ชาวจี่หนานมีคำกล่าวว่า “นกฮูกเข้าบ้าน ไม่มีเื่ร้ายไม่มา”
นกฮูกไม่ใช่สัตว์มงคล ใครได้ยินเสียงนกฮูกร้องมักจะอดขนลุกซู่ไม่ได้
“เอาละ ฉันจัดการเื่นี้เอง คุณไปเข้าเวรเถอะ”ถังหว่านบอกกับพยาบาลหลี่
พยาบาลหลี่ยื่นขวดน้ำเกลือให้ถังหว่านแล้วออกไปจากห้อง
“ไม่เป็ไรค่ะ” ถังหว่านยิ้มให้ผมเธอวางขวดน้ำเกลือไว้ที่หัวเตียง แล้วตรวจดูปู่ก่อน
ตัวเลขต่างๆ บนจอมอนิเตอร์กำลังกลับสู่สภาพปกติความดันโลหิตตัวบนหนึ่งร้อยสี่สิบ ตัวล่างเจ็ดสิบห้าอัตราการเต้นของหัวใจนาทีละเจ็ดสิบครั้ง
“วางใจเถอะค่ะ ไม่เป็ไรแล้ว” ถังหว่านพูดพร้อมกับเก็บหูฟังจากนั้นจึงเปลี่ยนขวดน้ำเกลืออย่างชำนาญ
ระหว่างนั้นปู่นอนหลับสนิท ไม่ส่งเสียงใดๆ
ผมถึงกับสงสัยว่าเมื่อกี้พยาบาลหลี่ตาฝาดหรือเปล่าปู่ลุกขึ้นนั่งเองไม่ได้แน่นอน
ถังหว่านมองออกว่าผมกังวลเื่อะไรจึงอธิบายเบาๆ ว่า “ปู่เซี่ยป่วยเป็โรคที่พบได้บ่อยในคนแก่สาเหตุของโรคและอาการโรคมีหลายแบบมาก ดังนั้นย่อมเกิดสภาพทุกอย่างได้ ฉันว่าเราไม่ควรสงสัยคนอื่นง่ายๆและไม่ควรปฏิเสธสิ่งที่คนอื่นเห็นง่ายๆ คุณว่าไหมคะ”
ผมพยักหน้า “ขอบคุณครับ ผมก็แค่...แค่ยังทำความเข้าใจสิ่งที่พยาบาลหลี่เห็นเมื่อครู่ไม่ได้เพราะผมยังไม่เคยเจอสภาพแบบนั้นมาก่อน”
หมอถังลากเก้าอี้มานั่งลงที่ข้างเตียงจากนั้นใช้สองมือกุมฝ่ามือขวาของปู่ไว้ แล้วนวดช้าๆ จากปลายนิ้วถึงฝ่ามือ
ผมรีบเดินมา พูดด้วยความลำบากใจว่า“หมอถังครับ จะรบกวนคุณเกินไปแล้ว”
ถังหว่านยิ้มพร้อมกับสั่นหัว“ฉันเป็หมอนะคะ รบกวนอะไรกัน คนป่วยที่นอนติดเตียงนานๆ จำเป็ต้องนวดแขนขาแบบนี้บ่อยๆนี่ถือเป็ส่วนหนึ่งของการรักษาค่ะ”
ผมยืนอยู่ข้างๆ เธอ ได้กลิ่นหอมจางๆจากยาสระผมที่กระจายมาจากเส้นผมเธอ จิตใจเบิกบานขึ้นทันที
ตอนนั้นถังหว่านกางฝ่ามือขวาของปู่ออกเต็มที่แล้ว
“พบเห็นเส้นลายมือรูปตัวชวน (川) แบบนี้ได้น้อยมาก ใช่ไหมคะ” เธอถาม
ฝ่ามือปู่มีเส้นลายสามเส้นหลักปรากฏเป็ตัวอักษรรูปตัวชวน (川) อย่างชัดเจนข้างบนไปถึงง่ามนิ้วมือ ข้างล่างไปถึงขอบฝ่ามือ ทุกเส้นดูลึกและกว้างพบเห็นได้น้อยมากจริงๆ
“ใช่ครับ เจอได้น้อยมาก” ผมตอบเบาๆ
ถังหว่านกางฝ่ามือตัวเองออกดู แล้วพึมพำกับตัวเอง“ทำไมเส้นลายมือฉันเป็สองเส้นพาดกันล่ะ ไม่เป็รูปตัวอักษรเลย แล้วคุณล่ะ”
ผมก้มลงเล็กน้อย แบมือแล้วยื่นออกไป
ที่จริงเส้นลายมือผมก็เหมือนกับของคนส่วนใหญ่นั่นคือสองเส้นแรกพาดกัน อีกเส้นตั้งตรง ไม่พิเศษอะไร
แน่นอนว่าเส้นลายมือของถังหว่านก็เป็เช่นนี้แต่ฝ่ามือเธอขาวมาก รูปมือสวยเหมือนรูปร่างของเธอ ถ้าเพิ่มหนึ่งส่วนก็อ้วนลดหนึ่งส่วนก็ผอม มีขนาดพอเหมาะ นิ้วมือเธอยาวเรียว เล็บตัดกลมมนเป็ระเบียบเหมือนนิ้วมือนักเปียโน
เธอยกมือขึ้น จับปลายนิ้วทั้งสี่นิ้วของผมไว้ดูอย่างละเอียดสิบกว่าวินาที จากนั้นจึงปล่อยมือ ท่าทางผิดหวังเล็กน้อย
“ทำไมหรือครับ” ผมถาม
“อ้อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เส้นลายมือเราไม่ต่างกันนักไม่มีอะไรพิเศษหรอก” ถังหว่านยิ้มเยาะตัวเอง
“ผมไม่เคยเห็นมือที่สวยเหมือนมือคุณ”ผมพูดจากใจจริง
“ฉันเองก็ไม่เคยได้ยินคำพูดยกยอปอปั้นตื้นๆเหมือนคำพูดคุณ” เธอยิ้มแล้ว
“จริงนะครับ ผมไม่เคยโกหก”ผมถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วพูดแก้ตัว
บอกตามตรงถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าพูดมากเกินไปทั้งที่ไม่สนิทกัน ที่จริงผมควรชมว่าเธอสวยมาก
ผู้หญิงในเมืองสมัยนี้ส่วนใหญ่ขี้โอ่และมีเล่ห์เหลี่ยมน้อยมากที่จะเป็คนดีพร้อมอย่างถังหว่านที่ทั้งสง่างามและใสบริสุทธิ์อย่างน้อยในบรรดาหญิงสาวที่ผมพบเห็น เธอเป็คนที่หาได้ยาก
“ขอบคุณค่ะ” เธอพยักหน้าเล็กน้อย “ฉันจะกลับไปเข้าเวรคุณดูแลปู่เซี่ยดีๆ นะคะ”
เธอลุกยืน แต่ไม่ได้ออกไปทันทีหันมามองปู่บนเตียงแวบหนึ่ง ค้อมคำนับเล็กน้อย แล้วเดินไปที่ริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอก
“นอกหน้าต่างไม่มีอะไรไม่มีเสียงนกฮูกด้วย อาจเป็เพราะพยาบาลหลี่นึกไปเองเพราะกลัวผี” ผมเดินตามหลังเธอมาอธิบายเบาๆ
นกฮูกเป็ศัตรูธรรมชาติของหนูพวกมันบินและเดินในยามกลางคืน ก็เพื่อหาเหยื่อกินเท่านั้นเอง
“ใช่ค่ะ ฉันเองก็คิดว่าเป็อย่างนั้น” ถังหว่านพูดจากนั้นก็พูดเสริมอย่างจริงจัง “เมื่อกี้พยาบาลหลี่ไม่ตั้งใจจะทำให้ตกอกใคุณอย่าบอกใครนะ เดี๋ยวเธอจะถูกหัวหน้าเธอตำหนิ ต้องรู้นะ เงินเพิ่มพิเศษตอนสิ้นเดือนของพวกเธอขึ้นกับคุณภาพงานโดยตรง”
ผมเดินมาส่งถังหว่านออกจากห้องมองตามเธอไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล
อาชีพหมอไม่ว่าที่เมืองไหนล้วนเป็บุคคลที่ได้รับความเคารพอย่างสูงเพราะในโรงพยาบาลที่ใหญ่โตแห่งนี้ หมอคือผู้ควบคุมชีวิตเป็พระเ้าของผู้ป่วยและญาติ
ถังหว่านเป็สาวสวยแบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกประทับใจแต่ผมรู้ตัวเองดี รู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย
ผมกลับมาที่ข้างเตียงเห็นมือปู่อยู่นอกผ้าห่ม จึงก้มลงยกมือปู่กลับไปไว้ใต้ผ้าห่ม
แล้วผมก็พบโดยไม่ได้ตั้งใจว่า ดูเหมือนเส้นลายมือที่ฝ่ามือปู่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก่อนหน้านี้เส้นลายมือปู่เป็รูปตัวชวน (川) ที่ชัดและลึก ิัระหว่างเส้นลายมือทุกเส้นจะอวบตึงเต็มไปด้วยพลังชีวิต แต่ขณะนี้สามเส้นที่ประกอบเป็รูปตัวชวน (川) เปลี่ยนเป็ตื้นขึ้นิัที่ใจกลางฝ่ามือแบนราบและหย่อนลง
ผมประหลาดใจไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายอย่างไร
“ปู่ ปู่ครับ” ผมก้มลงร้องเรียก
ปู่หลับตาครึ่งเดียว ส่งเสียงคร่อกๆสองสามทีในลำคอ จากนั้นจึงส่งเสียงกรนเบาๆ
“อาจจะบวมก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยลองถามหมอ”ผมปลอบใจตัวเอง จากนั้นจึงลองลูบคลำเส้นลายมือบนฝ่ามือปู่
ใจกลางฝ่ามือปู่เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งที่ละลายไม่หมด
ท้องนิ้วผมกวาดผ่านเส้นลายมือทันใดนั้นขนที่หลังมือก็ลุกซู่ขึ้น ความรู้สึกวินาทีนี้เหมือนเมื่อสิบปีก่อนในวิหารใหญ่ศาลเ้าเป่ยจี๋ริมทะเลสาบต้าิ มองดูดาบปลายปืนแทงทะลุฝ่ามือพี่ใหญ่
ถึงเดี๋ยวนี้ผมยังไม่กล้าใช้คำพูดใดๆไปบรรยายฉากเหตุการณ์ที่น่ากลัวนั่นอย่างละเอียด ดาบปลายปืนขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้งทั้งนิ้วมือ ฝ่ามือและแขนของพี่ใหญ่ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ฝ่ามืออีกข้าง แขนอีกข้าง
“ทำอย่างนี้เส้นลายมือทั้งหมดก็จะไร้ประโยชน์ใช่ไหม”
“เชือดช้าๆ เชือดให้ละเอียดหน่อย ฮ่าๆต่อให้เป็ลายมือที่ฝืนต่อฟ้าแค่ไหนก็ไม่อาจต้านทานคมมีดได้...”
“จบสิ้นกันที จบสิ้นกันที...”
“หลังจากคืนนี้แล้ว ทุกอย่างจะราบรื่น...”
“สกุลเซี่ยหมดผู้สืบสกุลแล้ว ฮ่าๆ...”
คนเ่าั้หัวเราะไม่หยุดพี่ใหญ่เป็เหมือนสัตว์ลำบากในลานเชือด ถูกกรีดแขนทีละกระเบียดนิ้วต่อหน้าต่อตาผม
ผมดิ้นรนสุดชีวิต แต่มีอย่างน้อยสี่เท้าที่เหยียบตัวผมไว้โดยเฉพาะเท้าที่เหยียบบนใบหน้าผม แทบจะเหยียบให้ใบหน้าผมจมลงไปในพื้นหินสีน้ำเงิน
พี่ใหญ่ไม่ส่งเสียงแม้แต่คำเดียวผมถลึงตาโต จ้องใบหน้าพี่ใหญ่
เืทั้งหมดในร่างผมสูบฉีดขึ้นไปที่กระหม่อมทุกอย่างเบื้องหน้าสายตากลายเป็สีแดงเื
พี่ใหญ่ก็จ้องมองผมแววตาเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าว
เพราะสายตาเขาทำให้ผมเลิกดิ้นรนอย่างไร้ความหมายหยุดนิ่ง มองรับสายตาเขา
ในสายตานั้นมีสิ่งต่างๆ มากมายบางอย่างผมเข้าใจ บางอย่างผมไม่เข้าใจ
คนที่ใกล้ตาย ดวงตาน่าจะมีความแค้นความหวาดกลัวและความโกรธเกรี้ยว แต่ดวงตาพี่ใหญ่กลับขาดสิ่งเหล่านี้
วินาทีนั้นสายตาเขาแข็งแกร่งราวกับตะปูปักตรงลงบนหัวใจผม
สุดท้ายดาบปลายปืนเล่มนั้นย้ายมาอยู่ที่จุดอิ้นถังที่หว่างคิ้วของพี่ใหญ่
“ว่ากันว่าก่อนที่สัตว์ทุกตัวจะถูกฆ่าความคับแค้นทั้งหมดจะมารวมกันที่นี่ อย่าโทษฉันเลย ถ้าจะโทษก็จงโทษที่์ให้แกเกิดในสกุลเซี่ย...”คนสวมหน้ากากอนามัยยิ้มอย่างอำมหิต
“ให้โอกาสเขาพูดอะไรหน่อย”คนที่เหยียบผมอยู่พูดขึ้น
“จริงด้วย พูดอะไรบ้างเหลือไว้เป็ที่ระลึกให้น้องชายแก” คนสวมหน้ากากอนามัยพูด
ริมฝีปากพี่ใหญ่ขยับเล็กน้อยอ้าปากได้ครึ่งเดียวก็พ่นเืออกมาคำใหญ่
“ฉัน...แค้นใจ...ที่มีน้องชาย...ที่ใช้การไม่ได้...ตายตาไม่หลับบรรพชนสกุลเซี่ยก็ตายตาไม่หลับ...เวียนว่ายตายเกิดไม่หยุด ชาติหน้าค่อยเจอกัน” พี่ใหญ่พูดตะกุกตะกักจนจบแล้วก้มหัวลงกระแทกไปข้างหน้า ทำให้ปลายแหลมของดาบปลายปืนเสียบเข้าที่จุดอิ้นถัง
หลังจากฝ่ามือและแขนถูกทำลายแล้วชีวิตพี่ใหญ่ก็หลุดหายไปครึ่งหนึ่ง พอถูกแทงครั้งนี้ก็คร่าชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของเขาไป
“ฉันแค้นใจที่มีน้องชายที่ใช้การไม่ได้” นี่เป็คำพูดประโยคสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้ให้ผม
“ตายแล้ว” คนสวมหน้ากากอนามัยยื่นมือออกไปคลำเส้นเืแดงใหญ่ที่ข้างคอพี่ใหญ่
“ทำลายหัตถลักษณ์เส้นลายมือของหลานชายคนโตสกุลเซี่ยแล้วเื่นี้ก็น่าจะจบลงได้แล้วใช่ไหม” มีคนเอ่ยถาม
“ไม่ ไม่ การหากระจกวารีโหรเทพต่างหากที่เป็เป้าหมายของเราฉันเชื่อว่าของสิ่งนั้นต้องอยู่ในบ้านสกุลเซี่ยแน่นอน” คนที่เหยียบหัวผมยกเท้าออก
จากนั้นผมก็ถูกหิ้วตัวขึ้นมาแล้วโยนออกไปฟุบลงบนกองเืที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้
คนสวมหน้ากากอนามัยคว้ามือซ้ายผมผมกำมือแน่นทันที พยายามไม่ให้เขาดูเส้นลายมือ
“ช่างเถอะ ฝ่ามือเขาไม่มีลายรูปตัวชวน (川) ไม่เหมือนผู้สืบทอดของสกุลเซี่ย”มีคนพูดเตือน
“หรือว่า นี่เป็ไอ้ลูกไม่มีพ่อ ฮ่าๆ...”คนสวมหน้ากากอนามัยหัวเราะร่า
ผมห่อตัวลงอดกลั้นต่อการเหยียดหยามที่ไม่เคยเจอมาก่อน
“จัดการเขาด้วย!” มีคนเสนอความเห็น
คนสวมหน้ากากอนามัยชูมือขึ้นดาบปลายปืนเล่มนั้นมาจ่อที่ข้างลำคอผม
ในใจผมขณะนั้นมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ “ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป มีชีวิตอยู่ต่อไป!”
มีชีวิตอยู่ต่อไปจึงจะแก้แค้นให้พี่ใหญ่ได้จะฆ่าทุกคนตรงหน้าล้างแค้นแทนพี่ใหญ่ จะถลกหนัง ปล่อยเื ตัดแขนขากรีดทั่วตัวทีละคน ตอบแทนที่พวกมันลบหลู่ผมเป็ร้อยเท่า
“อาครับ ไว้ชีวิตผมเถอะ!” ผมร้องบอกพลางร้องไห้ตาม
ดาบปลายปืนไม่เคลื่อน แต่ร่างผมสั่นไหวิัที่ลำคอถูกบาดจนเืออก ผมเจ็บจนห่อตัวลง ร้องไห้จ้า
“ห้ามร้องไห้!” คนสวมหน้ากากอนามัยตบหน้าผมหนึ่งที
ผมหยุดร้องไห้ทันทีน้ำตาเอ่อออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง
“เขาไม่ใช่” มีคนพูด
“เขาไม่ใช่แน่ ั้แ่เด็กจนโต ฉันดูเส้นลายมือเขาสิบกว่าครั้งดีไม่ดีอาจจะเป็เด็กที่สกุลเซี่ยเก็บมาเลี้ยงก็ได้” อีกคนพูดขึ้น
“เดี๋ยวพวกแกลากเด็กไปทางทิศใต้โยนลงไปในทะเลสาบ จะอยู่จะตายก็แล้วแต่มันเถอะ” คนสวมหน้ากากอนามัยลุกขึ้นยืน
ผมเหมือนมองเห็นความหวังที่จะรอดชีวิตแล้วแต่ยังไม่กล้าทำอะไรวู่วาม ร้องเสียงสั่นว่า “อาครับ อย่าโยนผมลงทะเลสาบเลยน้ำลึกมาก...อย่าโยนผมลงไปเลย...”
คนสวมหน้ากากอนามัยใช้มือขวาจับที่ปลายดาบปลายปืนมือซ้ายจับที่ด้าม แล้วออกแรงหัก เกิดเสียงดังป๊อก ดาบปลายปืนหักเป็สองท่อน
“เื่คืนนี้ จบเท่านี้ก่อน การตามหากระจกวารีโหรเทพเป็เื่ใหญ่มากอีกเื่หนึ่งก็คือโบราณสถานที่ฉางอัน...”
ผมได้ยินเพียงเท่านี้ก็ถูกสองคนลากตัวไปออกจากวิหารใหญ่ไปที่ริมทะเลสาบ จากนั้นก็ถูกจับแขนและขา เหวี่ยงไปมาสองสามที แล้วถูกโยนลงไปในน้ำห่างจากริมฝั่งอย่างน้อยสิบกว่าเมตร
เด็กจี่หนานว่ายน้ำเป็ทุกคนก่อนตกน้ำผมกลั้นหายใจก่อนแล้ว หลังจากลงไปในน้ำก็ถีบขาทันที รีบว่ายไปที่ดงอ้อทางตะวันตกของทะเลสาบ
ไม่นานนักผมก็โผล่หัวขึ้นในดงอ้อ แล้วมองไปทางศาลเ้าเป่ยจี๋
คนพวกนั้นทยอยกันออกมาจากศาลเ้ากลุ่มหนึ่งไปทางตะวันออก กลุ่มหนึ่งไปทางเหนือ หายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย
ผมลอยคออยู่ในน้ำราวหนึ่งชั่วโมงจึงขึ้นฝั่งไม่กล้าเข้าไปในศาลเ้า ก่อนอื่นวิ่งออกไปจากทะเลสาบต้าิอย่างทุลักทุเลกลับไปตามคนที่ตรอกจงอี้ก่อน
เหลยจื่อไม่เป็ไร แค่ถูกทำร้ายจนสลบหมอวินิจฉัยว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนระดับกลาง นอนต่อเนื่องอยู่ในโรงพยาบาลสิบกว่าวันไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
ที่น่าแปลกก็คือคนทั้งหมดค้นทั่วศาลเ้าเป่ยจี๋แล้วแต่ไม่พบศพพี่ใหญ่
เหตุการณ์นี้กลายเป็คดีที่ปิดไม่ลง ทางตำรวจก็หมดหนทางทำได้เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดจากนั้นก็เก็บเข้าแฟ้มรายงานต่อผู้บังคับบัญชา
ขณะนี้ผมกำลังลูบคลำเส้นลายมือปู่ แล้วคิดถึงคำพูดประโยคสุดท้ายที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้ให้ผมจู่ๆ ก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง สิบปีแล้ว ผมอยากแก้แค้นให้พี่ใหญ่ แต่คดีนี้ไม่มีเบาะแสเริ่มแรกผมไปที่สถานีตำรวจทุกเดือนเพื่อสอบถามความคืบหน้าในการสืบคดีต่อมาตำรวจที่ทำคดีรู้สึกรำคาญพากันหลบหน้าผม
ถึงวันนี้ “การแก้แค้นให้พี่ใหญ่”กลายเป็คำพูดที่เพ้อฝันไปแล้ว
“เซี่ยเทียนสือ แกมันคนไม่เอาไหนไร้ความสามารถจริงๆ” ผมเงยหน้าขึ้น เยาะเย้ยตัวเองในกระจกหน้าต่าง
ยอดต้นไป๋หยางนอกหน้าต่างสั่นไหวนกฮูกเริ่มส่งเสียงร้องแล้ว ร้องเสียงดัง “ฮูกๆ ฮูกๆ” แปลกๆ ไม่หยุด เหมือนเสียงร้องไห้และเหมือนเสียงหัวเราะราวกับช่วยกันหัวเราะเยาะผม
ผมลุกขึ้น เดินมาที่ราวแขวนเสื้อล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต หยิบไม้ง่ามหนังสติ๊กกับลูกแก้วสามลูกออกมาแล้วเดินไปที่หน้าต่าง เปิดหน้าต่างออก
ลมกลางคืนหนาวเย็นเล็กน้อยแสงไฟนีออนจากยอดตึกไกลออกไปส่งแสงกะพริบสูงๆ ต่ำๆ ไม่หยุด
จี่หนานเป็เมืองหลวงของมณฑลซานตงเต็มไปด้วยอาคารสูง รถยี่ห้อดังและบ้านหรู หนุ่มหล่อสาวสวยสถานบันเทิงยามราตรี...เป็เมืองหลวงที่ทันสมัยและเจริญ เป็เมืองอันดับหนึ่งในมณฑลซานตงแต่สำหรับผมแล้วเมืองใหญ่เป็ของคนมีเงินมีอำนาจ คนต่ำต้อยอย่างผมทำได้เพียงเปิดร้านขายหนังสือเล็กๆในตรอกจงอี้ ใช้ชีวิตอย่างคนจนที่อดมื้อกินมื้อ ผม...รวมทั้งคนอย่างผมอีกมากมายล้วนเป็เพียงมดในเมืองใหญ่ ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตที่เลิศหรูเ่าั้ตลอดกาล
ขณะนี้ผมไม่เพียงรู้สึกเศร้าที่มากกว่าคือความโกรธแค้นและหมดหนทาง เพราะนี่คือความเป็จริง
ในความเป็จริงนั้นคนมีเงินมีอำนาจคือเ้านายคนไม่มีเงินไม่มีอำนาจทำได้เพียงเป็ขี้ข้าที่ซื่อสัตย์เท่านั้น
ผมดึงหนังสติ๊กมองหาเงาของนกฮูกระหว่างใบไม้
“ร้องสิ ขืนกล้าร้องอีกจะเล่นงานพวกแกให้ตายเลย” ผมยิ้มเยาะด้วยความโมโห
สิบปีแล้ว สิ่งที่พอเรียกว่า “อาวุธ”ที่ผมมี นอกจากง่ามไม้หนังสติ๊กแล้วก็คือดาบปลายปืนหักสองท่อนที่ผมเก็บมาจากศาลเ้าเป่ยจี๋ ผมขอให้เพื่อนบ้านช่วยลับท่อนล่างใหม่จนคมกลายเป็มีดสั้นหน้าตาแปลกๆ ตัวมีดยาวเพียงสามนิ้วถ้าเกิดการต่อสู้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร
บอกตามตรงผมไม่รู้ว่าจะแก้แค้นให้พี่ใหญ่ได้อย่างไร ต่อให้ตามหาคนพวกนั้นเจอผมจะมีฝีมืออะไรไปฆ่าพวกนั้น นี่คือเื่เศร้าที่สุดในชีวิตผม ทั้งๆที่รู้ว่าไม่สามารถแบกรับภาระที่หนักหนานี้ได้ แต่กลับต้องรับเอาไว้
พ่อแม่หายไปอย่างไร้ร่องรอยพี่ใหญ่ตายอย่างน่าอนาถ ปู่ป่วยเป็อัลไซเมอร์...นี่คือสภาพย่ำแย่ที่ผมเผชิญอยู่ อย่าว่าแต่จะให้ไปเป็วีรบุรุษเลยแค่เป็คนที่พอมีชื่อเสียงบ้างก็ยังมีคุณสมบัติไม่พอ