รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 1

    ไมเคิล วูลฟ์ กำลังอารมณ์บูด ซึ่งก็เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เช้าวันจันทร์เวียนมาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวันนี้ ที่เมื่อเขาเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป แล้วก็ต้องพบกับภาพที่คาดไม่ถึง นั่นก็คือ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เธอกำลังสาละวนอยู่กับการใช้ไม้วัดคำนวณความกว้างยาวเพดานห้องทำงานอย่างแคล่วคล่อง ความแปลกใจกับภาพที่เห็นนั้นน่าจะมากจนเหลือประมาณได้ เพราะเขาได้แต่ยืนจังงังจ้องมองอยู่ตรงหน้าประตูนั่นเองและผู้หญิงคนนั้นก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการวัดขนาดของห้องจนทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นเขาเข้า เธอเอาดินสอเหน็บไว้กับใบหูกระดาษที่จดการคำนวณคาบอยู่กับปาก วูลฟ์อดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เข้าท่าที่สุด นอกจากจะนุ่งกางเกงยีนหลวมโพรก แล้วก็ยังสวมเสื้อยืดตัวโคร่ง แถมยังมีผ้าสีน้ำเงินจุดขาวคาดทับพวงผมสีแดงเจิดจ้าที่เป็นลอนรุ่ยร่ายอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังสวมรองเท้าผ้าใบสีแดงแบบวัยรุ่นไว้ด้วยสิ่งที่สร้างความเคืองขุ่นให้กับวูลฟ์มากที่สุดก็ตรงที่เท้าเล็กๆ คู่นั้นเหยียบอยู่กึ่งกลางโต๊ะที่ปูด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินแกมเทาราคาแพงพอดิบพอดีวูลฟ์แทบจะหัวหดด้วยความเสียวไส้ หญิงสาวผู้นั้นกำลังขยับตัวยึดร่างสูงขึ้น เอานิ้วชี้ทำเครื่องหมายสุดปลายไม้วัดไว้แล้วก็เลื่อนไม้วัดต่อไปตามเพดานห้อง เธอยกเท้าซ้ายขึ้น ทรงตัวอยู่แต่บนปลายเท้าขวา ถ้าเธอเกิดล้มลงหมายถึงร่างจะต้องกระแทกเข้ากับรูปหล่อพิวเตอร์ เขาเองก็ไม่ใคร่แน่ใจเท่าไรนักว่ามันเป็นรูปอะไร แต่ลูกค้าที่ให้มาเป็นของขวัญวันคริสต์มาสในปีหนึ่งยืนยันกับวูลฟ์ว่ามันเป็นรูปแบบที่ทันสมัยและเป็นงานชิ้นเอกของศิลปินผู้มีชื่อเสียงและมีค่าอย่างยิ่งแต่ขณะนี้วูลฟ์ไม่ใส่ใจกับความมีค่าของมันอีกแล้ว เมื่อเขาสังเกตเห็นอยู่ว่าหญิงสาวคนนั้นกำลังเขย่งตัวสุดเอื้อม ซึ่งกิริยาดังกล่าวทำให้กางเกงที่เธอสวมใส่ตึงแนบอยู่กับเนินสะโพก ไม่เพียงแต่เธอจะมีช่วงสะโพกที่สวยงามเท่านั้น บั้นท้ายก็ยังพลอยกลมกลึงตามไปด้วย ภาพที่เห็นตอนนี้ช่วยให้อารมณ์ของวูลฟ์ดีขึ้นมาบ้างเขายกมือขึ้นกอดอก กระแอมออกมาดังๆ เพื่อบอกให้เธอได้รับรู้ไว้ว่า ขณะนี้ยังมีเขาอีกคนหนึ่งที่เข้ามายืนอยู่หน้าประตูห้องนี้แล้วในท่าที่ยังกดไม้วัดตรึงอยู่กับที่นั้น เธอก้มมองลอดใต้ท้องแขนลงมาและเห็นเขาเข้าและดวงตาคู่สีฟ้าจางก็เบิกกว้างขึ้น เขาอิงร่างอยู่กับกรอบประตูแยกยิ้มที่ไม่เห็นไรฟันไปให้ แม้จะอยู่ในระยะไกลขนาดนี้เขาก็ยังสังเกตเห็นว่าบนดั้งจมูกที่เชิดขึ้นนั้นมีรอยกระสีทองกระจายอยู่เขาสรุปเอาเองว่าเธอคงแปลกใจอย่างมากที่เห็นเขาเข้าซึ่งสะใจนัก เพราะเขาชอบทำอะไรที่มักจะสร้างความแปลกใจให้กับผู้อื่นเสมออยู่แล้วเธอลดมือข้างหนึ่งลง ดึงกระดาษที่คาบไว้ออก และวูลฟ์ยังต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเธอส่งยิ้มน่ารักมาให้“ไฮ...” เธอทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส “รอแป็บนะคะ ฉันกำลังจะเสร็จอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว”“แล้วมันเรื่องอะไรคุณถึงมาวัดเพดานห้องผมล่ะ? ” เขาถามทั้งที่ยังกอดอกอยู่“อะไรนะคะ? ” เธอย้อนถามกลับมา“ก็ไอ้เพดานห้องทำงานผมนั่นน่ะ” เขาร้อง “มันเรื่องอะไรที่คุณต้องขึ้นไปยืนวัดอยู่อย่างนั้น? ”เธอขมวดคิ้วมองหน้าเขาอยู่ แต่แล้วก็ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังพูดอยู่กับคนปัญญาอ่อนว่า“ก็เพราะการวัดเพดานมันเป็นวิธีง่ายที่สุดที่จะคำนวณความกว้างของห้องได้น่ะสิคะ ฉันไม่อยากย้ายข้าวของในห้องนี้ให้มันชุลมุนวุ่นวาย”“งั้นหรือ? ”เขาคิดว่าตัวเองทำเสียงเสียดสีออกไป อาจจะเป็นน้ำเสียงที่บอกความยโสเสียด้วยซ้ำ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เข้าใจกับคำพูดของเธอเลย แต่เธอกลับส่งยิ้มน่ารักมาให้อีกครั้งพร้อมกับบอกว่า“ถ้าคุณเข้าใจก็ดีแล้วละค่ะ” หลังจากนั้นเธอก็หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาวัดต่อวูลฟ์จำต้องยอมแพ้ และโดยมิได้เอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว เขาเดินกลับออกไปยังห้องทำงานด้านนอก พร้อมกับปิดประตูสนั่นหวั่นไหว แต่แล้วตัวเองก็ต้องสะดุ้งกับเสียงนั้น เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่อยากทำอะไรให้หญิงสาวคนนั้นตกใจแล้วก็เกิดล้มลงไปชนกับรูปหล่อพิวเตอร์ล้ำค่านั่นเข้า :เกวน ดูเปรย์ยิ้มอย่างรู้ใจ เพราะเธอทนลำบากลำบนเป็นเลขานุการเขามาเป็นเวลานานมาก เธอเป็นสตรีวัยห้าสิบที่สามารถบริหารอาณาจักรออตโตมันได้ถึงวันละแปดชั่วโมง มีเวลารับประทานอาหารกลางวันเพียงแค่สี่สิบห้านาทีเท่านั้น“ฉันน่ะขยับจะเตือนคุณแล้วเชียวนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นวูลฟ์จ้องหน้าเธอด้วยแววตาวาวโรจน์“เกวน ตอนนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของผมนะ กำลังวัดเพดานเป็นการใหญ่อยู่”“ฉันรู้แล้วละค่ะ”มันเป็นคำตอบที่ทำให้เขาต้องนิ่งอึ้งไป พยายามทบทวนความทรงจำตอนที่เดินเข้ามาในสำนักงานเมื่อสิบนาทีก่อนหน้านี้ ว่าตอนนั้น ถ้าแม้นเกวนจะพยายามบอกให้เขารู้ว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมาเขาก็คงไม่สนใจอยู่ดี เช้าวันจันทร์...อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ชิงชังมันมากไปกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์เท่าไรนัก เพราะวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เงียบเหงานั้น มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวมากกว่า แต่ก็ช่างหัวมันเถอะ...จะวันไหนๆ ก้อ..ความขุ่นเคืองผุดพลุ่งขึ้นในใจอีกครั้ง เขาชี้นิ้วหัวแม่มือไปทางห้องทำงาน“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน? ” เขาถามเสียงเครียด“เอ.ฉันก็จำชื่อเธอไม่ได้ด้วยสิคะ” เกวนแลบลิ้นเลียแสตมป์ “เม็กน่าจะรู้ดี”คราวนี้วูลฟ์ตาเขียวขึ้นมาทันที"โอ๊คส์...” เขาตะโกนดังลั่น “มานี่สิ”เกวนเอาแสตมป์ผนึกลงบนซองจดหมาย และเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่ดังสนั่นไปทั่วสำนักพิมพ์ของวูลฟ์อย่างใจเย็นเม็ก โอ๊คส์ เดินเข้ามาในห้องทำงานเอ่ยถามอย่างสุภาพว่ามีปัญหาอะไร วูลฟ์มองเธอตาขวาง เธอเข้ามาทำงานอยู่กับเขาหกเดือนแล้ว แต่เขาไม่สามารถแสดงอารมณ์ใส่เธอได้เลย ซึ่งมันสร้างทั้งความพอใจและความหงุดหงิดให้เกิดขึ้นกับเขาพร้อมกัน แต่ในเมื่อเธอเพิ่งแต่งงานกับลูกค้าชั้นเยี่ยมคนหนึ่งของเขาเมื่อไม่นาน วูลฟ์ย่อมจำเป็นจะต้องยึดเธอไว้ เขาเคยสูญเสียโจนาธาน แมคกาวอค ซึ่งเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าเขาจะต้องสูญเสียนักเขียนผู้มีฝีมือคนนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะภรรยาที่ไม่เอาไหนน่าจะเป็นเพราะความโง่ของตนเองมากกว่า เพราะฉะนั้นอย่างดีที่วูลฟ์จะทำได้ก็แค่ทำเสียงตะคอกเข้าใส่เท่านั้น ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่าเม็ก โอ๊คส์ เป็นเอเยนต์ชั้นเยี่ยม และเป็นพนักงานที่ดีมีฝีมือที่สุดในจำนวนสามคนที่เขามีอยู่แต่ความรู้ดังกล่าวมันไม่ช่วยให้ความกระจ่างแก่เขาได้ว่าผู้หญิงคนที่กำลังสาละวนวัดเพดานห้องอยู่ขณะนี้เป็นใครมาจากไหนเลยวูลฟ์พยักหน้าไปทางห้องทำงานส่วนตัว พร้อมกับถามว่า“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? ”สีหน้าของเม็กบอกความฉงน นับแต่วันที่เธอแต่งงานกับนักเขียนผู้มีชื่อเสียง เธอมักจะถือโอกาสวันที่ไม่ต้องออกนอกสำนักงาน สวมเชิตหนังแข็มมัวร์กับถุงเท้าสั้น วูลฟ์กำหนดไว้ในใจแล้วว่า ถ้าวันไหนเธอขึ้นสวมหมวกหนังหมีคูนเมื่อไร เขาเห็นจะต้องพูดจาทำความเข้าใจกับเธอแน่ แต่เขาสามารถทนเสื้อหนังแข็มมัวร์ได้ และวันนี้เป็นสีแดงเข้ม“ผู้หญิงคนไหนกันล่ะคะ? ” เธอย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง“ก็ผู้หญิงผมแดงที่ขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของผมนั่นไงล่ะ”“ผู้หญิงผมแดงขึ้นไปยืนอยู่บน…..เอ….ฉันนึกไม่ออกเลยล่ะค่ะ…อ๋อ...ถ้าจะเป็นนักออกแบบของคุณเสียแล้วละ” เม็กร้อง"คุณว่าใครเป็นอะไรของผมนะ...? " วูลฟ์ถามเสียงเครียด“ก็...เอลิซาเบธ.เอ้อ...อะไรล่ะ...เอลิซาเบธ...อะไรสักอย่างนี้แหละค่ะ ฉันเองก็จำชื่อสกุลเธอไม่ได้เสียด้วย แต่เธอผมดำนี่คะ ไม่ใช่ผมแดง”“นี่ ผมไม่ใช่คนตาบอดสีหรอกนะโอ๊คส์ แล้วทั้งหมดที่คุณพูดมามันเรื่องอะไรกันแน่? ”“มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกค่ะ เธอแวะมาที่นี่เมื่อวันศุกร์ตอนนั้นคุณออกไปข้างนอกแล้ว...อ๋อ...นึกออกแล้วค่ะ เธอชื่อเอลิซาเบธ เกสท์ เธอแวะมานัดเรื่องที่จะมาวัดขนาดห้องวันนี้ เธอไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของคุณ ฉันก็เลยบอกไปว่าเช้าวันนี้ละเหมาะที่สุด ฉันเดาเอาว่าเธอคงจะส่งผู้ช่วยมาน่ะค่ะ ฉันคิดว่าคุณรู้แล้วเสียอีก”“ผมจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า เกิดมายังไม่เคยได้ยินชื่อผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ”คราวนี้เม็กมองหน้าเขาด้วยสายตาบอกความสงสัย“แต่คุณเป็นคนจ้างเธอมาเองนะคะ”“ผมไม่เคยรู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของคุณงั้นหรือโอ๊คส์? ” วูลฟ์คำรามเข้าใส่“เปล่าเลย ฉันไม่เคยคิดอะไรแทนคุณสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการตกแต่งห้องทำงานใหม่อะไรนั่น แล้วก็ยังเรื่อง...”“คุณว่าอะไรนะ”“วูลฟ์...คุณนี้จริงๆ เลยนะ” น้ำเสียงของเม็กบอกการตำหนิ“เรื่องขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะลืมง่ายๆ เลยนี่คะ ขนาดเราจะใช้แสตมป์พิเศษสักดวงสองดวงคุณยังบ่นไม่เลิก แล้วคราวนี้คุณถึงขนาดยอมใช้เงินเป็นพันๆ เหรียญเพื่อแต่งห้องใหม่ ยังจะมาบอกเราอีกหรือคะว่าจำไม่ได้ว่าจ้างใครมาทำงาน”“พันๆ เหรียญ...งั้นเรอะ ...? ” วูลฟ์สะดุดลมหายใจตัวเองเขาสอดมือลึกลงในกระเป๋ากางเกง ท่าทางเตรียมพร้อมที่จะเอาเรื่อง เมื่อเอ่ยออกมาว่า “ผมขอบอกให้รับรู้ไว้เลยนะว่าผมไม่เคยจ้างใครให้มาตกแต่งห้องทำงานให้ผม”เขาแน่ใจว่าโอ๊คส์จะต้องเชื่อคำพูดของเขา เพียงแต่มันมิได้เป็นเช่นนั้น“คุณเป็นคนทำด้วยมือของตัวเองเลยละค่ะ”“โอ๊คส์...”“คุณคิดว่าฉันจะยอมปล่อยให้ใคร เดินลอยนวลเข้าไปในห้องทำงานของคุณง่ายๆ ได้หรือคะ เธอเอาจดหมายที่คุณเขียนไปถึงเธอออกมาให้ฉันดู ขนาดทิ้งสำเนาไว้กับฉันเสียด้วยซ้ำ คุณอยากดูไหมล่ะคะ? ”“คุณเข้าใจถูกที่สุด ผมต้องขอดูแน่” เขาหันขวับไปทางเลขานุการ ทุบโต๊ะทำงานอายุกว่ายี่สิบห้าปีตัวนั้นบังใหญ่ พร้อมกับออกคำสั่งว่า “ถ้าผู้หญิงคนนั้นพยายามหนี คุณร้องให้ดังลั่นเลยนะ”“ฉันจะรีบแจ้งให้คุณทราบค่ะ มิสเตอร์วูลฟ์” เกวนตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแบบมืออาชีพ