เสียงกลองศึกยังคงดังก้องเหนือกำแพงด่านซีเหมินแม้เวลาจะล่วงเลยไปแล้วถึงสิบวันเต็ม แต่กลิ่นคาวเืและควันไฟยังไม่จางหายกองทัพอสูรนับแสนยังคงตรึงกำลังล้อมด่านซีเหมินไว้แ่าทุ่งหินกาฬรอบนอกกลายเป็สุสานของอสูรน้อยใหญ่ ศพอสูรนอนเกลื่อนกลาดจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเดือดร้อนถึงเหล่าอสูรระดับต่ำที่ต้องกัดกินซากพวกเดียวกันเพื่อประทังชีวิตท่ามกลางความโกลาหลและความสิ้นหวัง มนุษย์ในด่านซีเหมินยังคงยืนหยัดอย่างไม่ยอมแพ้
ตลอดสิบวันที่ผ่านมา กองทัพอสูรถูกสังหารไปแล้วนับหมื่นตัวจากการโจมตีสวนกลับของมนุษย์อาวุธกลและค่ายกลอักขระที่เอี้ยเสวียนวางไว้รอบด่านทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพทุกครั้งที่อสูรบุกเข้ามา พวกมันต้องเผชิญกับกับดักสายฟ้า เปลวเพลิงและธนูเหล็กั์ที่สังหารหมู่ได้ในพริบตา แต่ถึงจะสูญเสียมากเพียงใดกองทัพอสูรก็ยังไม่ล่าถอย พวกมันเปลี่ยนวิธีการโจมตีทิ้งศพพวกเดียวกันไว้เป็แนวกำบังและยังคงล้อมด่านซีเหมินไว้ไม่ขาดสาย
บนกำแพงสูงของด่านซีเหมินทหารผู้หนึ่งชี้ไปยังทุ่งหินด้านล่างด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า "ท่านแม่ทัพครับดูเหมือนอสูรพวกนั้นจะไม่ยอมแพ้เลย แม้จะตายไปเป็หมื่นแล้วก็ตาม"
แม่ทัพลู่หันมามองทหารคนนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล"อสูรไม่เหมือนมนุษย์ ความตายของพวกเดียวกันไม่ได้ทำให้พวกมันกลัวแต่กลับยิ่งทำให้พวกมันโกรธมากขึ้น ที่น่าห่วงคือพวกมันเริ่มมีแผนการใหม่แล้ว"
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าซีดเผือด"ท่านแม่ทัพครับ กองลาดตระเวนรายงานว่าอสูรพวกนั้นเริ่มมีความเคลื่อนไหวแปลกๆ พวกมันไม่โจมตีอีกแล้วแต่กลับนิ่งเฉยเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง"
แม่ทัพลู่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม"ข้ามีความรู้สึกไม่ดี เหมือนมีพายุใหญ่กำลังจะมาถึง"
รุ่งอรุณวันที่สิบสอง เมฆหมอกดำทะมึนบดบังแสงตะวันเหนือทุ่งหินกาฬเสียงคำรามต่ำๆ ของอสูรระดับสูงดังก้องไปทั่วแนวป่า ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นะเือย่างรุนแรง ราวกับมีูเาเคลื่อนที่เข้ามาหาด่านซีเหมิน
"อะ... อะไรกัน!"ทหารยามรุ่นใหม่คนหนึ่งสะดุ้งใ มือสั่นจนถือดาบแทบไม่อยู่
"ดูนั่น!"ทหารผู้หนึ่งบนกำแพงร้องขึ้นอย่างตกตะลึง เสียงแหบพร่าด้วยความกลัว
จากแนวป่าอันไกลโพ้นอสูรั์ร่างสูงเทียมยอดไม้หลายสิบตนก้าวออกมาอย่างเชื่องช้าพวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่สูงใหญ่กว่าร้อยเท่า กล้ามเนื้อปูดโปนิัหนาสีเทาดำ แต่ละก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินทำให้แผ่นดินสั่นะเืกองทัพอสูรระดับต่ำและหุ่นเชิดต่างกรูเข้ามารายล้อมรอบขาอสูรั์เ่าั้
"พระเ้า..."นายกองผู้หนึ่งพึมพำด้วยสีหน้าซีดเผือด "พวกมันใหญ่เหลือเกินจะสู้กันได้อย่างไร"
ทหารหลายคนเริ่มร่วงไหล่ลง บางคนถึงกับทิ้งอาวุธพร้อมกับนั่งเศร้า"เราจบแล้ว... เราไม่มีทางสู้กับอสูรั์พวกนั้นได้หรอก"
แม่ทัพลู่ะโเสียงดัง "อย่าหวั่นไหว!เรายังมีกำแพงอักขระคุ้มกัน!"
บนบ่าของอสูรแต่ละตนแบกก้อนหินขนาดมหึมาหินแต่ละก้อนใหญ่เท่าบ้านสามหลัง เมื่อมองจากกำแพงเมืองก้อนหินเ่าั้ดูเหมือนูเาเล็กๆ ที่เคลื่อนที่ได้
จากท่ามกลางกองทัพอสูร เทวบุตรยมโลกปรากฏตัวขึ้นบนยอดหินสูงเขายกมือขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วสนามรบ"วันนี้จะเป็วันสุดท้ายของด่านซีเหมิน!"
ทันทีที่ได้รับสัญญาณจากเทวบุตรยมโลกอสูรั์ก็ยกก้อนหินขึ้นเหนือศีรษะแล้วเหวี่ยงใส่กำแพงเมืองพร้อมกันก้อนหินนับร้อยลอยละลิ่วกลางอากาศบดบังแสงตะวันเสียงหวือหวาของลมที่ถูกผ่าดังสนั่นหวั่นไหวก่อนจะตกกระทบกำแพงอักขระของด่านซีเหมินอย่างจัง
เสียงหินกระแทกกำแพงดังกึกก้องอักขระป้องกันบนกำแพงเปล่งแสงสีฟ้าและทองวาบขึ้นทันทีพลังกระแทกถูกสะท้อนกลับไปยังทุ่งหินกาฬ ก้อนหินจำนวนมากแตกกระจายกลางอากาศเศษหินปลิวว่อนใส่กองทัพอสูรด้านหลังจนเกิดความโกลาหล
"พวกมันคิดอะไรอยู่กันแน่?" แม่ทัพลู่ขมวดคิ้วแน่นขณะมองก้อนหินนับร้อยที่ยังคงถูกโยนเข้าใส่กำแพงอย่างต่อเนื่อง"การโจมตีแบบนี้ไร้สาระ พวกมันกำลังสูญเสียทหารของตัวเองไปเปล่าๆ"
"อักขระสะท้อนพลังของเรายังทำงานสมบูรณ์แบบก้อนหินพวกนั้นไม่มีทางทำลายกำแพงได้หรอก"รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงกล่าวด้วยความงุนงง พลางหันไปถามนายกองอีกคน"เ้าคิดว่าอย่างไร? อสูรพวกนี้ฉลาดขนาดไหนกัน?"
นายกองคนนั้นส่ายหน้า "ข้าไม่เข้าใจเหมือนกันปกติแล้วอสูรจะไม่ทำอะไรที่ไร้ผล พวกมันป่าเถื่อนแต่ไม่ได้โง่ต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่แน่"
แม่ทัพและนายกองทั้งหลายต่างพากันสงสัยในแผนการของอสูรเพราะทุกครั้งที่ก้อนหินกระทบกำแพง อักขระก็สะท้อนพลังกลับไปอย่างรุนแรงทำลายอสูรระดับต่ำที่อยู่ใกล้เคียงไปไม่น้อย แต่อสูรั์กลับไม่หยุดการโจมตียิ่งทำให้ทุกคนงุนงงมากขึ้น
ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยปากถามเบาๆ "ท่านแม่ทัพครับพวกเราควรโจมตีกลับไหม? ตอนนี้พวกมันกำลังสับสนอยู่"
แม่ทัพลู่ส่ายหน้า "ยังไม่ใช่เวลาเราไม่รู้ว่าพวกมันวางแผนอะไรไว้ ถ้าเราออกไปโจมตีแล้วพวกมันมีกับดักรอเราจะเสียเปรียบ"
เอี้ยเสวียนยืนดูเหตุการณ์อยู่บนหอคอยเขาสังเกตการเคลื่อนไหวของอสูรั์อย่างละเอียดดวงตาของเขาเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวทุกอย่าง จากก้อนหินที่ตกลงมาไปจนถึงการจัดเรียงตัวของกองทัพอสูร
เขาหลับตานิ่ง ถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ารู้แล้วว่าพวกมันคิดอะไร"
ทุกสายตาหันมามองเขาทั้งแม่ทัพลู่และนายกองทั้งหลายต่างจับจ้องเขาด้วยความใจจดใจจ่อ
เอี้ยเสวียนจึงอธิบาย "อสูรพวกนี้ไม่ได้หวังจะทำลายกำแพงด้วยก้อนหินโดยตรงแต่พวกมัน้าลดพลังป้องกันของอักขระต่างหาก ทุกครั้งที่อักขระใช้พลังป้องกันพลังงานในอักขระก็จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าไม่ซ่อมแซม อักขระจะหมดพลังในที่สุด"
แม่ทัพลู่ใ "แล้วเวลาจะนานแค่ไหน?"
"อีกอย่าง..."เอี้ยเสวียนชี้ไปยังแนวหินที่เริ่มก่อตัวขึ้นหน้ากำแพง "พวกมันกำลังสร้างถนนพยายามถมกับดักและค่ายกลของเราให้กลายเป็ทางเดินที่ปลอดภัยสำหรับอสูรระดับสูงหากพวกมันทำลายกับดักได้หมด เราจะไม่มีอะไรหยุดยั้งการบุกของพวกมันได้อีก"
เสียงเงียบกริบลงมาทั่วบริเวณ ทุกคนต่างมองหน้าซึ่งกันและกันนายกองคนหนึ่งผุดลุกขึ้น "งั้นเราต้องหยุดพวกมัน!"
"แล้วเราจะทำอย่างไร?" นายกองอีกคนถามเสียงสั่น"เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ พลังของเราไม่พอที่จะสู้กับอสูรั์"
เอี้ยเสวียนมองไปรอบๆ ใบหน้าของเขาหม่นหมอง ก่อนกล่าวต่อ"ข่าวร้ายคือ ถ้าไม่มีคนมาซ่อมอักขระ หรือไม่มีใครช่วยเสริมพลังกำแพงนี้จะต้านได้นานที่สุดอีกแค่สามวันเท่านั้น"
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วด่านซีเหมินทหารและแม่ทัพทั้งหลายต่างทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวัง หลายคนหน้าซีดเผือดบางคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เสียงกระซิบกระซาบและเสียงถอนหายใจดังขึ้นทั่วทั้งด่าน
"สามวัน..." ทหารคนหนึ่งพึมพำเบาๆ"แค่สามวันเท่านั้นเหรอ"
"เราจะตายกันหมดแล้ว" ทหารอีกคนนั่งยองๆ ลงหน้าตาเหนื่อยล้า "กำลังเสริมจะมาทันไหม?"
แม่ทัพลู่พยายามปลอบใจ "อย่าท้อแท้ไปหรอก เรายังไม่แพ้ยังมีสามวันให้เราคิดหาทางแก้ไข"
แต่เสียงของเขาก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีว่าสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน
เอี้ยเสวียนเองก็รู้สึกหนักอึ้ง เขาเดินไปนั่งบนหอคอยหลบผู้คนหลับตาลงพยายามคิดหาทางรอดอย่างเคร่งเครียดในจิตใจของเขากลับได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้น
'เ้าจะมัวแต่สิ้นหวังอยู่หรือ? ใช้สมองหน่อยสิยังมีอะไรที่เ้าลืมหรือเปล่า' เสียงของไป่เจ๋อดังขึ้นอย่างกวนประสาท
'เ้าคิดว่าตัวเองหมดหนทางแล้วหรือ? ลองคิดดูดีๆ ว่าเ้ามีอะไรอยู่ในมือ' เสียงของจิวหลงเสริมขึ้น
เอี้ยเสวียนสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตั้งสติเขาเริ่มทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีอยู่ พลังควบคุมเวลา อาวุธกล อักขระเวทและความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มา
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ "พลังควบคุมเวลา...ข้าสามารถเร่งเวลาได้!"
เอี้ยเสวียนรีบไปหาแม่ทัพลู่ บอกแผนการของตนด้วยเสียงกระซิบ"ข้าจะให้จิ้งจอกเก้าหางใช้พลังอำพรางตัวข้าในยามค่ำคืนแล้วข้าจะลงไปซ่อมอักขระด้วยตัวเอง ข้าจะเร่งซ่อมอักขระให้มากขึ้นให้เร็วขึ้นเพื่อให้ซ่อมเสร็จทันก่อนที่อักขระจะหมดพลัง"
แม่ทัพลู่ใ "อันตรายเกินไป! ถ้าพวกมันจับเ้าได้เ้าจะตายแน่"
"แต่ถ้าข้าไม่ทำ เราทุกคนก็จะตายกันหมด"เอี้ยเสวียนตอบอย่างมั่นใจ "นี่เป็หนทางเดียวของเรา"
“พวกข้าจะช่วยเ้าด้วยเอี้ยเสวียน” หัวหน้านักจารึกอักขระ 9 ดาวทองเหมียวเยิ่นเฟิง กล่าวขึ้น “เ้ามีแผนอย่างไร”
เอี้ยเสวียนหันไปมองด้วยความสงสัย ก่อนที่จะกล่าวว่า“ท่านผู้าุโคือ?”
“พวกข้าถูกส่งมาให้ช่วยเหลือเ้าจากท่านหัวหน้าสมาคมนักจารึกอักขระข้าชื่อ เหมียวเยิ่นเฟิง” เหมียวเยิ่นเฟิงกล่าวขึ้น
เอี้ยเสวียนถึงกับเป่าปากด้วยความยินดี“ขอบใจท่านปรมาจารย์เหมียว....ได้พวกท่านมาช่วยทำให้ข้ามั่นใจขึ้นมากขอรับ”
แม่ทัพลู่มองดูเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยกย่อง"เ้ากล้าหาญมากเอี้ยเสวียน ข้าจะสั่งให้ทหารคอยคุ้มกันรอบนอกเ้าทำหน้าที่ของเ้าให้ดีที่สุดข้าจะจัดกองลาดตระเวนออกไปเบี่ยงเบนความสนใจของอสูร"
ยามราตรีมาเยือน ด่านซีเหมินตกอยู่ในความเงียบสงัด เพียงแต่มีเสียงคำรามต่ำๆของอสูรที่ดังแว่วมาเป็ระยะ เอี้ยเสวียนและปรมาจารย์อักขระ 9 ดาวทองต่างสวมผ้าคลุมอำพรางตัวจิ้งจอกเก้าหางใช้พลังเวทสร้างม่านลวงตาให้กลมกลืนไปกับเงามืด
"ระวังตัวให้ดี" จิ้งจอกเก้าหางเอ่ยเบาๆ"ข้าจะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมันให้นานที่สุด"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า "ขอบใจ หากข้าไม่กลับมา เ้าจงดูแลตัวเองให้ดี"
เขาลอบออกจากกำแพงเมืองอย่างเงียบเชียบเดินผ่านซากศพของอสูรที่นอนเกลื่อนกลาด กลิ่นเหม็นคาวโชยมาจนต้องอั้นใจเขามุ่งหน้าไปยังจุดที่อักขระเริ่มอ่อนแรง
เขาวางมือบนอักขระเวท เริ่มกระบวนการซ่อมแซมทันทีพลังควบคุมเวลาที่เขาได้รับมอบหมายมาถูกปลุกขึ้นมาเอี้ยเสวียนเร่งเวลาภายในเขตซ่อมแซมทำให้การซ่อมอักขระที่ควรใช้เวลาหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วยาม
เหงื่อไหลอาบหน้าขณะเขาเร่งมือซ่อมแซมอักขระทีละจุดพลังงานในร่างกายของเขาระบายออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามของอสูรดังแว่วมาเป็ระยะแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
จนกระทั่งเขาซ่อมอักขระไปได้เก้าส่วนจากสิบเหงื่อของเขาเริ่มมีกลิ่นหอมแปลกๆ ซึ่งดึงดูดความสนใจของอสูรระดับสูง
ทันใดนั้นอสูรระดับสูงสองตนที่ลาดตระเวนอยู่ก็ััได้ถึงพลังเวทของเอี้ยเสวียนตาสีแดงของพวกมันเปล่งประกายขึ้น พวกมันคำรามลั่น "มนุษย์!"
กระโจนเข้ามาโจมตีด้วยความเร็วสูงเล็บยาวและเขี้ยวแหลมพร้อมจะฉีกเอี้ยเสวียนเป็ชิ้นๆ
เอี้ยเสวียนจำต้องละมือจากการซ่อมอักขระรีบใช้เวทขับไสให้อสูรตัวแรกถอยไป พลางะโหลบเล็บของอสูรตัวที่สอง
"อย่าให้มันหนี!" อสูรตัวหนึ่งคำราม
จิ้งจอกเก้าหางปรากฏตัวขึ้น ใช้เปลวไฟสีฟ้าพ่นใส่อสูรทั้งสอง"เร็วเข้า! ข้าจะเบี่ยงเบนความสนใจ!"
เอี้ยเสวียนรีบหลบหนีกลับเข้ากำแพงเมืองโดยไม่มีเวลามองกลับเสียงคำรามและเสียงต่อสู้ดังขึ้นท่ามกลางความมืด
แม้จะซ่อมอักขระได้ไม่สมบูรณ์แต่ก็เพียงพอที่จะยื้อเวลาออกไปได้อีกเจ็ดวัน
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ วันต่อวัน ทหารในด่านซีเหมินต่างมีสีหน้าหม่นหมองความหวังที่เคยมีเริ่มจางหายไป อาหารเริ่มขาดแคลน น้ำดื่มก็เหลือไม่มาก
วันที่สิบห้า แม่ทัพลู่เรียกประชุมเหล่านายกอง"กำลังเสริมยังไม่มาอีกเหรือ?"
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงส่ายหน้าอย่างท้อแท้ "ยังไม่มีข่าวคราวใดๆเลย ท่านแม่ทัพ"
วันที่สิบแปด อสูรเริ่มใช้ยุทธวิธีใหม่ พวกมันขุดอุโมงค์ใต้ดินพยายามเจาะเข้าไปใต้กำแพงเมือง เสียงขุดดินดังมาจากใต้พื้น ทำให้ทุกคนวิตกกังวล
"พวกมันฉลาดขึ้นแล้ว" เอี้ยเสวียนพึมพำ"ถ้าพวกมันขุดอุโมงค์สำเร็จ จะเข้ามาได้โดยไม่ต้องผ่านกำแพงอักขระ"
แม่ทัพลู่ตั้งใจฟัง "มีวิธีหยุดพวกมันไหม?"
"ข้าจะวางค่ายกลใต้ดิน" เอี้ยเสวียนตอบ"แต่จะใช้พลังงานมาก และข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะหยุดพวกมันได้หมดหรือเปล่า"
วันที่ยี่สิบ กำแพงเมืองซีเหมินยังคงตั้งตระหง่านแต่อักขระได้อ่อนแรงลงมากจนแทบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแสงป้องกันที่เคยเจิดจ้าตอนนี้กลายเป็เพียงแสงสลัวๆบรรดานักจารึกอักขระต่างใช้พลังในการซ่อมแซมอักขระทุกวันจนพลังจิตแทบไม่เหลือแม้แต่ นักจารึกอักขระ 9 ดาวทองทั้ง 12คน ก็แทบจะทนไม่ไหวแต่ถ้าไม่มีปรมาจารย์เหล่านี้ตาดว่าด่านซีเหมินคงแตกไปนานแล้ว
ทหารในด่านต่างสิ้นหวังจนแทบหมดแรง หลายคนนั่งเซ็งแซ่อยู่ตามมุมต่างๆบางคนเขียนจดหมายลาก่อนตาย เตรียมส่งไปให้ครอบครัว
"เมื่อไหร่จะจบกันเนี่ย" ทหารคนหนึ่งพึมพำ"รอตายอยู่แบบนี้ทรมานจริงๆ"
"อย่าพูดแบบนั้นสิ" เพื่อนของเขาปลอบ"ยังไม่ตายหรอก อาจจะมีกำลังเสริมมาก็ได้"
"มาได้ยังไง? เราติดอยู่ในนี้มาสองสิบวันแล้วถ้าจะมาก็มานานแล้ว"
บรรยากาศในด่านหนักอึ้ง ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนกำลังรอความตายแม้แต่แม่ทัพลู่ก็เริ่มท้อแท้
"ข้าขอโทษทุกคนด้วย"แม่ทัพลู่กล่าวกับเหล่านายกอง "ข้านำพวกเ้ามาติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้"
"ท่านแม่ทัพ อย่าพูดแบบนั้น"รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงปลอบ"เราต่างก็รู้ว่าการป้องกันด่านแห่งนี้สำคัญแค่ไหน ถึงจะตายก็คุ้มค่า"
แต่แล้วในตอนบ่ายของวันที่ยี่สิบ ขณะที่แสงแดดเริ่มลาลับ เสียงแตรศึกก็ดังขึ้นจากฟากตะวันออก
เสียงแตรนั้นไพเราะและทรงพลัง ดังก้องไปทั่วทุ่งหินกาฬทหารบนกำแพงหันหน้าไปมองด้วยความตื่นเต้น
"นั่นคือเสียงแตรของจักรวรรดิ!"ทหารคนหนึ่งร้องขึ้น
"กำลังเสริมมาแล้ว!"เสียงร้องด้วยความดีใจดังขึ้นทั่วทั้งด่าน
บนท้องฟ้า ธงศึกสีแดงปลิวสะบัดกองทัพจักรวรรดิพร้อมด้วยยอดฝีมือจากห้าสำนักใหญ่เดินทางมาถึงกองทัพมนุษย์นับหมื่นพร้อมอาวุธกลและค่ายกลเวทใหม่ๆเข้าสมทบกับผู้พิทักษ์ด่านซีเหมิน
แสงแดดยามเย็นส่องผ่านธงศึกทำให้ทั้งหมดดูเหมือนทวยเทพที่ลงมาช่วยโลกมนุษย์
ทหารในด่านต่างร้องไห้ด้วยความดีใจ หลายคนกอดกันและกันบางคนถึงกับคุกเข่าลงด้วยความซาบซึ้ง
"เราไม่ต้องตายแล้ว!"เสียงร้องดังขึ้นทั่วทั้งด่าน
ยอดฝีมือจากห้าสำนักใหญ่ต่างนำทัพเข้าต่อสู้อย่างตั้งใจพลังอันทรงพลังของพวกเขาทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที
สำนักหมื่นพิรุณ นำโดย 'เทพอสนีฟ้า' เสวี่ยเทียนเหลย ร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าใบหน้าเรียบเฉียบราวกับใบมีดที่ฝนจนแหลมคม ดวงตาเ็าเหมือนน้ำแข็ง เมื่อเขายกมือสายฟ้าก็โค่งลงมาจากฟ้า
อารามจันทรา นำโดย 'เทพดาบจันทรากระจ่าง'เยี่ยเสียนหยวน สาวน้อยที่ดูแสนอ่อนหวานแต่ดาบในมือของเธอกลับเปล่งแสงจันทราที่เย็นะเื เมื่อเธอฟาดดาบแสงจันทราก็สาดซัดไปทั่วสนามรบ
สำนักเงาจักรพรรดิ นำโดยผู้ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสีดำเขาไม่พูดไม่จาเมื่อต่อสู้ แต่ทุกขณะที่เงาของเขาเคลื่อนไหว อสูรก็ล้มตายทีละตัว
สำนักไร้พรมแดน นำโดย 'พเนจรแดนไกล' หลิวเปี่ยนหลิง ชายวัยกลางคนที่แต่งกายเรียบง่าย แต่ทุกก้าวที่เขาเดินพื้นที่รอบๆ จะเปลี่ยนเป็ดินแดนที่เขาควบคุมได้
วิหารหลอมจิต นำโดย 'ปรมาจารย์รุ้งพันใบ'ปี้หลาน หญิงชรากับผมสีขาวและดวงตาที่เปลี่ยนสีได้ เมื่อเธอใช้เวทจิตใจของอสูรต่างสับสนไปหมด
การรบพลิกกลับเป็ฝ่ายมนุษย์ที่ได้เปรียบทันทียอดฝีมือทั้งห้าต่างใช้พลังสุดฝีมือ
เสวี่ยเทียนเหลยยกมือขึ้นฟ้า "สายฟ้าพันชั้น มาเถิด!"สายฟ้าสีฟ้าเข้มโค่งลงมาเป็ร้อยเส้น ฟาดใส่อสูรั์จนร่างมหึมาสั่นะเื
เยี่ยเสียนหยวนหมุนตัว ดาบในมือเธอสาดแสงจันทรา"ดาบจันทราสับสิบแปดชั้น!" ใบดาบแหลมคมผ่านคอของอสูรระดับสูงหลายตัวศีรษะของพวกมันหล่นลงพื้นพร้อมๆ กัน
ผู้ปกปิดจากสำนักเงาจักรพรรดิเคลื่อนไหวในเงามืดทุกครั้งที่เงาของเขาผ่าน อสูรต่างล้มลงโดยไม่รู้สาเหตุเืพ่นออกมาจากาแที่ไม่มีใครเห็นว่าเกิดขึ้นยังไง
หลิวเปี่ยนหลิงเดินอย่างสงบ แต่ทุกครั้งที่เขาเหยียบเท้าลงบนพื้นพื้นดินก็เปลี่ยนเป็หล่มโคลน ทำให้อสูรจมลงไป
ปี้หลานใช้เวทหลอมจิต ทำให้อสูรต่างหันมาฆ่ากันเองสีหน้าเปลี่ยนเป็ความสับสน ไม่รู้ว่าใครคือศัตรูใครคือเพื่อน
เทวบุตรยมโลกและโจวิซือเห็นท่าไม่ดี จึงรีบสั่งล่าถอยอย่างรวดเร็ว"ถอย! ถอยทันที!"
กองทัพอสูรแตกพ่ายถอยร่นไปยังแนวป่า ทิ้งซากศพนับพันไว้บนทุ่งหินกาฬ
แต่ทว่านางพญามดอัคนีที่าเ็สาหัสจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ไม่อาจหนีไปได้ทันร่างมหึมาของเธอเคลื่อนไหวช้าๆ เปลวไฟสีแดงเข้มรอบตัวก็เริ่มอ่อนลง
"อย่าให้มันหนี!" เสวี่ยเทียนเหลยะโ
นางพญามดอัคนีหันหลังกลับ ดวงตาสีแดงเร่าร้อนเฝ้ามองยอดฝีมือทั้งสามเธอคำรามเสียงเข้าลึก "แม้จะตาย ข้าก็จะลากเ้าไปด้วย!"
เธอะเิพลังที่เหลือทั้งหมด เปลวไฟสีแดงเข้มพุ่งออกไปทุกทิศทางแต่การโจมตีสุดท้ายนี้กลับทำให้เธออ่อนแรงลงไปอีก
ถูกรองเ้าสำนักสามแห่ง ได้แก่ 'เทพอสนีฟ้า' เสวี่ยเทียนเหลย, 'เทพดาบจันทรากระจ่าง' เยี่ยเสียนหยวน และยอดฝีมือจากสำนักเงาจักรพรรดิร่วมกันโจมตีอย่างหนักหน่วง
เพียงไม่กี่กระบวนท่าพลังสายฟ้าและดาบจันทราสาดซัดเข้าใส่ร่างนางพญามดอัคนีเปลวไฟสีแดงเข้มพลันมอดดับลง ร่างมหึมาของนางพญามดอัคนีทรุดฮวบลงกับพื้นกรีดร้องด้วยความเ็ปก่อนจะสลายกลายเป็เถ้าถ่านต่อหน้าทุกสายตา
เอี้ยเสวียนยืนอยู่บนกำแพงเมืองมองดูบรรดายอดฝีมือจากห้าสำนักใหญ่ที่เพิ่งมาถึง เขารู้สึกถึงทั้งความกลิ่นอายพลังที่คุ้นเคยและความอันตรายจากพลังปราณของคนบางคนที่แทบจะไม่สามารถจับััได้
"ทำไมข้ารู้สึกว่าใครบางคนในกลุ่มพวกนั้นมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบาย" เอี้ยเสวียนพึมพำกับตัวเอง
'ระวังพวกเขาหน่อย' เสียงของไป่เจ๋อดังขึ้นในใจ'ยอดฝีมือจากสำนักใหญ่ไม่ใช่คนดีทั้งหมด'
'โดยเฉพาะคนจากสำนักเงาจักรพรรดิ' เสียงของจิวหลงเตือน 'เขาได้มองเ้าั้แ่เมื่อไหร่แล้ว'
เสียงกลองศึกเงียบลง เหล่าทหารมนุษย์ต่างโห่ร้องด้วยความยินดีด่านซีเหมินรอดพ้นจากการล้อมอย่างหวุดหวิด
"เราชนะแล้ว!" "ด่านซีเหมินยังอยู่!""ขอบคุณพระเ้า!"
เสียงเฮโลดังขึ้นทั่วทั้งด่าน ทหารหลายคนกอดกันและกันน้ำตาของความดีใจไหลลงแก้ม
แม่ทัพลู่เดินเข้าไปหายอดฝีมือทั้งห้า"ขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่มาช่วยเหลือเรา หากไม่มีท่านด่านซีเหมินคงไม่รอด"
เสวี่ยเทียนเหลยพยักหน้าเล็กน้อย "เป็หน้าที่ของเราการป้องกันชายแดนสำคัญต่อทั้งจักรวรรดิ"
แต่ในใจของเอี้ยเสวียน กลับรู้สึกถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ในความมืดการมาถึงของยอดฝีมือเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงแค่เพื่อช่วยเหลือด่านซีเหมินแต่อาจมีเหตุผลอื่นที่ซ่อนอยู่
เขามองไปยังผู้ปกปิดจากสำนักเงาจักรพรรดิ ที่ยืนอยู่อย่างเงียบๆในเงามืด ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
"ากับอสูรอาจจะจบ" เอี้ยเสวียนพึมพำเบาๆ"แต่เกมการเมืองระหว่างมนุษย์... เพิ่งจะเริ่มต้น"