บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ไกด์นำทางผู้แสนงดงาม

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXไกด์นำทางผู้แสนงดงาม






         นัยน์ตาใต้หมวกเกราะเหลือบมองไปยังกอร์ดอนด้วยแววฉงนสงสัย ก็พบกับรอยยิ้มน่าหมั่นไส้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลากำลังกวักมือเรียก แต่ด้วยความไม่แน่ใจผมจึงแลซ้ายแลขวา ก่อนจะหันกลับมายกมือซ้ายสวมเกราะหนาขึ้นชี้มาที่หน้าของตัวเอง

         นักรบทมิฬ? หมายถึงตูเรอะ?

         "ข้าเรียกเจ้านั่นแหละ อย่าลืมสิว่าเจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร"

         หัวหน้าเอลฟ์กอร์ดอนพูดซ้ำพลางกวักมือเรียกอีกครั้ง ผมกระพริบตาสองครั้งใต้หมวกเกราะ ก่อนจะยอมเดินตามหลังของเขาที่เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว

         ระหว่างเดินตามแผ่นหลังของกอร์ดอนพร้อมกับแบกดาบยักษ์สีดำไว้บนบ่าอยู่นั้น สายตาของผมก็กวาดมองค่ายทหารอย่างถี่ถ้วน สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างเป็นพื้นดินโล่งแห้งเสียส่วนใหญ่สำหรับการฝึกซ้อมของทหาร ตรงกลางสนามมองเห็นทหารประมาณร้อยคนกำลังซ้อมรบกันอย่างขะมักเขม้น 

         รอบนอกสนามฝึกซ้อมมีอาคารหลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุแข็งแรงทนทาน อาคารพวกนั้นน่าจะเป็นพวกโรงนอน โรงอาหาร โรงเก็บอุปกรณ์ทางการทหาร และมีอีกหลายอาคารที่ผมยังไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไร

         กอร์ดอนเดินนำพาอ้อมข้างสนามฝึกซ้อมตรงไปยังอาคารหลังหนึ่งที่ไม่ค่อยสูงมากนัก หน้าประตูทางเข้ามีทหารเฝ้ายามเฝ้าอยู่ 2 คน พวกเขาทำการเคารพด้วยการยกกำปั้นซ้ายขึ้นทาบอก กอร์ดอนเองก็หยุดยืนตัวตรงทำแบบเดียวเช่นกันก่อนจะเดินผ่านประตูเข้าไปข้างใน

         ส่วนผมก็เดินตามหลังเขาไป ระหว่างนั้นสายตาของทหารยามทั้ง 2 นายก็จับจ้องมาที่ผมด้วยแววตาเบิกกว้าง จนกระทั่งพวกเขาสังเกตเห็นดาบยักษ์สีดำที่ผมแบกไว้บนบ่า ฉับพลันนั้นคมหอก 2 อัน ก็ได้ชี้มาจ่อที่ตัวผมอย่างรวดเร็ว

         "วางอาวุธลงซะ! สถานที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนนอกพกพาอาวุธเข้าไปได้!"

         ผมขมวดคิ้วมุ่นใต้หมวกเกราะพลางชำเลืองมองไปยังเจ้าเอลฟ์หลังประตู ก็เห็นว่าเจ้านั่นหันกลับมามองผมพลางกะพริบตาปริบๆ

         "อ๊ะ! ขอโทษที พอดีข้าลืมไปเลยน่ะ"

         ไอเจ้าบ้า!

         เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ผมจำใจต้องฝากดาบยักษ์สีดำ และดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาไว้ข้างนอก เมื่อทหารทั้งสองตรวจสอบผมอย่างละเอียดแล้วว่าไม่มีอาวุธ พวกเขาจึงยอมปล่อยให้ผมเดินเข้าไป

         กอร์ดอนเดินพาผมตรงไปยังเคาเตอร์ไม้ที่มีลูกกรงเหล็กขวางกั้นเอาไว้ อีกฝั่งของลูกกรงหลังเคาเตอร์ไม้นั้นมีชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือนั่งทำหน้าโหดอยู่

         "ว่าไง คริฟตอฟ"

         "กอร์ดอนเองรึ? วันนี้พาใครมาอีกล่ะ?"

         เอลฟ์หนุ่มวางแขนพาดไว้บนเคาน์เตอร์ทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทางสบาย ๆ ผู้ชายครึ่งคนครึ่งเสือสวมชุดเกราะเบาเองก็เอ่ยตอบรับเช่นกัน

         "ผู้ต้องสงสัยน่ะ ระหว่างลาดตระเวนอยู่ก็ไปพบเข้าตรงจุดที่ใกล้กับชายแดน เห็นดูน่าสงสัยดีก็เลยคุมตัวมาสอบสวนน่ะ"

         กอร์ดอร์นกลาวพลางชี้นิ้วโป้งมาทางผมที่กำลังยืนเก๊กกอดอกอยู่ข้างหลัง ส่งให้สายตาของชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือเบนมามองด้วยความสนใจระคนแปลกใจ

         "ทำไมเจ้าถึงไม่มัดมือของมันเล่า? เป็นถึงผู้ต้องสงสัยเลยมิใช่รึ เกิดมันขัดขืนขึ้นมาจะวุ่นวายเอานะ"

         "หึ หึ ต่อให้ข้ามัดเขาไว้ก็คงไม่ช่วยอันใด ถ้าเขาเกิดขัดขืนขึ้นมาจริงๆ พวกข้าก็คงตายกันหมดแล้วล่ะ ฟังนะนักรบทมิฬคนนี้น่ะ..."

         กอร์ดอนหัวเราะเสียงเบากับคำพูดของคนหลังเคาน์เตอร์ ก่อนจะเริ่มเปิดปากฝอยวีรกรรมของผมที่พึ่งพบเห็นด้วยความนึกสนุก ยิ่งได้ฟังสีหน้าของชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือก็ยิ่งเปลี่ยนไปพลางมองระหว่างผมสลับ กับเจ้าเอลฟ์ด้วยความรู้สึกยากจะเชื่อ

         "เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรืออย่างไร? ไม่มีทางที่คนเพียงคนเดียวจะสามารถสังหารออร์คหลายสิบตัวได้หรอก มิหนำซ้ำยังสามารถโค่นล้มหัวหน้าออร์คที่เป็นมอนสเตอร์ระดับ 'หายนะ' ด้วยตัวคนเดียวอีก กอร์ดอนต่อให้เจ้าเป็นคนน่าเชื่อถือมากเพียงใด แต่เรื่องนี้ที่เจ้าเล่ามามันยากที่จะเชื่อได้จริง ๆ"

         "ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้าสิ ลูกน้องข้าต่างเห็นเหตุการณ์เดียวกันหมดทุกคน ที่สำคัญนะ ข้าพาเขามาเพื่อสอบปากคำ รีบออกใบอนุญาตให้ข้าได้แล้ว"

         เอลฟ์หน้าหล่อยักไหล่ไม่แยแส ก่อนจะกลับมายืนเอาแขนพาดไว้บนเคาน์เตอร์ดังเดิม พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งเร้าให้ชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือทำตามหน้าที่เสียที

         "เฮ้อ... แล้วเจ้าจะสอบปากคำระดับไหนล่ะ?"

         ชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือพ่นลมหายใจยาวออกมา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ก่อนจะหยิบกระดาษแข็งขึ้นมาพร้อมกับใช้แท่งดินสอสีดำเขียนลงไป

         "ระดับปกตินั่นล่ะ ส่วนคนทำหน้าที่สอบสวน เดี๋ยวข้าจะทำเอง ขืนปล่อยให้คนอื่นทำเดี๋ยวจะเป็นปัญหาเอา"

         กอร์ดอนกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง รอสักพักชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือก็ยื่นกระดาษแข็งผ่านช่องว่างระหว่างลูกกรงออกมา เจ้าเอลฟ์จึงรับมาถือไว้ก่อนจะเดินเลี้ยวไปทางซ้ายตรงไปยังทางยาว

         เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนคุยกันเสร็จแล้ว ผมก็คลายท่ากอดอกเดินตามหลังของเจ้าเอลฟ์ พวกเราเดินไปตามทางสวนกับทหารประมาณ 3 คน ก่อนที่กอร์ดอนจะหันไปเปิดประตูไม้ด้านข้าง

         "เจ้าเข้าไปก่อน"

         เจ้าเอลฟ์ผายมือเชิญให้ผมเข้าไป ผมเองก็ไม่ขัดข้องก้าวฝ่าเท้าสวมเกราะหนาเดินผ่านประตูเข้าไป เผยให้เห็นห้องที่มีขนาดไม่กว้างนัก บนเพดานถูกประดับด้วยโคมไฟที่ส่องแสงด้วยคริสตัลสีขาว กลางห้องมีโต๊ะยาว และเก้าอี้หิน 2 ตัวตั้งอยู่ฟากละตัว

         ริมห้องมีโต๊ะยาวอีกตัวที่มีกองเอกสาร และลูกแก้วใส 1 ลูกวางไว้อยู่ ผมไม่รู้หรอกนะว่าลูกแก้วมันมีไว้ทำอะไร แต่น่าจะเป็นอุปกรณ์จับโกหกที่เจ้าเอลฟ์เคยบอกไว้ในตอนแรกล่ะมั้ง?

         "โดยปกติแล้ว ส่วนใหญ่เวลาจะสอบสวนผู้ต้องสงสัย พวกเราจะต้องพาไปยังห้องที่มีการรักษาความปลอดภัยมากกว่านี้ และมีเวรยามคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับเจ้าคงไม่จำเป็น"

         เจ้าเอลฟ์หน้าหล่อกล่าวพลางปิดประตูเดินตามเข้ามาด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะเดินตรงไปจัดเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะยาวริมห้อง พร้อมกับหยิบลูกแก้วขึ้นมาถือไว้ในมือ

         "เชิญ"

         กอร์ดอนเดินกลับมาพลางผายมือเชิญไปยังเก้าอี้หิน ผมเข้าใจเจตนาที่จะสื่อจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้หินตัวนั่น พลางกอดอกจ้องมองการกระทำของคนฝั่งตรงข้ามด้วยความใจเย็น

         เจ้าเอลฟ์หน้าหล่อวางลูกแก้วใสลงกลางโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเตรียมปึกกระดาษแข็ง และไส้ดินสอสีดำสำหรับจดรายงานขึ้นมาวางบนโต๊ะ

         "สิ่งนี้คืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีไว้สำหรับจับเท็จโดยเฉพาะ หากเจ้าพูดโกหก ลูกแก้วจะส่องแสงสีแดง แต่หากเจ้าพูดความจริง มันก็จะส่องแสงสีเขียว ทว่าหากเจ้าใช้พลังเวทป้องกันการจับเท็จล่ะก็ ลูกแก้วก็จะไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ อย่างที่ข้าได้เคยกล่าวไว้ในตอนแรก"

         กอร์ดอนกล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้มบาง ผมที่นั่งฟังก็ไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้ารับรู้ ไอที่ว่าใช้พลังเวทป้องกันมันทำยังไงผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมทำเป็นก็แค่ใช้ทักษะเวทมนตร์ในเกมตามความทรงจำเท่านั้น

         "จะว่าไปแล้ว หมวกเกราะน่ะ ไม่คิดจะถอดบ้างรึ?"

         ทันใดนั้นเจ้าเอลฟ์ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย พร้อมกับชี้นิ้วมาที่หมวกเกราะของผม ดูเหมือนว่าการสวมหมวกเกราะระหว่างพูดคุยธุระสำคัญจะเสียมารยาทสินะ อันที่จริงผมก็ลืมตัวไปเลยว่าหัวของตัวเองถูกหมวกเกราะปกคลุมเอาไว้อยู่

         สาเหตุที่หมวกเกราะยังคงทำงาน อาจจะเป็นเพราะรอบด้านมีแต่คนไม่รู้จักถืออาวุธเต็มไปหมดล่ะมั้ง

         "มันคงจะเสียมารยาทสินะ"

         แกร็ก!

         พริบตานั้น หมวกเกราะทมิฬพลันแยกส่วนออกจากกันเคลื่อนกลับลงไปในชุดเกราะบริเวณต้นคอ เผยให้ใบหน้าของผมได้ออกมารับลมอีกครั้ง เปลือกตากะพริบปริบ ๆ ปรับโฟกัส ก่อนจะเบนสายตาไปมองเจ้าเอลฟ์ตรงหน้ากำลังเผยสีหน้าอึ้งกิ่มกี่

         "พอใจเจ้ารึยัง?"

         "อ่า... อืม"

         ผมกล่าวถามย้ำด้วยสีหน้านิ่งสงบ เจ้าเอลฟ์กอร์ดอร์นได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยทั้งสีหน้าแข็งค้าง พลางจัดปึกกระดาษแข็งบนโต๊ะให้เข้าที่

         "งั้นมาเริ่มที่คำถามแรกเลยแล้วกัน อะแฮ่ม! เจ้าเป็นสายลับจากจักรวรรดิฟาฟไฮน์หรือไม่?"

         "ไม่"

         สิ้นคำถามนั้นผมก็ตอบออกไปทันควันโดยไม่คิดลังเล สายตาทั้งสองพลันเบนไปยังลูกแก้วบนโต๊ะ ก็พบว่าลูกแก้วกำลังส่องแสงสีเขียวอันแสดงว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง

         สีหน้าของกอร์ดอนกลายเป็นโล่งอกราวกับยกภูเขาขนาดมหึมาออกไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าคล้ายคนอารมณ์ดี แล้วเริ่มยิงคำถามต่อไป

         "ที่เจ้าบอกว่าจัดการทหารจักรวรรดิไป 1 กองร้อยด้วยตัวคนเดียว แล้วยึดเสบียงของพวกมันมา เป็นเรื่องจริงงั้นรึ?"

         "ใช่"

         ลูกแก้วส่องแสงสีเขียวอีกครั้ง...

         คราวนี้คิ้วของหัวหน้าเอลฟ์กอร์ดอนพลันกระตุกยิก มือที่กำลังเขียนรายงานอยู่พลันชะงักกึกทันทีที่รับรู้เรื่องราวอันแสนยากจะเชื่อ

         "ถามจริงเถอะ... เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร?"

         "ถามอะไรแปลก ๆ มันจะไปใช่ได้ไงเล่า"

         ลูกแก้วส่องแสงสีเขียวอีกครั้ง...

         "อะแฮ่ม! ขอโทษด้วยที่ถามไร้สาระ แล้วพอจะบอกได้มั้ยว่าเจ้ามาจากที่ไหน?"

         กอร์ดอนกระแอมเล็กน้อยก่อนจะถามคำถามถัดไป แต่พอมาถึงคำถามนี้กลับทำให้ผมนิ่งงันพูดอะไรไม่ออก สองคิ้วหนาพลันขมวดแน่นต่อคำถามอันคาดไม่ถึง

         จะตอบยังไงดีวะ?

         หากจะให้พูดว่า 'ข้ามาจากต่างโลกน่ะ ตอนแรกไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ ๆ ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว' เกิดพูดออกไปมันจะต้องประหลาดมากแน่ ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาจะรู้จักคนจากต่างโลกหรือเปล่า แต่ปกปิดเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

         "อืม... เรื่องนี้มันยากที่จะบอกนะ เอาเป็นว่าข้าไม่ได้มาจากทวีปนี้ละกัน สถานที่ที่ข้าจากมามันไกลมากเลยน่ะ"

         คราวนี้ลูกแก้วก็ยังคงส่องแสงสีเขียว หากตอบบ่ายเบี่ยง แต่ไม่ได้โกหกก็ถือว่าได้สินะ รู้สึกจะพบช่องโหว่ของเจ้าลูกแก้วอเนกประสงค์นี่แล้วสิ

         "บอกที่อยู่ไม่ได้ แต่มาจากทวีปอื่นสินะ เช่นนั้นข้าจะไม่คาดคั้นละกัน"

         เจ้าเอลฟ์พยักหน้าเข้าใจพลางจดข้อมูลลงในกระดาษแข็งด้วยไส้ดินสอสีดำในมือ ด้วยความที่ว่ามันเป็นไส้ดินสอทั้งแท่งจึงทำให้นิ้วของเขากลายเป็นสีดำไปแล้ว นี่ไม่คิดจะเอาไม้ หรืออะไรสักอย่างมาหุ้มเลยรึไง?

         "อืม... แล้วเจ้ากับคนพวกนั้นที่เดินทางมาด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างไรรึ?"

         "ข้าเพียงแค่ช่วยเหลือพวกเขาจากทหารจักรวรรดิเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง"

         ลูกแก้วก็ยังคงส่องแสงสีเขียวเช่นเดิม กอร์ดอนได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับรู้พลางเขียนรายงานลงบนกระดาษแข็งอย่างตั้งใจ

         "แล้ว... เจ้ามีเป้าหมายอะไรงั้นรึ เหตุใดถึงได้เดินทางมาที่นี่"

         คำถามนี้ส่งให้ผมถึงชะงักกึก สีหน้าสงบนิ่งตลอดมาพลันแข็งค้างจนกอร์ดอนสังเกตได้

         ไม่ใช่ว่าตอบไม่ได้ แต่ไม่รู้จะตอบว่าอะไรต่างหาก...

         ตั้งแต่มาถึงโลกนี้ผมก็หลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป มันคือเป้าหมายในการดำเนินชีวิตต่อจากนี้ยังไงล่ะ หากเป็นคนปกติมาหลงอยู่ในต่างโลกแบบนี้ก็คงจะตั้งเป้าหมายในการหาทางกลับโลกเดิมเป็นแน่

         แต่สำหรับผมที่มีอายุรุ่นราวคราวลุงวัยทำงาน แถมพ่อแม่ก็เสียไปด้วยโรคภัยตั้งนานแล้วด้วย ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ตัวเองคนเดียว และเป็นเพียงแค่พนักงานบริษัทที่นั่งทำงานหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ โดยไร้จุดหมาย การหาทางกลับไปโลกเดิมมันจะได้อะไร?

         ฝ่ามือทั้งสองข้างพลันประสานกันแน่นบนโต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ...

         "ข้า... ไม่รู้"

         ...และลูกแก้วก็ยังคงส่องแสงสีเขียวเช่นเดิม

         นัยน์ตาสีมรกตของเจ้าเอลฟ์จับจ้องมาที่ผมด้วยความแปลกใจ มือที่เขียนรายงานอยู่พลันชะงักกึก พร้อมกับความเงียบงันเริ่มเข้าปกคลุมภายในห้องปิดเกิดเป็นบรรยากาศอึมครึมในบันดล

         "มัน... ค่อนข้างน่าแปลกใจนะ ทั้งที่เจ้าเดินทางมาจากที่ห่างไกลแท้ ๆ แต่กลับบอกว่าไม่รู้เป้าหมายของตัวเองเสียอย่างนั้น"

         เวลาผ่านไปสักพักเจ้าเอลฟ์ก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้ง พลางเริ่มจดรายงานลงในกระดาษแข็งต่อ ส่วนผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป นอกจากนั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้เอามือผสานกันแน่นเช่นเดิม

         สิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้ก็มีเพียงเป้าหมายในอนาคตอย่างเดียวเท่านั้น หากยังหาเป้าหมายไม่พบล่ะก็ สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงแต่ต้องเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นล่ะมั้งเนี่ย

         หรือว่าจะตะลอนหาของกินอร่อย ๆ ไปทั่วทุกสารทิศดี? 

         จากนั้นการถามตอบก็สิ้นสุดลง เจ้าเอลฟ์จึงพาผมเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะส่งรายงานทั้งหมดให้แก่ชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือหลังเคาเตอร์ผ่านลูกกรง เขารับรายงานไปพิจารณาสักครู่พลางแสดงสีหน้าแปลกใจต่อเนื้อความข้างใน

         "ถึงแม้ว่ารายงานการสอบสวนของเจ้ามันจะดูบ้าบอคอแตกไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเสร็จแล้วละกัน ข้าไม่มีวันส่งให้ท่านแม่ทัพได้อ่านอย่างแน่นอน ส่วนพวกเจ้าจะไปไหนก็ไปเถอะ"

         เขาว่ามาอย่างนี้หลังอ่านรายงานเสร็จแล้วน่ะนะ...

         เมื่อออกมาข้างนอกก็พบว่ามันเริ่มจะเย็นแล้ว ผมทำการรับแบล็ค เกรทซอร์ดที่วางพิงอยู่ข้างกำแพง และดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาคืนมา ภายใต้สายตาตกตะลึงของทหารยามทั้ง 2 นาย ที่ดูมีสีหน้าเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด

         พวกนายแอบไปวิ่งออกกำลังกายมารึไงเนี่ย?

         "เจ้าจะปล่อยพวกชาวบ้านเมื่อไหร่รึ?"

         ผมหันไปถามเจ้าเอลฟ์ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พลางจัดแจงเหน็บดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาไว้ข้างเอวตามเดิม ส่วนแบล็ค เกรทซอร์ดก็ยกมันขึ้นมาพาดไว้บนบ่า

         "ก็วันพรุ่งนี้น่ะ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะสอบปากคำพวกเขาด้วย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"

         เขากล่าวตอบพร้อมกับทำท่าจะยื่นมือมาแตะไหล่ ผมจึงเบี่ยงตัวหลบให้ฝ่ามือนั้นคว้าได้เพียงแต่อากาศ ส่งให้เจ้าเอลฟ์ต้องเผยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

         "แล้วหลังจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อล่ะ?"

         กอร์ดอนหันมากล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ส่งให้ผมต้องหันไปมองเขาพลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง

         "ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่น่าจะต้องหาที่พักสำหรับคืนนี้ และซื้อของใช้จำเป็นนิดหน่อย"

         ผมกล่าวตอบพลางตบถุงเงินที่ห้อยอยู่ข้างเอว ด้วยจำนวนเงินขนาดนี้น่าจะสามารถซื้อของใช้จำเป็นได้บ้าง เผื่อไว้สำหรับการเดินทางไกลในอนาคต

         "อืม... ถ้าเช่นนั้น เจ้าอยากได้ไกด์นำทางในเมืองนี้มั้ย?"

         เจ้าเอลฟ์พูดเสนอด้วยรอยยิ้มบาง ได้ยินเช่นนั้นผมก็พยักหน้าด้วยความสนใจ

         "หากได้เช่นนั้นจะดีมาก แต่ไกด์คนนั้นต้องไม่ใช่เจ้า"

         "โหดร้าย! ถึงอย่างงั้นข้าก็มีงานที่ต้องไปทำนะ ไม่ว่างมาเป็นไกด์ให้เจ้าหรอก แต่คนที่จะมาเป็นไกด์ให้เจ้าคือลูกน้องของข้าเอง"

         พอถูกพูดใส่แบบนั้นเจ้าเอลฟ์ก็ถึงกับเบ้ปาก ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกวนประสาท พลางยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้วหนึ่งครั้งเกิดเสียงก้องกังวานอันแปลกประหลาด แตกต่างจากเสียงดีดนิ้วของคนปกติ 

         ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้น ส่งให้ผมต้องหันไปมองตามเสียงด้วยความสนใจ พบกับเอลฟ์สาวคนหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ด้วยฝีเท้าอันว่องไว นางถือว่าเป็นคนสวยคนหนึ่งเลยล่ะ ผิวขาวผุดผ่อง ใบหน้าเรียวสวย นัยน์ตาคมสีทับทิม ริมฝีปากบางอมชมพู เส้นผมยาวสลวยสีทอง สะพายธนูไว้บนหลัง และสวมชุดเกราะเบาสีเขียวอ่อนเหมือนกับที่กอร์ดอนสวม

         "เซเลสทีน มาตามคำสั่งแล้วค่ะ!"

         เอลฟ์สาวตบเท้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใสดังก้อง พลางยกกำปั้นซ้ายขึ้นทุบลงบนชุดเกราะบริเวณหน้าอกเป็นการทำความเคารพ

         "ในฐานะของหัวหน้ากองกำลังลาดตระเวนชายแดน กอร์ดอน ข้าขอสั่งลูกน้องภายใต้บังคับบัญชา เซเลสทีน เจ้าจงนำทางนักรบทมิฬผู้มีพระคุณต่อเรา ให้ได้รู้จักเมืองปราการซาดีนแห่งนี้อย่างละเอียดด้วย"

         "รับทราบค่ะ"

         เอลฟ์สาวนามเซเลสทีนรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ส่วนเจ้าหัวหน้าเอลฟ์ก็โบกมือลาปลีกตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมอยู่กับเอลฟ์สาวแสนงดงามเพียงลำพัง

         "ได้เจอกันอีกแล้วนะคะ ท่านนักรบทมิฬ ไม่ทราบว่าท่านจำข้าได้หรือไม่?"

         นางหันมากล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มหวานพลางโค้งตัวทักทายเล็กน้อย ผมเองก็ผงกหัวรับคำทักทายจากเธอ ก่อนจะนึกย้อนกลับไปว่าผมไปรู้จักกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตอนนั้นมีเอลฟ์อยู่หลายคนมาก แต่ก็ไม่มีใครมาสนทนากับผมจริง ๆ เลยสักคน

         "ข้าที่ช่วยยิงธนูจากบนต้นไม้ยังไงล่ะคะจำได้หรือไม่? พอดีว่าข้าต้องคอยทำหน้าที่ระวังภัยก็เลยไม่ได้แนะนำตัวให้ท่านรู้จักอย่างเป็นทางการน่ะค่ะ"

         เมื่อเห็นว่าผมยังจำไม่ได้ นางจึงกล่าวกระตุ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มหวาน ทันใดนั้นความทรงจำก็ย้อนกลับมา มันคือภาพที่มีเอลฟ์สาวคนหนึ่งช่วยยิงธนูจากบนต้นไม้มาใส่พวกออร์คที่กำลังลอบโจมตีผมจากข้างหลังนั่นเอง

         "ที่แท้ก็เป็นเจ้า?"

         ผมเอ่ยถามทันทีที่นึกออก เอลฟ์สาวได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกยินดี

         "นึกออกแล้วสินะคะ ถ้าเช่นนั้นขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้ามีนามว่า เซเลสทีน ทหารเอลฟ์แห่งกองกำลังลาดตระเวนชายแดนภายใต้สังกัดของท่านกอร์ดอนค่ะ ในวันนี้ขอฝากตัวด้วยนะคะ"

         นางกล่าวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม ไร้ซึ่งความเกรงกลัวเหมือนเอลฟ์คนอื่น ก่อนที่มือซ้ายขาวผ่องอันแสนบอบบางจะยื่นมาหาผม

         "ต้องขอบใจในการช่วยเหลือในครั้งนั้นจริง ๆ ข้ามีนามว่า อาทัส ขอฝากตัวด้วยเช่นกัน"

         ผมเองก็แนะนำตัวไปตามมารยาท พร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือซ้ายสวมเกราะหนาไปจับมือกับนางด้วยความเบามืออย่างถึงที่สุด     
    _________________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 8/8/2563