บทที่ 3 แต่งเข้าเป็นอนุ
ในขณะที่ฉันกำลังนอนหลับอย่างสบายใจ จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "เจ้าได้ล่วงเกินตำราวิเศษที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนมาถึงรุ่นของพ่อเจ้า นี่คือการลงทัณฑ์จากตำรา หากเจ้าตามหาตำราเล่มนี้ไม่พบ...เจ้าก็จะกลับไปยังโลกเดิมของเจ้าไม่ได้!" ฉันตกใจกับเสียงอันเกรี้ยวกราดที่ตวาดออกมา ตามหาตำราเล่มนั้นรึ? แล้วจะให้ฉันหาจากที่ใดเล่า!!? "ไม่ใช่ว่าตำราวิเศษของตระกูลหวงถูกจัดวางไว้ที่แท่นทำพิธีหรอกหรือ?" ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย "ตำราวิเศษถูกแบ่งออกเป็นสองเล่ม เล่มที่ถูกจัดวางเป็นของตระกูลหวงนั้นไม่ผิด แต่ตำราที่เจ้าได้ล่วงเกินเป็นตำราประจำตระกูลเซี่ย" ตระกูลเซี่ยรึ? ตระกูลเซี่ยเกี่ยวอันใดกับตระกูลหวงเล่า "บรรพบุรุษของเจ้า มีตระกูลเซี่ยเป็นผู้ให้กำเนิดและคอยประคับประคองตระกูลหวงของพวกเจ้า อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องชดใช้!" ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามเรื่องราวที่ค้างคาอยู่ในใจต่อ เสียงนั้นก็ได้หายไปเสียแล้ว เรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่? ร่างเล็กสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก มิแน่ใจเท่าใดนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่เป็นความฝันหรือความจริง อย่างไรก็ดี หากตำราที่ฉันได้ล่วงเกินเป็นของตระกูลเซี่ยจริงๆ เช่นนั้นตำราก็ต้องอยู่ภายในจวนตระกูลเซี่ยแห่งนี้เป็นแน่ "แต่ว่า...มันอยู่ที่ใดของจวนกันเล่า?" นิ้วเรียวมิวายยกขึ้นลูบไล้คางมนของตน การนั่งครุ่นคิดเงียบๆอยู่ที่นี่ก็คงมิอาจทำให้ฉันได้พบเจอกับตำราวิเศษเป็นแน่ วันพรุ่งนี้ฉันค่อยไปสอบถามท่านแม่ก็แล้วกัน ทันทีที่ตัดสินใจได้ เสียงถอนหายใจของเด็กสาวก็ลากยาวออกมา เข้ามาที่นี่แบบงงๆไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด อีกทั้งยังต้องคอยระมัดระวังสำเนียงภาษาจากโลกอนาคตอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าจะมีความคิดมากมายที่กำลังทะเลาะกับเธออยู่ในหัว แต่ทว่าสุดท้ายความคิดเหล่านั้นก็ได้มลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยห้วงแห่งนิทรา แสงแดดอ่อนๆยามเช้าตรู่ของวันใหม่สาดส่องทะลุม่านโปร่งปักลวดลายใบหลิว ร่างของสาวงามภายใต้ม่านโปร่งนั้นกำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ "คุณหนูเจ้าคะ! รีบลุกขึ้นแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ!!" เสียงของสาวใช้ตัวน้อยดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล แม้ว่าความง่วงงุนจะยังมีอยู่ แต่ทว่าก็ต้องจำยอมลุกขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจ "มีเรื่องอันใดกันแต่เช้าตรู่?" แผลที่หน้าผากของฉันยังไม่ทันได้หายดีเลยนะ... สาวใช้ตัวน้อยมีท่าทีที่กระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด มือของนางก็มิวายหยิบจับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามออกมาชุดหนึ่ง "อ๋องสี่กำลังเสด็จมาที่จวนเจ้าค่ะ คุณหนูรีบแต่งตัวเถิด อีกไม่ช้าขบวนเสด็จของอ๋องสี่ก็จะมาถึงจวนแล้วนะเจ้าคะ!" ฉันนั่งทำหน้าเลิ่กลั่กและยอมอาบน้ำแต่งตัวตามที่หลิวหลิวบอก ทันทีที่ปิ่นดอกเหมยอันสุดท้ายถูกปักลงบนมวยผม ขบวนเสด็จของอ๋องสี่ก็มาถึงหน้าประตูจวนพอดิบพอดี"อ๋องสี่เสด็จแล้ว!" เสียงของขันทีผู้หนึ่งป่าวประกาศออกมา หลิวหลิวไม่รอช้ารีบพยุงตัวของฉันไปยังห้องโถงของจวน เมื่อประตูของห้องโถงถูกเปิดออก ฉันก็พบว่าท่านพ่อท่านแม่และพี่น้องของฉันกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หลิวหลิวพาฉันไปนั่งเก้าอี้ที่ใกล้กับพี่สาวคนรอง นางแย้มยิ้มให้พร้อมกับลูบศีรษะของฉันด้วยความเอ็นดู รัศมีแห่งอำนาจได้รุกล้ำเข้ามายังภายในโถงแห่งนี้แล้ว ทุกๆคนรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นอ๋องสี่ที่เสด็จมา ท่านเสด็จมาพร้อมๆกับสตรีหุ่นเย้ายวนนางหนึ่ง แม่นางผู้นั้นปรายตามองฉันราวกับจะฆ่าจะแกงกัน แต่ว่าฉันจำเป็นต้องกลัวด้วยหรือ? ดวงตากลมโตของฉันเผลอไปสบเข้ากับสายตาของอ๋องสี่ ดวงตาสีนิลแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอยู่สิบส่วน แต่ว่าฉันไม่อยากจะสนใจเขานัก แม้ว่ารูปลักษณ์ของเขาจะหล่อเหลาแต่ก็ไม่ได้ครึ่งหนึ่งของสเปคที่ฉันชอบเลยแม้แต่น้อยท่านพ่อเอี้ยวตัวไปกระซิบกระซาบกับพ่อบ้านหวัง พ่อบ้านหวังพยักหน้ารับน้อยๆก่อนจะพาบ่าวรับใช้ร่างกำยำเดินออกจากจวนไป "วันนี้เปิ่นหวางมาเพื่อที่จะถอนหมั้น" พออ๋องสี่กล่าวจบประโยค สตรีข้างกายของเขาก็หัวเราะคิกคักออกมา "พวกเราสกุลเซี่ยเป็นเพียงตระกูลขุนนางเล็กๆ มิบังอาจปฏิเสธข้อเสนอของท่านอ๋องหรอกขอรับ" เพียงไม่นาน หีบไม้หลายสิบกล่องก็ถูกขนออกมาวางเรียงรายกัน ท่านพ่อผายมือก่อนกล่าว "สินสอดที่ท่านมอบให้ พวกเรายินดีคืนให้ท่าน" อ๋องสี่ทำตัวมิถูกไปครู่หนึ่งก่อนจะกระแอมไอออกมา "เห็นแก่ความเวทนาบุตรีของเจ้า เปิ่นหวางจะให้นางแต่งเข้ามาเป็นอนุ" ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ย ทั้งตกใจทั้งงุนงง "เมื่อวันก่อนที่อวิ๋นเอ๋อร์จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โหรหลวงของเปิ่นหวางได้มองเห็นรัศมีของวิหคเพลิงปรากฏเหนือน่านฟ้าของจวนตระกูลเซี่ย และเชื่อว่าหากนางแต่งให้ข้า นางจะนำพามาซึ่งความโชคดี" หา? ฉันไม่ใช่แมวกวักเรียกทรัพย์หรือโชคดีให้ท่านนะ... ทุกคนยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะเป็นตระกูลขุนนางเล็กๆ แต่ให้แต่งเข้าไปเป็นอนุเช่นนี้ ถือได้ว่าหยามศักดิ์ศรีของสตรีเป็นอย่างยิ่ง "ลูกไม่แต่งเจ้าค่ะท่านพ่อ" ฉันลุกขึ้นยืนและเตรียมจะจากไป แต่ทว่าน้ำเสียงของชายผู้นั้นกลับดังขึ้นมาฉุดรั้งฉันเอาไว้ "เจ้ากล้าขัดคำสั่งของเชื้อพระวงศ์รึ?" ดวงตาสีนิลจับจ้องเข้ามายังร่างของฉันโดยไม่ละสายตา ภายในดวงตาดุจนกเหยี่ยวนั้นมีประกายวาวโรจน์แฝงอยู่ไม่น้อยเลย "คราก่อนเป็นท่านที่เสด็จมาเพื่อประกาศถอนหมั้น แต่ทว่าตอนนี้ท่านกลับจะยินยอมให้หม่อมฉันแต่งเข้าไปเป็นอนุให้ท่านอย่างนั้นหรือ? ย้อนแย้งเหลือเกินเจ้าค่ะ" ชายกระโปรงสีชมพูปลิวไสวไปตามท่วงท่าที่ก้าวเดิน ร่างของเด็กสาวเดินออกจากห้องโถงไปด้วยความโมโห อ๋องสี่หันหน้ากลับมาพูดคุยต่อ "พรุ่งนี้เปิ่นหวางจะมาอีก" เขากล่าวเสียงเย็นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดยินดีที่จะให้เขามา อ๋องสี่เป็นบุคคลที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งน้ำเสียงและรัศมีความกดดันที่มีก็มากเกินกว่าที่พวกเขาจะแบกรับแล้ว "ท่านพ่อ ลูกไม่อยากให้น้องเล็กแต่งกับอ๋องสี่เลย" พี่ใหญ่กล่าวด้วยความเป็นห่วง จะมิให้เขาเป็นห่วงได้อย่างไร? ก็อ๋องสี่เอาแต่ทำร้ายจิตใจของน้องเล็กอยู่ตลอดเวลาก่อนที่จะประกาศถอนหมั้น เขาไม่อยากเห็นนางต้องบอบช้ำอีกแล้ว ผู้เป็นบิดาส่ายหน้าไปมา "ซินเอ๋อร์ พ่อมิอาจปฏิเสธอ๋องสี่ได้เลย หากกระทำการมิควร อนาคตภายในวังของพ่อเกรงว่าจะอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้" ทุกคนทอดถอนใจออกมาพร้อมๆกัน มิรู้ว่าเหตุใดอ๋องสี่จึงเปลี่ยนใจกะทันหัน เกรงว่าคงจะมิใช่เพียงแค่เห็นวิหคเพลิงกระมัง?