บทที่ 27
สมบัติในร้านหนังสือมือสอง
วันต่อมา ถิงถิงไม่สบายขึ้นมากะทันหันคงเพราะตากฝนหรือไปเจอเชื้อโรคในตลาด ฉันสัญญากับเด็กหญิงว่าจะซื้อนิทานภาพเยอะๆชดเชยกับที่เธอจะต้องนอนเฉยๆ ไปอีกสองสามวัน
ความจริงถิงถิงอาการไม่หนักยังะโเถียงกับซูเหลียงได้ว่าอาการเธอไม่รุนแรงแต่เด็กหนุ่มห้ามไม่ให้ไปเพราะกลัวจะไปทรุดเอาข้างนอก
ซูเหลียงอยู่บ้านตามระเบียบตามคำพูดของเขา เด็กหนุ่มจะอยู่ที่บ้านเพื่อคอยจับตามองเหล่าคนต่างแคว้นและคอยดูแลถิงถิงพูดให้ถูกคือคอยให้ความบันเทิงถิงถิงระหว่างเธอรู้สึกเบื่อกับอาการป่วยเล็กน้อยของตนเอง
“เ้าพร้อมไหม?”หนิงหลงถามเมื่อเราใกล้ถึงเมือง ฉันสูดหายใจลึกๆคลี่พัดด้วยการสะบัดทีหนึ่งและเขียนด้วยตัวอักษรหนา
“ตั้งสมาธิเรียบร้อยค่ะ”
“แต่ถ้าเ้าเริ่มรู้สึกไม่ดีก็รีบบอก”เขาจับต้นแขนฉันเบาๆ และพวกเราก็ก้าวเข้าไปในเมือง
พวกเราไม่เป็ที่สังเกตในตลาดที่ผู้คนสนใจแต่เื่ของตัวเอง
หนิงหลงทักทายพ่อค้าแม่ขายด้วยการผงกหัวต่างกับซูเหลียงที่บางทีจะเดินเข้าไปคุยด้วยแล้วค่อยเดินต่อท่าทางหนิงหลงจะเป็คนประเภทเดียวกับฉันเวลาฉันเห็นใครเข้ากับคนอื่นได้อย่างลื่นไหลฉันรู้สึกประทับใจและสงสัยว่าทำยังไงถึงจะทำแบบนั้นได้บ้าง
แต่ถึงหนิงหลงจะไม่ใช่คนเข้ากับผู้อื่นได้เก่งเหมือนคุเรไนเขาก็มีเสน่ห์ในแบบของเขา ชายหนุ่มดูกลมกลืน แต่ในขณะเดียวกันการวางตัวดูมีภูมิฐานทำให้เขาโดดเด่นจากคนเดินตลาดอื่นๆ
ฉันเหลือบมองเขาเป็ระยะใช้วิธีเดิมคือตั้งสมาธิไปที่ตัวเขาเพื่อกันสิ่งอื่นๆ ออกจากสมอง
ชายหนุ่มพาฉันมายังร้านหนังสือมือสองที่พูดถึงป้ายหน้าร้านเก่าซีด ทั้งร้านทำจากไม้ที่ไม่ได้ทาสีใหม่มานานหน้าต่างมีร่องรอยชำรุด เมื่อเปิดเข้าไปก็ได้กลิ่นไม้และกระดาษเก่าๆ โชยมา
เ้าของร้านเป็ชายชราหลังค่อมอยู่ในเสื้อผ้าที่ซักจนซีด มีรอยเปื่อยยุ่ยที่ไม่ได้ปะ ความสนใจทั้งหมดของเขาถูกสูบไว้โดยหนังสือเล่มเก่าเหลืองตรงหน้าที่มีสภาพเหมือนจะหลุดเป็ชิ้นๆหากพลิกหน้าแรงเกินไป เขานั่งอยู่ตรงโต๊ะมุมร้านด้านข้างมีเครื่องมือซึ่งเดาว่าน่าจะเป็เครื่องมือซ่อมหนังสือ มีพู่กัน ด้ายกระดาษ มีดเล่มเล็ก และขวดอะไรต่อมิอะไร
“ฮืม” ชายชราทำเสียงในลำคอเมื่อเราก้าวผ่านประตูเข้ามาไม่รู้ว่านั่นคือการต้อนรับลูกค้าฉบับของเขาหรือแค่มีบางอย่างบนหน้ากระดาษที่น่าสนใจจนทำเสียงแบบนั้นออกมา
“ปกติเ้าอ่านหนังสืออะไร?”หนิงหลงไม่พยายามจะทักทายเ้าของร้านด้วยซ้ำ ฉันจะบอกเขาว่าที่จริงฉันชอบอ่านหนังสือการ์ตูนแต่ไม่แน่ใจว่าเขารู้จักหรือเปล่าเลยไม่ได้พูด
“ขอลองดูในร้านก่อน” ฉันตอบแบบขอไปทีและเริ่มสำรวจว่าที่นี่มีหนังสืออะไรบ้าง
สิ่งที่ฉันชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเก่าคือกลิ่นรองลงมาคือบรรยากาศความขลัง บางทีมีร่องรอยของเ้าของคนเก่า ยิ่งเล่มไหนเป็พิมพ์เก่าหรือไม่พิมพ์แล้วยิ่งมีเสน่ห์เข้าไปใหญ่แต่ฉันไม่เคยสะสมหนังสือเก่า แค่ชอบเฉยๆ
ฉันพบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นิยายซึ่งเหมามาจากบ้านใครสักคนเปิดอ่านผ่านๆ ก็พบว่าเป็นิยายรักดาษดื่นเป็แนวรักต่างชนชั้นระหว่างคุณหนูสูงศักดิ์กับลูกของคนรับใช้
“เ้าสนใจหนังสือนิยายรึ?”
หนิงหลงปรากฏขึ้นด้านหลังฉันรีบวางหนังสือ
“วรรณกรรมคลาสสิก” ฉันแก้ตัวข้างๆคูๆ
“ถ้าวรรณกรรมคลาสสิกมีตรงนี้ แต่เป็พิมพ์เก่าอาจจะไม่ได้พิสูจน์อักษร... นั่นมันกระบี่ลิขิตฟ้าฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง?” หนิงหลงเดินตรงดิ่งไปที่ชั้นหนังสือ“ของหายากแบบนี้ เถ้าแก่ไปเอามาจากไหน?”
เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ
“มีคนไม่อยากได้ ข้าก็รับซื้อตามราคาที่เหมาะสมอยากให้มันได้อยู่ในมือคนที่รู้คุณค่า” พูดจบก็ก้มมองหนังสือในมือต่อ
“หนังสือนี้พิเศษยังไงเหรอคะ” ฉันถามหนิงหลงหันมาหาฉันด้วยดวงตาเป็ประกาย
“เป็ผลงานชิ้นสุดท้ายของปรมาจารย์นักเขียนนามฮุ่ยซิ่วในฉบับพิมพ์แรกเป็ฉบับเดียวที่มีตอนจบดั้งเดิมของท่านในฉบับพิมพ์ครั้งต่อมาทั้งหมดเป็ตอนจบที่ถูกดัดแปลงโดยศิษย์และบรรณาธิการ”เขาอธิบายคล่องปาก ฉันเพิ่งรู้ว่าหนิงหลงมีมุมแบบนี้ด้วย “ตัวเอกนามเฟยหรงประพฤติตนเลวทรามเหลวไหลทั้งเื่หากแต่ระหว่างเขียน่สุดท้ายของหนังสือ ผู้เขียนป่วยหนัก ไม่้าเขียนให้จบอย่างสิ้นหวังตามที่เฟยหรงสมควรได้รับจึงเปลี่ยนให้กลับตัวกลับใจหลังนั่งอยู่ข้างลำธารพิจารณาธรรมชาติเห็นตัวอ่อนแมลงถูกปลากิน ปลาถูกนกกิน และนกถูกมนุษย์จับเพียงแต่ในฉบับพิมพ์ต่อมาซึ่งตีพิมพ์หลังอาจารย์ฮุ่ยซิ่วผู้เขียนเสียชีวิตราวสองปีได้มีการเปลี่ยนตอนจบให้เฟยหรงได้รับกรรมอย่างสาสมหนึ่งคือเพราะงานเขียนส่วนมากของอาจารย์จบเช่นนี้ และเพราะผู้คนมองว่าการกลับตัวกลับใจอย่างกะทันหันของเฟยหรงเกิดขึ้นเพราะอาจารย์ฮุ่ยซิ่วป่วยไม่ใช่เพราะเหตุผลจากภายในเนื้อเื่”
ฉันพยักหน้าด้วยความสนใจพอหนิงหลงพูดจบแล้ว เขากระแอมเขินๆ
“ข้าพูดมากไป...กลับเป็การเฉลยตอนจบให้เ้าที่ยังไม่ได้อ่าน”
“พอรู้ตอนจบแล้วเนื้อเื่จะยังน่าสนใจอีกแบบนะคะ เป็ประสบการณ์การอ่านที่ต่างออกไป”
“ประสบการณ์การอ่าน... อย่างนั้นเองเช่นเมื่ออ่านผลงานระดับตำนานที่แม้รู้เนื้อเื่อยู่แล้วยังสามารถเชยชมการดำเนินเื่และการใช้ภาษา...”
“หึๆ...”เสียงเถ้าแก่ดังขึ้นกลางบทสนทนา“ท่าทางท่านจะได้พบผู้ที่สนทนาด้วยได้อย่างสนุกสนานเสียที”
“เอ้อ...” หนิงหลงไปไม่เป็ฉันเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง
เรายืนก้มหน้าทำตัวไม่ถูกกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หนิงหลงจะเอาเราออกจากสถานการณ์นั้นโดยการเอาหนังสือไปวางไว้บนโต๊ะด้านหลังเถ้าแก่พร้อมถามแกว่ามีหนังสือเด็กเข้ามาบ้างไหม
เถ้าแก่หยิบหนังสือเรียนเก่าๆและนิทานภาพมา หนิงหลงขอให้ฉันช่วยเลือก ฉันเลือกเื่ที่ถิงถิงน่าจะอยากอ่านตามด้วยเื่ที่ภาพสวยอีกสองเื่
สุดท้าย ฉันไม่ได้ซื้อหนังสืออะไรหอบแต่หนังสือของถิงถิงเต็มแขน หนังสือห่อกระดาษไขกันน้ำอย่างดีหนิงหลงเองก็ได้นิยายกำลังภายในของเขามาอ่าน
เขาแวะร้านแผงลอยข้างทางแห่งหนึ่งฉันดมฟุดฟิดก็แน่ใจว่ามันเป็ร้านขนมปังพวกเขาอบขนมปังด้วยเตาถ่านที่มีลักษณะเป็ถังทรงกระบอกติดล้อ มีซ้อนกันสองใบถังด้านนอกบรรจุถ่าน ด้านในเอาไว้อบ เตาปล่อยความร้อนมหาศาลออกมา
หนิงหลงบอกว่าขนมปังพวกนี้เป็อาหารตามปกติของคนทางเหนือเหมือนที่เรากินข้าวกันขนมปังประเภทนี้เรียกเชาเคอเสอะ ลักษณะเหมือนขนมปังฝรั่งเศสแต่อบเป็ก้อนกลมๆก้อนใหญ่ มักรับประทานคู่กับเนื้อหรือของรสจัดเพียงแต่สูตรที่แผงนี้เอามาขายเป็ก้อนเล็กๆ เหมาะสำหรับถือทานเป็อาหารว่าง
ตอนแรกนึกว่ามันจะแข็งแต่มันกรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นหอมเตา จุดที่ฉันชอบที่สุดคือกระดาษที่ห่อขนมปังมา ให้ความรู้สึกเหมือนมาทานขนมปังที่ต่างประเทศ(ซึ่งก็มาทานต่างประเทศจริงๆ)
หนิงหลงแย่งสัมภาระฉันไปถือหมดเขากินขนมปังของตัวเองหมดแล้ว เดินทอดน่องแบบไม่รีบร้อน ฉันกินไปเดินไปตั้งสมาธิกับการซึมซับบรรยากาศ
“เ้าจะไม่ซื้ออะไรจริงหรือ?”เขาถามเพื่อความแน่ใจก่อนเราจะกลับ ฉันส่ายหน้าตอบ“ข้ายังไม่รู้เลยว่าเ้าชอบอ่านหนังสืออะไร หรือเ้าชอบอ่านหนังสือหรือเปล่า”
“ชอบอ่านค่ะ” ฉันเขียนไว้แค่นั้นไม่รู้จะต่อยังไง สุดท้ายจึงเขียนว่า “แต่อ่านอะไรไร้สาระ”
“ไร้สาระ?”
ฉันรวบพัด ปฏิเสธจะตอบว่าหมายถึงอะไร
“ข้าไม่คิดว่ามีหนังสือที่ไร้สาระถ้าไม่ใช่หนังสือที่สอนอะไรผิดๆ”
เขาเดาไม่ได้ใช่ไหมว่าเด็กผู้หญิงอย่างฉันจะชอบอ่านอะไร?ก็ได้ ฉันบอกเขาก็ได้
“ชอบอ่านนิยายรักค่ะ” การ์ตูนตาหวานก็ชอบฉันซ่อนใบหน้าตัวเองไว้หลังพัด มาบอกผู้ชายแบบนี้ก็แปลกอยู่ แต่ถ้าฉันไม่ตอบเขาไม่หยุดท้วงแน่
“ไม่เห็นมีอะไรต้องอายมันไม่ใช่แนวที่ข้าสันทัดก็จริง แต่ถ้าเ้าอยากอ่านอะไร เ้าสมควรได้อ่านมันไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ” หนิงหลงกระชับห่อหนังสือที่ถืออยู่“เพราะความรักคือปริศนาที่มนุษย์ไม่อาจทำความเข้าใจได้มาั้แ่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่ากันว่าไขคดีฆาตกรรมยังง่ายดายยิ่งกว่าพยายามไขปริศนาของหัวใจ... ข้าไปฟังมา”เขารีบเสริม
ฉันประทับใจคำพูดนั้นจนยืนจ้องเขาตาโต
“ข้าพูดอะไรผิดรึ?”
ฉันรีบส่ายหน้า
“ข้าไม่เคยมองแบบนั้นเลยค่ะมีแต่คนเห็นว่าเป็เื่ราวขายฝัน”
“แต่ถ้าเป็เื่ที่เ้าชอบ มันไม่ใช่เื่ไม่ดีหรอก”
พอกลับมาถึงบ้านก็เจอซูเหลียงเป็คนแรกเด็กหนุ่มรายงานว่าเริ่มรับมือฤทธิ์ของถิงถิงไม่ไหว เด็กหญิงเกือบหนีออกจากบ้านหนิงหลงจึงถือหนังสือเด็กเข้าไปบรรณาการเธอถึงในห้องและหนังสือใหม่มากมายดึงความสนใจทั้งหมดของเด็กหญิงไปจนเธอไม่แตะขนมหรือน้ำชาที่ซูเหลียงยกมา
หนิงหลงหายเข้าไปในห้องทำงานคุเรไนเข้าไปนั่งคุยกับเขาพักใหญ่ก็ออกมาและสวนกับฉันพอดี
“แม่นางมีธุระกับเรียว?”
ฉันไม่รู้ว่ามันเรียกธุระได้รึเปล่าฉันหยิบหนังสือประวัติศาสตร์าเหยากวงฉบับละเอียดติดมือมาด้วยคุเรไนปรายตามองชื่อหนังสือก่อนจะหลีกให้ฉันเดินเข้าประตู
“มิน่าเรียวถึงชอบท่าน” เขาพูดลอยๆแล้วรีบเดินหนี
ฉันยังติดใจคำพูดคุเรไนอยู่ขณะเคาะประตูห้อง
หนิงหลงนั่งเปิดหน้าหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเล่นๆโดยไม่อ่าน พอเห็นว่าเป็ฉัน เขารีบลุกขึ้นมาเชิญให้ฉันนั่งและเดินไปยังกาน้ำชาจัดแจงชงชาให้ฉันดื่ม ฉันจะบอกเขาว่าไม่ต้องก็บอกไม่ทัน
“เ้ามีอะไรให้ข้าช่วย?”หนิงหลงวางถ้วยชาลงตรงหน้า ฉันยกหนังสือให้เขาดู วางมันลง ก่อนจะยกพัดขึ้นเขียนว่า
“อยากให้ช่วยอ่านหน่อยค่ะ”