เฉิงอี้เฟยที่คิดถึงเื่อายุและเื่ราวในนิยาย นางก็้ารับรู้ว่าในตอนนี้อยู่ใน่ไหนของนิยาย
เพราะแม้นางจะทำให้นิยายบางส่วนเปลี่ยนไป แต่ก็อาจจะมีหลายอย่างยังไม่เปลี่ยน และนางก็สามารถใช้เื่นี้ให้เป็ประโยชน์ได้
เฉิงอี้เฟยถามขึ้นด้วยความร้อนใจ “ ข้าอายุเท่าใด แล้วอดีตประมุขตระกูลโจวผู้นั้นอายุเท่าใดเ้ารู้หรือไม่ ”
สาวรับใช้ที่ได้ยินนางก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะอยู่ ๆ เฉิงอี้เฟยก็ถามอายุของตัวเอง ส่วนเื่ที่ไม่รู้อายุของอดีตประมุขตระกูลโจวก็ไม่ใช่เื่น่าแปลกใจ เพราะปกติเฉิงอี้เฟยไม่ค่อยได้ออกไปไหน
แต่ถึงจะรู้สึกสงสัยมากเพียงใด สาวรับใช้ก็ไม่คิดถามให้มากความ เพราะนางคิดว่าคุณหนูของตน อาจจะใจนทำให้เป็เช่นนี้
สาวรับใช้พูดขึ้น “ ท่านอายุ 12 ปีเ้าค่ะ ส่วนอดีตประมุขตระกูลโจวเท่าที่ข้าพอรู้มาน่าจะอายุ 75 ปีเ้าค่ะ ”
‘ เ้าพวกนี้คิดจับข้าแต่งงานล้างหนี้ ก็น่าจะหาสามีที่อายุน้อยกว่านี้ให้สักหน่อย มิใช่ว่าแต่งไปไม่นานสามีตายจาก ข้ากลายเป็ม่ายั้แ่ยังไม่ 20 ปีหรอกนะ
เอ่อ... ถึงแม้หากนำอายุชาติที่แล้วมารวมอายุร่างนี้จะมากสักหน่อย แต่ถึงอย่างไรร่างกายนี้ก็ยังอายุน้อยอยู่ดี ’ เฉิงอี้เฟยที่ได้รู้อายุของตนและว่าที่สามีนางก็รู้สึกโมโหอย่างมาก
แต่เมื่อเฉิงอี้เฟยลองคิดดูดี ๆ อีกครั้งนางก็พบว่า... ‘ เดี๋ยวก่อนนะ!! จุดเริ่มต้นในนิยายคือตอนที่นางเอกน่าจะอายุประมาณ 15-16 ปี แสดงว่านี่ข้าเข้ามาในนิยาย ก่อนที่นิยายจะเริ่มงั้นรึ!! ’
หลังจากนั้นเฉิงอี้เฟยก็ครุ่นคิดหาทางหนีออกจากเื่บ้า ๆ นี่ เพราะนางคิดดูแล้วตนนั้นคงไม่สามารถกลับไปโลกเดิมได้แล้ว มีแต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่แห่งนี้
และนางคงไม่ยอมให้ชีวิตของตัวเองต้องจบลงอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะตระกูลเฉิงจับนางไปแต่งงานเด็ดขาด
ส่วนสาวรับใช้ที่เห็นว่าคุณหนูของตัวเองกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด นางก็ไม่กล้าพูดแทรกขึ้นมา เพราะนางเข้าใจว่าเฉิงอี้เฟยกำลังเครียดเื่แต่งงาน ส่วนนางที่เป็เพียงสาวรับใช้ย่อมมิสามารถช่วยอันใดคุณหนูได้
เฉิงอี้เฟยที่พยายามคิดหาทางออก นางก็นึกได้เื่หนึ่งคือ หากตระกูลเฉิงมีเงิน นางก็ไม่จำเป็ต้องไปแต่งงานกับอดีตประมุขตระกูลโจวนั่นแล้ว
‘ ข้าต้องหาเงินให้เร็วที่สุด แต่หากมิสามารถทำได้จริง ๆ คงมีเพียงการหนีออกจากตระกูล แต่เื่นั้นค่อยข้างอันตราย เพราะในโลกนี้ผู้หญิงตัวคนเดียว เมื่อออกไปโลกภายนอกแบบไม่มีตระกูลคุ้มหัวแล้ว ก็มิรู้ว่าจะเจอเื่เลวร้ายอันใดบ้าง ’
เฉิงอี้เฟยที่คิดได้เช่นนั้น นางก็หันไปมองยังสาวรับใช้แล้วพูดขึ้น “ เ้าชื่อว่าอะไรข้าจะได้เรียกถูก ”
สาวรับใช้ที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็แทบหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เพราะตัวเองอยู่กับคุณหนูมาั้แ่เด็ก เหตุใดวันนี้คุณหนูกลับถามชื่อของตัวเองกัน เื่นี้ทำให้สาวรับใช้เศร้าใจเป็อย่างมาก
แต่นางก็พูดตอบเฉิงอี้เฟย โดยที่ไม่ได้แสดงท่าทางโกรธออกไป “ ข้าชื่อชิงชิงเ้าค่ะ ”
เฉิงอี้เฟยที่ได้ยินชื่อของสาวรับใช้ นางก็พยายามนึกถึงตัวละครชิงชิงในนิยายว่ามีนิสัยเป็อย่างไร แต่เฉิงอี้เฟยก็พบว่าในตอนที่นางอ่านนางเอกไม่ได้มีสาวรับใช้ชื่อชิงชิง
เื่นี้ทำให้เฉิงอี้เฟยได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสับสน ‘ นี่ไม่เห็นเหมือนในนิยายเลย ข้าจะเอาตัวรอดได้จริงไหม ไม่ได้ ๆ ข้าต้องรอด ความหวังในการมีชีวิตของข้าตอนนี้คือชายในดวงใจ ข้าต้องรอดไปเจอกับพ่อพระเอกที่เป็คนจริง ๆ มิใช่ในจินตนาการให้ได้ ’
เฉิงอี้เฟยที่ในตอนนี้ได้พบเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่แล้ว ก็ทำให้นางรู้สึกมีความสุขขึ้นมาเล็กน้อย
ส่วนทางด้านชิงชิงนางก็ได้แต่ร้องไห้เบา ๆ เพราะในตอนแรกที่เฉิงอี้เฟยถามชื่อนางก็เข้าใจว่าคุณหนูไม่ใส่ใจตัวเอง แต่เมื่อนางมองไปทางเฉิงอี้เฟยแล้วพบว่า อยู่ ๆ เฉิงอี้เฟยก็แสดงสีหน้าเศร้าบ้าง โมโหบ้าง และในตอนนี้ก็ดูท่าทางมีความสุขขึ้นมา
นี่ทำให้ชิงชิงเข้าใจว่าคุณหนูอาจจะเสียสติไปแล้ว นางจึงได้แต่ร้องไห้ที่ตนไม่สามารถช่วยอะไรคุณหนูได้เลย อีกทั้งยังเกือบโกรธที่คุณหนูจำชื่อตัวเองไม่ได้อีก
ส่วนเฉิงอี้เฟยที่กำลังอารมณ์ดี เพราะได้คิดถึงตอนที่ตัวเองได้เจอกับพ่อพระเอก ก็ทำให้นางไม่ได้สนใจชิงชิงเลยสักนิด
แล้วอยู่ ๆ เฉิงอี้เฟยก็คิดบางอย่างออก ‘ ข้ายังมีตัวช่วยอยู่มิใช่รึ ฮ่า ๆ ๆ ’
เฉิงอี้เฟยหันไปทางชิงชิงแล้วพูดขึ้น “ พี่ชายของข้าอยู่ที่ใด ”
ชิงชิงที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็เริ่มมีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมา