บทที่ 45
คนผู้นั้น
เหยียนฉางหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดวงตาคมกริบที่เคยทอประกายดุดันเยือกเย็นยามอยู่ท่ามกลางสมรภูมิบัดนี้กลับคล้ายถูกม่านหมอกของความหนักใจบดบังเอาไว้ใบหน้าอันนิ่งสงบที่มักไม่เผยความรู้สึกใด ๆ ออกมาทว่าบัดนี้กลับมีร่องรอยความอ่อนล้าและกังวลปรากฏอยู่จาง ๆ ยากนักที่ผู้คนจะได้เห็นสีหน้าเช่นนี้บนใบหน้าของ "อ๋องเหยียนหลง"ผู้ครองอำนาจอันดับสองแห่งราชวงศ์เหยียน
เขาหันไปสบสายตากับพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างกายเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่หนักแน่น
“อย่างน้อย...ก็อยู่นานสักหน่อยเถิด เสด็จพี่”
ถ้อยคำที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความแต่ความหมายกลับแฝงไปด้วยความหวังอันลึกซึ้งในใจคนเป็นน้องชาย
ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่แย้มสรวลเส้นริ้วรอยบนใบหน้าก็พลอยคลี่ตามรอยยิ้ม
“แน่นอน...ข้าเองก็หวังเช่นนั้น” พระสุรเสียงคล้ายมีแววหยอกเย้าปะปนอยู่บ้างแม้จะเจือไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าในยามชรา
“ตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าสู่วัยชราเท่านั้นยังเหลือเวลาอีกไม่น้อย”
เมื่อสิ้นคำฮ่องเต้กลับแย้มยิ้มกว้างขึ้น พลางทอดพระเนตรไปยังท้องน้ำเบื้องหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจ ก่อนจะตรัสต่อ
“จริงสิ...หลานสาวของเจ้าผู้นั้นว่างเมื่อใดก็พามาวิ่งเล่นในวังบ้างเถิด”
พระเนตรอ่อนโยนทอประกายคล้ายความหวัง “คนแก่เช่นข้า...จะได้เบิกบานใจขึ้นบ้าง”
เสียงหัวเราะเบา ๆดังขึ้นจากขันทีชราที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังใบหน้าเหี่ยวย่นเปื้อนยิ้มอย่างเห็นด้วยโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดเพิ่มเติม
ในยามนี้ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองพี่น้องเหยียนฉางเยว่ และเหยียนฉางหลง ปรากฏชัดเจนยิ่งนักทว่าความแน่นแฟ้นเช่นนี้กลับมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รับรู้
ไม่มีขุนนางผู้ใดในราชสำนักหรือแม้แต่บรรดาขุนศึกและผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวงเหยียนจิง ที่ล่วงรู้ถึงสายสัมพันธ์แท้จริงนี้เลยสักคนเดียว
และนั่น...ก็เป็นความตั้งใจของพวกเขาทั้งสอง
พวกเขาเลือกจะปล่อยให้ข่าวลือแตกแยกและความหวาดระแวงแผ่ซ่านไปทั่วทั้งราชสำนักปล่อยให้ขุนนางเหล่านั้นสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจคิดอ่านวางกลอุบายเพื่อแยกพี่น้องให้แตกร้าว
พวกเขาเลือกจะยืนหยัดเป็นเสาหลักให้บ้านเมืองสงบสุขแม้ภายนอกจะดูคล้ายแย่งชิงอำนาจ แต่ภายในกลับแข็งแกร่งและสามัคคีไม่แปรเปลี่ยน
ดังที่เหยียนฉางหลงเคยเอ่ยไว้ "ให้พวกขุนนางมัวแต่จับตาดูข้าเถิดพวกมันจะได้ไม่มีเวลาวุ่นวายกับเรื่องอื่นอีก"
และมันก็เป็นจริงเช่นนั้นขุนนางทั้งหลายในราชสำนักล้วนทุ่มแรงไปกับการจับผิดอ๋องเหยียนหลงจนความขัดแย้งอื่น ๆ ถูกกลืนหายไปกับกระแสแห่งการเฝ้าระวัง
เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของคนทั้งคู่ คันเบ็ดไม้ไผ่ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ขยับไหวเสียงไม้ไผ่เสียดสีพลางสะท้อนความตึงของสายเบ็ดในอากาศ
“ฮึ่ม...” ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่คลี่ยิ้มพระหัตถ์ที่เคยสั่นเล็กน้อยกลับมั่นคงขึ้นถนัด
คันเบ็ดถูกยกขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างามแม้จะไร้พลังยุทธ์แต่การควบคุมกายก็ยังคงเคร่งครัดราวขุนศึกที่ฝึกฝนตนเองมาอย่างยาวนาน
ปลาสีเงินตัวหนึ่งกระโดดขึ้นจากผิวน้ำสะท้อนแสงแดดบ่ายจนระยิบระยับ ก่อนจะถูกดึงเข้ามาใกล้ศาลาริมทะเลสาบ
เหยียนฉางเยว่หัวเราะเบา ๆขณะใช้พระหัตถ์อีกข้างปลดตะขอออกจากปากปลาตัวนั้นอย่างระมัดระวัง
จากนั้นจึงโยนมันกลับลงไปในทะเลสาบอย่างนุ่มนวล
“เจ้าเองก็ยังมีทางให้ว่ายต่อไป” พระองค์ตรัสแผ่วเบา ราวกับบอกกล่าวกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ตรงหน้า
น้ำกระเพื่อมแผ่วเบาก่อนที่ผิวน้ำจะสงบลงดังเดิม
เหยียนฉางหลงมองพี่ชายตนเองด้วยแววตาสงบนิ่งรอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากในยามที่เห็นภาพนั้น
อ๋องผู้ยิ่งใหญ่...และจักรพรรดิผู้เมตตาถึงแม้จะมีอำนาจเหนือล้านชีวิตแต่ก็ยังสามารถวางเบ็ดและปลดปลาตัวหนึ่งคืนสู่ผืนน้ำด้วยความอ่อนโยนเช่นนี้ได้
ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่ประทับนั่งเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งดวงเนตรที่เคยทอดมองท้องน้ำเบื้องหน้าค่อย ๆ หันกลับมาก่อนพระองค์จะตรัสถามเสียงเรียบ ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“จริงสิ...เรื่องพวกคนเถื่อนทางเหนือเป็นอย่างไรบ้าง?”
สุรเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นแม้จะสงบนิ่งแต่ก็แฝงความกังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอย่างเห็นได้ชัดเหยียนฉางหลงที่นั่งเคียงข้างได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น
“เฉินเอ๋อร์เคยบอกว่าพวกมัน...พัฒนาไปไม่น้อย” อ๋องเหยียนหลงว่าพลางพ่นลมหายใจเบา ๆ ราวกับพยายามขจัดความหนักอึ้งในอก
“พักหลังมานี้ชนเผ่าทางเหนือเริ่มเรียนรู้การใช้ยุทโธปกรณ์ และขบวนทัพที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้นอีกทั้งยังเริ่มใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนในการรุกและรับมากกว่าที่เคย”
เขาหยุดเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทำให้ศึกสงครามในครานี้ไม่อาจประเมินว่ามันจะง่ายดายเช่นครั้งก่อนๆ ได้อีกต่อไป”
ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่พยักหน้าเล็กน้อยสีพระพักตร์มิได้แสดงอารมณ์ใด แต่ในดวงเนตรดำสนิทกลับมีแววพิจารณา
“เฉินเอ๋อร์ เป็นคนมีฝีมือหากต้องใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจักสงบศึกได้ ก็แสดงว่าศัตรูมิใช่ธรรมดาจริง ๆ”
แล้วพระองค์ก็ค่อย ๆหันไปสบตาน้องชาย
“หรือว่า...เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ ‘คนผู้นั้น’ ที่เดินทางขึ้นไปยังดินแดนทางเหนือเมื่อสิบปีก่อน?”
เหยียนฉางหลงพยักหน้าโดยมิได้ลังเล
“ข้าย่อมคิดเช่นนั้นเกินครึ่งของการเปลี่ยนแปลงในชนเผ่าป่าเถื่อนทางเหนือ คงมิพ้นเป็นฝีมือของเขา”
น้ำเสียงที่กล่าวตอบราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่นมั่นใจ
ฮ่องเต้เงียบไปอึดใจก่อนจะขมวดพระขนงอย่างเคร่งเครียด แล้วตรัสถาม
“เช่นนั้น...พวกเราจะรับมืออย่างไรดี?”
เหยียนฉางหลงหันมามองใบหน้าพี่ชายก่อนจะคลี่ยิ้มเล็กน้อยในแบบที่หาได้ยากยิ่ง แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เสด็จพี่ไม่ต้องกังวล แม้พวกมันจะพัฒนาแต่ก็ไม่มีทางที่ชนเผ่าทางเหนือจะสามารถฝ่าแนวป้องกันเป่ยโจวแล้วล่วงล้ำเข้ามาภายในดินแดนราชวงศ์เหยียนได้โดยง่าย”
เขาพักคำครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อด้วยแววตาแน่วแน่
“คนผู้นั้นเดินทางไปยังแดนเหนือเพียงสิบปีแม้จะมีฝีมือมากเพียงใดแต่การเปลี่ยนกองทัพของชนเผ่าให้แข็งแกร่งพอจะบุกครองแผ่นดินของเรานั้น...ยังเร็วเกินไปนัก”
แม้จะได้รับคำยืนยันเช่นนั้น สีพระพักตร์ของฮ่องเต้กลับมิได้ผ่อนคลายลงมากนักพระเนตรลุ่มลึกมองทอดไปยังเงาน้ำในทะเลสาบเบื้องหน้าคล้ายคิดถึงอนาคตอันไม่อาจคาดเดา
“สิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุด...”
พระสุรเสียงต่ำลง
“...มิใช่ตอนนี้ แต่เป็นยามที่พวกเราจากไป หากแผ่นดินไร้ผู้นำมั่นคงมันคงไม่ยากเลยที่คนพวกนั้นจะฉวยโอกาสซ้ำเติมแผ่นดินเหยียน”
เหยียนฉางหลงหัวเราะในลำคอเบา ๆยามได้ยินดังนั้น ก่อนจะเอ่ยหยอกเย้า
“ถ้าเช่นนั้น...พวกมันคงต้องรออีกหมื่นปีเพราะเสด็จพี่อายุยืนหมื่นปีแน่แท้”
คำกล่าวที่เหมือนเป็นเพียงการหยอกล้อทำให้ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่หลุดหัวเราะเบา ๆ
“เอาล่ะ ๆ เลิกพูดถึงเรื่องหนักหัวใจพวกนี้เสียที”
พระองค์ใช้พระหัตถ์ตบไหล่น้องชายเบาๆ
“เกี่ยวกับสะใภ้ของเจ้าครานี้เจ้าคาดหวังให้ข้าจัดการสิ่งใดบ้าง?”
เหยียนฉางหลงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งดวงตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นสงบเคร่งขรึม
“งานมงคลยังไม่จัด ณ ตอนนี้ขอเพียงแค่พระราชโองการแต่งตั้งจากเสด็จพี่ก่อนไป๋ซือเหนียงเป็นชายาเอกของเฉินเอ๋อร์”
น้ำเสียงที่เอ่ย แม้จะเรียบง่ายแต่ทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความหมายอันมั่นคงแน่วแน่
ฮ่องเต้เงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะหันกลับไปจ้องมองดวงหน้าของน้องชาย พลางเอ่ยแย้มยิ้ม
“ครั้งนี้...ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่หัวแข็งเหมือนแต่ก่อนแล้ว”
พระสุรเสียงมีแววหยอกเย้าแต่ดวงเนตรกลับลุ่มลึกแฝงความเข้าใจ
“ข้ารู้ดีว่าเหตุใดเจ้าจึงยอมรับสตรีผู้นั้นง่ายดายนัก มันคงไม่ใช่เพียงเพราะนาง หรือเพราะหลานสาวของเจ้าหรอกกระมัง...แต่เพราะเรื่องราวในอดีตของเจ้า”