
มหานครโครเนแซนเดรีย รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี 2026
ณ ห้องแห่งหนึ่งอพาร์ทเม้นท์ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ชานเมือง
เสียงพัดลมระบายความร้อนภายในห้องวิจัยใต้ดินดังหึ่งต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันเป็ซาวด์แทร็กประกอบชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา
แสงสีฟ้าจากหน้าจอโฮโลแกรมจำนวนมากส่องสะท้อนทั่วผนังคอนกรีตแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยสายไฟระโยงระยาง เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ถอดชิ้นส่วน และเศษเอกสารงานวิจัยกองมหึมาที่ส่งกลิ่นจาง ๆ ของกระดาษเก่าและรอยไหม้จากคราบตะกั่วบัดกรี
ใจกลางห้องอันรกชัฏนั้น…เด็กหนุ่มผมดำวัย 18 ปี กำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของเขาเพ่งมองจนเส้นเืฝอยขึ้นเด่นชัด
โจนาธาน เรน ปลายนิ้วของเขากำลังพิมพ์รหัสภาษาซีเควนซ์บางอย่างลงบนแป้นควบคุมอย่างรวดเร็ว เสียงปุ่มคีย์บอร์ดกลไกดังกระทบกันรัวสนั่น ขณะที่สายตาคมกริบจับจ้องค่าพลังงานบนหน้าจอโดยไม่กะพริบ

[Dimensional Resonance — 87%]
[Quantum Bridge Stabilizing…]
“อีกนิดเดียว…ขอแค่อีกนิดเดียวเท่านั้น” เรนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ลำคอแห้งผากจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหลายวัน
บนโต๊ะด้านข้าง มี Memory Box กล่องพลาสติกเก่าแก่ของพ่อถูกเปิดวางอยู่ ภายในเต็มไปด้วยบันทึกการทดลองที่ขอบกระดาษเริ่มเป็สีเหลือง สมุดจดสูตรฟิสิกส์ควอนตัมด้วยลายมือที่รีบร้อน และชิ้นส่วนอุปกรณ์แกนคริสตัลลึกลับที่ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีไหนในโลกยุค 2026 ผลิตได้
สิบปีแล้ว…นับั้แ่คืนที่ โจนาธาน วิลเลี่ยม นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้เป็พ่อ หายตัวไปอย่างลึกลับจากเหตุการณ์ประตูมิติะเิเมื่อปี 2016
แม้คนทั้งโลก รวมถึงรัฐบาลและตำรวจจะสรุปว่าพ่อของเขาตายไปแล้วในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เรนไม่เคยเชื่อแบบนั้นเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เพราะในคืนก่อนที่พ่อจะหายตัวไป…วิลเลี่ยมเคยลูบหัวเขาและพูดเอาไว้ประโยคหนึ่งด้วยสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่าง
“ถ้าวันหนึ่งลูกได้ยินเสียงเรียกจากอีกฟากของโลก…อย่ากลัวมันนะเรน จงตามเสียงนั้นไป เพราะนั่นอาจเป็การตอบกลับจากโลกฟากหนึ่ง”
ตอนเด็กเรนไม่เข้าใจความหมายอันบ้าคลั่งนั้นเลย แต่ตอนนี้…หลังจากสืบทอดงานวิจัยลับนี้มาอย่างโดดเดี่ยว เขากำลังจะเริ่มเข้าใจมันแล้ว
ติ๊ง—
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนกองกระดาษดังขัดจังหวะความเงียบ เรนละสายตาจากหน้าจอที่ตัวเลขรหัสกำลังวิ่งพล่าน ก่อนหยิบมันขึ้นมาดู ชื่อบนหน้าจอทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย
— ริน อาซากิ —
มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
[เรน: ถึงบ้านรึยัง?]
อีกฝ่ายตอบกลับเร็วเหมือนเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา
[ริน: ยังเลย นั่งรถไฟอยู่ นายล่ะ?]
[เรน: ยังอยู่ห้องวิจัย]
เรนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทันทีที่ข้อความถัดไปของเธอเด้งรัวขึ้นมาเหมือนเสียงสวดมนต์
[ริน: อีกแล้วเหรอ?!]
[ริน: นี่นายจะอยู่เฝ้ากับเศษเหล็กพวกนั้นจนมหาวิทยาลัยเปิดเทอมเลยรึไง]
เด็กหนุ่มเหลือบมองเครื่องจักรทรงวงแหวนขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง มันมีความสูงเกือบจรดเพดาน สายไฟหนาทึบจำนวนมากแผ่ออกมาจากฐาน ปล่อยกระแสพลังงานออร่าสีฟ้าสว่างวาบไหลเวียนอยู่รอบวงแหวนเหล็กกล้ากลึงพิเศษ
เขาพิมพ์ตอบกลับด้วยความนึกสนุก
[เรน: มันไม่ใช่เศษเหล็กสักหน่อย]
[เรน: มันคือเครื่องส่งสัญญาณต้นแบบสำหรับเปิดประตูมิติต่างหาก]
ข้อความ “กำลังพิมพ์…” ของรินปรากฏขึ้น ก่อนจะหายไปแล้วกลับมาใหม่หลายครั้ง ราวกับเธอกำลังพยายามสรรหาคำมาด่าความดื้อรั้นของเขา เรนยิ้มกว้างขึ้น เธอคงกำลังทำหน้าเอือมระอา คิ้วขมวดมุ่นอยู่บนรถไฟแน่ ๆ
แต่คืนนี้ต่างออกไป…คืนนี้ไม่เหมือนตลอดสิบปีที่ผ่านมา
[เรน: ฉันใกล้จะทำมันสำเร็จแล้วนะ ริน]
[ริน: ประโยคนี้นายพูดมาเป็สิบรอบได้แล้วมั้ง]
[เรน: แต่ครั้งนี้ฉันพูดเื่จริงนะ]
[เรน: ริน]
[เรน: ถ้าสมมุตินะ]
[เรน: ถ้าวันหนึ่งโลกที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่มันไม่ได้มีแค่มิติเดียวจริงๆ เธอจะทำยังไงต่อไป?]
[ริน: นายดูหนังไซไฟพวกแนววิทยาศาสตร์ฟิกสิกซ์ควอนตัมมากเกินไปแล้วละมั้ง]
[เรน: ฉันจริงจังนะ]
รินปล่อยเงียบไปนานก่อนที่จะขึ้นสถานะ กำลังพิมพ์ นานกว่าปกติ
[ริน: ต่อให้โลกนี้จะมีอีกสักกี่มิติ หรือมีโลกใหม่อีกกี่ใบ...ฉันก็ยังต้องตื่นไปเรียนหนังสือเหมือนเดิมอยู่ดีนั่นแหละ]
เมื่อข้อความจากรินถูกส่งมา เขาอมยิ้มก่อนจะกดส่งสติกเกอร์รูปตัวการ์ตูนหัวเราะกวนๆ กลับมาแทบจะทันที
ในระหว่างนั้นเองเครื่องต้นแบบที่เคยนิ่งสนิท บัดนี้มันเริ่มตอบสนองต่อคลื่นสัญญาณบางอย่างจากภายนอก
เรนหันกลับมามองค่าพลังงานบนหน้าจอหลักอีกครั้ง และดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างเมื่อพบว่าตัวเลขมันไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มันกำลังพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีแรงขับเคลื่อนมหาศาลจากที่ไหนสักแห่ง
91%…92%…93%
หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวแรงกระแทกอกอย่างควบคุมไม่ได้ มือที่ถือโทรศัพท์เริ่มสั่น
ครืดดดดดดด—!!!
จู่ ๆ พื้นคอนกรีตใต้เท้าก็สั่นะเือย่างรุนแรง เครื่องส่งสัญญาณวงแหวนตรงหน้าเริ่มแผดเสียงครางต่ำน่าวิตก แสงสีฟ้าภายในแกนกลางพุ่งทะลักออกมาเป็เส้นสาย สะบัดพล่านไปทั่วห้องเหมือนแส้พลังงานที่กำลังสูญเสียการควบคุม
“เดี๋ยวนะ…เกิดอะไรขึ้น!? ค่าโอเวอร์โหลดงั้นเหรอ!?”
เรนรีบถลันตัวลุกขึ้นยืน นิ้วรัวแป้นพิมพ์เพื่อพยายามตัดกระแสไฟ แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับกลายเป็สีแดงฉานพร้อมตัวอักษรเตือนภัยที่ขยายใหญ่ขึ้น
[Unknown Energy Detected — Out of Control]
[Dimensional Gate Opening... 100%]
“เป็ไปไม่ได้…ฉันยังไม่ได้เปิดระบบเชื่อมต่อเต็มรูปแบบด้วยซ้ำ!”
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านขั้วสมอง แต่สายตาของเขากลับถูกตรึงไว้ด้วยภาพตรงหน้า…ตรงกลางวงแหวนเครื่องจักรนั้น มิติของอากาศเริ่มบิดเบี้ยวเป็เกลียวคลื่น เหมือนผิวน้ำที่ถูกก้อนหินั์ตกกระทบ ก่อนที่รอยแยกสีขาวทองสว่างจ้าจะค่อย ๆ แตกออกช้า ๆ ราวกับมีหัตถ์ของพระเ้ากำลังฉีกกระชากมันจากอีกฝั่ง
ฟิ้ววูวววว—!
ลมพายุหมุนมหาศาลพัดกระหน่ำออกมาจากรอยแยกนั้น เอกสารงานวิจัยนับพันแผ่นปลิวว่อนเต็มอากาศเหมือนผีเสื้อปีกขาว หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานทุกดวงกระพริบถี่ก่อนจะะเิแตกกระจายพร้อมกัน!
ปัง! ปัง! ปัง!
เศษแก้วร่วงกราว ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงสีทองสว่างวาบจากรอยแยกมิติที่ส่องให้เห็นเงาร่างของเรนที่ต้องรีบคว้าขอบโต๊ะเหล็กเพื่อพยุงตัวไม่ให้ปลิวไปตามแรงดูด
และในวินาทีที่ความโกลาหลพุ่งถึงขีดสุดนั่นเอง…
“ในที่สุด…เราก็พบเจอลูก…”
เสียงหนึ่งดังขึ้น…ไม่ใช่เสียงที่ผ่านเข้าทางใบหู แต่เป็เสียงที่ดังก้องกังวานอยู่ภายในจิติญญาของเขาโดยตรง
มันเป็เสียงของผู้หญิง อ่อนโยน สงบเยือกเย็น ทว่ากลับแฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลจนทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง ราวกับหัวใจของเขาถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
ดวงตาของเรนเบิกกว้างด้วยความช็อก “ใครน่ะ!? ใครกำลังพูดอยู่!”
ไม่มีเสียงตอบรับจากมิตินี้ มีเพียงเสียงสายลมและเครื่องจักรที่กรีดร้อง แต่เสียงในหัวนั้นยังคงเอ่ยต่อไปอย่างมั่นคง
“ผู้ถูกเลือกจากนอกเส้นทางแห่งโชคชะตา…โจนาธาน เรน…”
เด็กหนุ่มชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อ…เสียงนั้นรู้จักชื่อของเขา!
“โลกฝั่งนี้กำลังจะดับสูญ…และมีเพียงลูกเท่านั้นที่จะแปรเปลี่ยนอนาคตอันมืดมิดนี้ได้”
“เดี๋ยวก่อน! พูดเื่อะไรน่ะ นี่มันเื่บ้าอะไรกัน—!”
ยังไม่ทันที่เรนจะจับต้นชนปลายถูก จู่ ๆ คลื่นความทรงจำและภาพนิมิตบางอย่างก็ไหลทะลักเข้ามาในสมองของเขาอย่างรุนแรงจนทำให้รู้สึกเ็ปเหมือนศีรษะจะะเิ
ภาพของท้องฟ้าสีเืฉาน…เสียงกรีดร้องของาที่แผ่นดินลุกเป็ไฟ…ัเกล็ดดำขนาดมหึมาที่สยายปีกบดบังแสงตะวัน…อาณาจักรโบราณมากมายที่กำลังล่มสลายลงสู่ทะเลเพลิงท่ามกลางกองทัพปีศาจมากมาย…และสุดท้าย คือเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหาศาลที่นั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหนือบัลลังก์ซากศพนับไม่ถ้วน ดวงตาสีแดงของมันตวัดมามองตรงที่เขา!
แรงกดดันจากภาพนิมิตนั้นรุนแรงและทารุณจนเรนถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นคอนกรีต มือทั้งสองข้างกุมขมับแน่น “อึก…อ๊ากกกก!”
เสียงของหญิงสาวปริศนาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กระซิบแ่เบาและอ่อนโยนลง ราวกับจะช่วยปลอบประโลมความเ็ปของเขา
“หากลูก้าพบความจริงที่ถูกซ่อนไว้…” “หากลูก้าพบผู้เป็พ่ออีกครั้ง…” “จงก้าวเข้ามา…สู่การเดินทางแท้จริงของเ้า”
คำว่า ‘พ่อ’ คำเดียว ทำให้เรนสะดุ้งสุดตัว ความเ็ปเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็หัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวังอันบ้าคลั่ง
“…พ่อเหรอ? พ่อยู่ที่นั่นงั้นหรอ!?”
เขายันตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สายตาจ้องมองตรงไปยังรอยแยกสีทองที่บัดนี้ขยายกว้างจนกลายเป็ประตูมิติเต็มรูปแบบ แสงสว่างจ้าเย้ายวนใจราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาละทิ้งโลกใบเดิม
ในกระเป๋ากางเกง โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดอีกครั้ง หน้าจอสว่างวาบแสดงข้อความล่าสุดจากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา
[ริน: นายโอเคไหม? ลมแถวบ้านฉันจู่ ๆ ก็พัดแรงมากเลย เรน? ตอบแชตฉันหน่อยสิ!]
เรนมองข้อความนั้นนิ่งๆ เป็ครั้งสุดท้าย ความอบอุ่นและความผูกพันในโลกนี้รั้งเขาไว้ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเงยหน้ากลับไปยังประตูมิติเบื้องหน้า
“เวลาของประตูมิติเหลือไม่มากแล้ว…จงเลือกชะตากรรมของลูกเอง โจนาธาน เรน” เสียงนั้นเริ่มจางหายไปพร้อมกับรอยแยกที่เริ่มหดตัว
เด็กหนุ่มกำมือถือในกระเป๋าแน่น ความกลัวและสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดกำลังกรีดแทงอยู่ภายในใจ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าก้าวเข้าไปในแสงนั้น ชีวิตนักศึกษาธรรมดา ๆ ของเขาจะจบลง และเขาอาจไม่ได้กลับมาที่โลกนี้อีกเลย
แต่ภาพรอยยิ้มของพ่อในความทรงจำ และปริศนาตลอดสิบปีที่กัดกินใจเขามันมีน้ำหนักมากกว่า
ดวงตาของเรนเปลี่ยนเป็แน่วแน่ ไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป
“ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ละก็…” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินอีกกี่โลก…ฉันก็จะไปพบกับพ่อและพาเขากลับมาให้ได้!”
วินาทีถัดมา เรนสับเท้าวิ่งร่างของเขาพุ่งเข้าใส่กึ่งกลางของรอยแยกมิติสีทองอย่างไม่คิดชีวิต!
ตูมมมมมมมมม—!!!
แสงสีทองะเิออกอย่างรุนแรงท่วมท้นจนมืดมิดไปทั่วทั้งห้องวิจัยใต้ดิน คลื่นแรงกระแทกจากพลังงานควอนตัมแผ่ขยายออกไปเป็วงกว้าง ทะลุชั้นดินขึ้นสู่พื้นผิว ส่งกระแสไฟฟ้าขัดข้องไปทั่วเมืองโครเนแซนเดรียในพริบตา
ร่างของเรนเบาหวิวราวกับขนนก ประสาทััทั้งหมดถูกบดเคี้ยวและหลอมรวมเข้ากับแสงสว่าง และในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด…เสียงกระซิบสุดท้ายของหญิงสาวคนเดิมก็ดังก้องชวนขนลุก
“ยินดีต้อนรับสู่…เอนเชี่ยน เวิลด์”