบอกมาลูกเราตายหรือ”
“ใจเย็น ๆ ครับฤดีลูกของคุณไม่ได้ตาย เขายังมีชีวิต หายใจ ผมจะทำความสะอาดปาก แล้วตีก้น นี่ไงได้ยินไหม”
“อุแว้ ๆ”
สิ้นคำดนัยเสียงเด็กร้องลั่นพูนพิพัฒน์ทำท่าจะเดินไปดูลูก แต่แล้วเขาหันมายิ้มกับภรรยาแทน ครู่เดียวคิ้วขมวดเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องเพียงคนเดียว
“ทำไมลูกผมร้องคนเดียวล่ะครับ”
“เอ่ออีกคนท่าทางไม่ค่อยแข็งแรง แต่ยังมีลมหายใจอยู่นะ คุณมาดูเอาเองว่าจะเอายังไงถ้าปล่อยเอาไว้ จะทำให้อีกคนมีอันเป็ไปด้วย”
“อะไรนะลูกผมเป็อะไร”
พูนพิพัฒน์ปล่อยมือภรรยาโดยเร็วท่ามกลางเสียงกรีดร้องจากผู้เป็แม่หมาด ๆรับรู้ถึงเหตุร้ายที่กำลังจะพรากชีวิตลูกแฝดให้ไปจากอก นารีที่เห็นเหตุการณ์โดยตลอดน้ำตาคลอหน้าเผือดสี มือที่จับทารกน้อยผู้ที่อ่อนแอสั่นระริก ไม่กล้าแม้แต่จะมองสงสารระคนหวาดกลัว ต่อการกำเนิดอันผิดปกติ
“ลูก ลูกผมเป็อะไรห๊า ทำไมถึงเป็อย่างนี้”
“คุณพูนพิพัฒน์ลูกเราเป็อะไรคะ บอกฤดีเดี๋ยวนี้นะ”
ฤดีนารถพยายามที่จะถามเกี่ยวกับลูกแฝดทั้งสองแม้ว่าไม่อาจขยับเรือนร่างได้ แต่เธอยังคงส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนบรรยากาศเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ ดนัยพยักหน้าให้นารีวางทารกตัวจ้อยที่อาบไปด้วยเืแดงๆ ลงบนเตียงเด็กขนาดเล็ก โดยมีพูนพิพัฒน์มองด้วยความเวทนา น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ผมจะต้องทำความสะอาดเด็กโดยเร็วและเอาเข้าตู้อบแล้วมาเย็บแผลคุณฤดี นารี คุณพูนพิพัฒน์ช่วยผมด้วยครับ”
การทำงานที่แข่งกับเวลาเพื่อยื้อชีวิตเด็กทั้งคู่ได้เกิดขึ้นเพียงไม่นานทุกอย่างจบลง ร่างสลบไสลของฤดีนารถถูกเข็นไปนอนที่ห้อง ๆ หนึ่งเพื่อรอรถพยาบาลมารับไปพักฟื้นที่โรงพยาบาล ส่วนเด็กทั้งสองได้มีทีมงานของแพทย์จากโรงพยาบาลมาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
“เราจะเคลื่อนเด็กไปได้พร้อมกับแม่พาไปที่โรงพยาบาล อาการเด็กแย่ทั้งคู่ แต่ก็มีอีกคนที่รอดคุณต้องเลือกแล้วว่าจะให้คณะแพทย์ของเราผ่าตัดแยกร่างของเขาทั้งสองให้ออกจากกันแต่อีกคนหนึ่งจะต้องตาย ถ้าหากว่าไม่ผ่าตัด ปล่อยไว้อย่างนี้ อีกคนก็จะตายตามไปด้วย”
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่งทว่า แววตาเต็มไปด้วยความกังวล พูนพิพัฒน์ขบกรามจนเป็สันนูน สงสารลูกน้อยจับใจเกิดมามีหน้าอกติดกัน โชคดีที่ทั้งสองไม่ได้ใช้อวัยวะภายในร่วมกัน ทว่าเวลานี้อีกคนอ่อนแอจวนเจียนสิ้นใจ
เขาจะต้องเลือกผู้ที่แข็งแรงเอาไว้เพื่อรักษาชีวิตให้เป็ทายาทสืบต่อไป
“ครับผมเลือกวิธีผ่าตัดให้เด็กแยกร่างออกจากกัน เอาคนที่แข็งแรงไว้”
“นั่นคือความคิดที่ถูกต้องเพราะเด็กอีกคนจะตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแม้ว่าไม่ได้รับการผ่าตัดแยกร่างเขาก็ตายอยู่ดี ผลจากการเอ็กซเรย์ เด็กคนนั้นหัวใจหายไปเกือบทั้งหมด”
“คุณพระช่วย ทำไมลูกผมถึงโชคร้ายอย่างนี้”
พูนพิพัฒน์ร้องโฮอย่างไม่อายดนัยเข้ามาจับมือเอาไว้แน่น สงสารที่สุด แต่เขาช่วยอะไรไม่ได้นอกจากคอยเป็กำลังใจ
“บุญเขามีแค่นี้เราต้องทำใจ และดูแลคนที่รอดให้ดีที่สุด”
“ขอบคุณครับดนัยคุณพยายามช่วยเหลือฤดีกับลูก ๆ ถ้าคุณไม่ช่วยผ่าตัดเอาเขาออกมาจากท้องฤดีป่านนี้คงตายหมด รวมทั้งเธอด้วย”
“ไม่เป็ไรหรอกผมเองก็สุดความสามารถแล้วเช่นกัน”
ดนัยเศร้าใจไม่น้อยเวทนาต่อชีวิตที่เพิ่งก่อกำเนิดลืมตาดูโลกได้ไม่นานแต่ก็ต้องดับสูญเพราะมีอวัยวะภายในไม่ครบส่วนอีกคนจะต้องได้รับการผ่าตัดออกจากผู้เป็พี่โดยด่วนไม่เช่นนั้นก็จะสิ้นชีวิตตามไปอีก
“ผมจะตั้งชื่อคนพี่ที่กำลังสิ้นชีวิตว่าวีระวัฒน์คนที่เหลือชื่อพงษ์ระพี อย่างไรเสียเขาก็เป็ลูกสมควรมีชื่อไว้เป็อนุสรณ์แก่พ่อแม่ให้คิดถึง”
“ครับ ผมเห็นด้วยเอ่อ คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าหากว่าผมจะขอร่างหลานไปเก็บเอาไว้เพื่อศึกษา”
ในที่สุดดนัยเอ่ยปากขอลูกแฝดที่ถูกทิ้งจากผู้เป็พ่อขณะนี้ไม่มีจิตใจที่จะคิดอะไร นอกจากความเศร้าที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจชั่วครู่ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาพยักขึ้นลงเป็เชิงอนุญาต ดนัยบีบมือแน่น
ทุกครั้งที่ได้ซากทารกไม่ว่าคนหรือสัตว์จะรู้สึกดีใจมาก ต่างจากเวลานี้เศร้าจนแทบไม่้ามีชีวิตอยู่ ขณะที่พูนพิพัฒน์เสียใจจนแทบบ้าถ้าไม่ติดว่าจะต้องดูแลฤดีนารถและลูกอีกคนที่เหลือ เขาคงไม่เสียดายลมหายใจของตัวเอง
“เอาไปเถอะอย่าให้ฤดีรู้ก็แล้วกัน เธอคงทำใจไม่ได้ถ้ารู้ว่ามีซากลูกถูกดองเอาไว้ในบ้านคุณ”
“ขอบคุณมากผมจะดูแลหลานเป็อย่างดี”
เสียงร้องคร่ำครวญดังขึ้นเป็ระยะนารีเศร้าใจไม่น้อย รู้สึกสลดหดหู่ต่อการสูญเสียลูกของเพื่อนรักแทนที่จะได้ลูกแฝดชายทั้งสองไว้เชยชม กลับต้องเสียอีกคนไป ทุกครั้งที่มองเห็นใบหน้าที่ขาวซีดริมฝีปากสั่นระริก ั์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำที่ล้นทะลักออกมาตลอดเวลา นารีอดที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่ได้
“ทำไมลูกเราต้องตายด้วย”
“ร่างกายเขาไม่แข็งแรงหมอก็ต้องเลือกคนที่แข็งแรงเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องตายทั้งหมด”
“เขาไม่น่าตายเลยเราคงมีความสุขมากที่ได้เลี้ยงลูกแฝดผู้ชายสองคน แต่นี่เหลือคนเดียว เราเราช่วยเขาไม่ได้เลย”
ฤดีนารถยังคงฟูมฟายด้วยหัวใจที่แตกสลายพูนพิพัฒน์รับรู้โดยตลอด เขาเลี่ยงออกมายืนด้านนอกระเบียง
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงภรรยากรีดร้องหัวใจเหมือนถูกบีบให้เล็กลง ใครล่ะจะ้าให้เื่จบลงด้วยความเศร้าถ้าเลือกได้เขาก็ต้องเก็บลูกเอาไว้ แต่นี่เป็เหตุสุดวิสัยนอกจากเด็กจะมีหน้าอกติดกัน คนที่สิ้นชีวิตแทบไม่มีหัวใจแม้ว่าผ่าตัดแยกร่างออกจากกันได้ เด็กก็ต้องตายอยู่ดี
“ลูกเอ๋ยชาติหน้ามีจริงเกิดมาเป็ลูกพ่ออีกนะอย่าให้ชีวิตต้องประสบกับเื่เศร้าอย่างนี้เลย พ่อจะทำบุญไปให้ลูกเยอะ ๆ”
พูนพิพัฒน์ยกมือขึ้นพนมนึกถึงลูกผู้จากไป เขารู้ว่าร่างทารกผู้พิการถูกดนัยนำไปเก็บไว้ที่ห้องใต้ดินเพื่อทำการศึกษา เื่นี้เป็ความลับ รู้เห็นเฉพาะเขากับดนัยเพียงสองคนเท่านั้นและในวินาทีนั้นเอง ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องแว่วมาตามสายลม
“อุแว้ อุแว้”
“ลูกพ่อวีระวัฒน์ใช่ไหม”
กวาดตามองหาไปทั่วๆแต่ไม่เห็นสิ่งใด นอกจากความมืดและสายลมที่เริ่มพัดแรงขึ้นจนแทบจะทำให้ร่างพลัดตกจากระเบียง มือใหญ่พยายามเกาะราวเอาไว้แน่นส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลั่น
“ช่วยด้วย ช่วยผมที”
ไม่ว่าจะร้องเสียงดังแค่ไหนกลับมีความรู้สึกว่ามีมือั์ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่ากำลังกระชากร่างด้วยพลังอันมหาศาล เสียงลมยังคงพัดเสียงดังอื้ออึงเสื้อผ้าแทบจะปริขาดออกจากเนื้อตัวคละเคล้าด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยันจากใครบางคนดังขึ้น
“ช่วยผมด้วย”
หนุ่มใหญ่ะโสุดเสียงเพราะรู้ว่ามือที่กำลังเกาะราวระเบียงเริ่มต้านแรงกระชากไม่ไหวได้แต่หลับตาภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้รอดปลอดภัย