"กาลครั้งหนึ่งมี เด็กสาวคนหนึ่งมีชื่อ มิล เธอมีพี่สาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน พ่อของเธอเป็บารอนที่แต่งตั้งเพื่อดูแลหมู่บ้านอัลลี(Allee)
โดยเป็หมู่บ้านที่มีชาวบ้านส่วนมากทำอาชีพเพาะปลูก กับเลี้ยงสัตว์
คนในหมู่บ้านเวลามีผลผลิตเหลือก็จะเอามาแบ่งปันกัน
ครอบครัวของมิลก็อยู่กันอย่างสงบสุขร่วมกันกับคนอื่นในหมู่บ้าน
จะมีสักสามครั้งต่อปีที่จะมีคาราวานพ่อค้าที่เป็ญาติของพ่อ เดินทางมาแลกเปลี่ยนซื้อสินค้าไปขายที่ต่างเมือง ทุกคนอยู่กันอย่างสงบสูญดี…
จนกระทั่งนักล่าของป่าของหมู่บ้านมาแจ้งข่าวให้ พ่อของมิลรับทราบว่า น่าจะมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติในป่าเพดาลู(Pedalu)ที่อยู่ทางตอนเหนือของหมู่บ้าน
เนื่องจากตัวเขานั้นไม่เจอสัตว์ในป่าติดต่อกันมาสามสี่วันแล้ว
ทั้งในป่ายังเงียบจนน่าหวาดหวั่น ราวกับว่า สัตว์ป่าต่างอพยพหนีไปกันหมดแล้ว
พ่อของมิลและชาวบ้าน ไม่ได้ใส่ใจเื่ที่นักล่ารายงานเท่าไหร่นักเพราะต่างก็คิดว่า นายพรานคนนั้นอาจจะแค่โชคร้าย จังหวะไม่ดีจึงไม่เจอสัตว์ป่าให้ล่าเลย
แต่พอเข้าวันที่ห้า นายพรานคนนั้นก็ไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้านอีก
บางคนในหมู่บ้านตั้งข้อสงสัยว่า เขาอาจหนีไปอยู่ที่อื่น
บางคนก็คิดว่า เขาคงไปซุ่มล่าสัตว์ในป่านานๆโดยหวังจะได้สัตว์ติดไม้ติดมือมาอวดชาวบ้าน
นายพรานนักล่าเป็ข่าวฮือฮาในหมู่บ้านไม่นานนัก เพราะหลังจากนั้นก็มีพ่อค้าที่เป็ญาติของพ่อแวะมาทำธุระที่หมู่บ้านพอดี
การมาของอาเป็การมารับตัวมิลไปเที่ยวด้วยกันเพราะเ้านายคู่ค้าของอา ้าเด็กสาวไปเล่นเป็เพื่อนกับลูกสาว
พ่อดูเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมิลเป็ลูกสาวคนที่สองจึงให้แม่ของมิลจัดข้าวของและกล่อมให้มิลเข้าใจว่า จะได้ไปเที่ยว
มิลเชื่อที่พ่อกับแม่บอกว่า จะได้ออกไปเที่ยวกับคุณอาจเพียงไม่ถึงเดือนก็จะได้กลับมาอยู่ที่บ้าน
แม้มิลจะร้องไห้เสียใจที่ต้องจากบ้านแต่เด็กสาวก็แอบดีใจที่จะได้ไปเห็นเมืองในฝันตามคำบอกเล่าของนักผจญภัย หรือนักสำรวจที่นานๆครั้งจะแวะผ่านมาที่หมู่บ้าน
เธอไปกับรถพ่วงเกวียนเวทย์มนต์ของพ่อค้าเดินทางไปตามหัวเมืองและตื่นตากับทัศนียภาพของเมือง และสินค้าใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโดยไม่ได้รับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างที่หมู่บ้านอัลลี
วันหนึ่งเธอไปเห็นอา เปิดจดหมายและแสดงความะเืใจออกมาทางสีหน้า
พออยู่ต่างบ้านต่างเมืองนานๆเข้ามิลก็เริ่มเบื่อหน่าย คิดถึงและอยากกลับบ้าน
แต่อาของมิลได้แต่ปฏิเสธว่า ตอนนี้ที่บ้านยังไม่สะดวกให้เด็กสาวกลับไป แล้วสักวันหนึ่งเธอจะได้กลับไป
มิลรอคำว่า สักวันหนึ่งจนเวลาผ่านไปโตเป็สาว ทำงานทั้งการขายสินค้า อ่านเขียน ทำอาหาร ทำความสะอาดและงานจิปาถะอื่นๆในเมืองจิลลิ(Jilli)ที่ตั้งอยู่ทางทิศตวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง
มิลได้เสนอให้อาลองรับสินค้าใหม่อย่างผลึกเวทย์เข้ามาลองขายดูในฐานะสินค้าใหม่จากทวีปกราโคเนีย(Graconia)
โดยนำไปขายต่อให้ร้านอัญมณีหรือช่างเจียระไนเพชรพลอย
เนื่องจากอัญมณีเวทย์พวกนั้นเปล่งประกายทอแสงออกมาด้วยตัวเองได้ จึงทำให้ดูมีราคาแพงกว่าอัญมณีทั่วไป ซึ่งอาของเธอก็เห็นด้วย
การส่งมอบสินค้าเป็ไปโดยสะดวกมีนักผจญภัยมาเป็ผู้คุ้มกันขบวนสินค้า สามปาร์ตี้
หลังรับสินค้าพวกเขาก็ได้เดินทางผ่านชายแดนอาณาจักรลูเชียส(Lucias Empire)แต่เมื่อเข้าสู่เขตชายป่ารอยต่อก็มีความผิดปกติเกิดขึ้น
มีเสียงหอนแหลมดัง ตามด้วยเสียงหอนจำนวนมากที่ดังลั่นป่า
จู่ๆทุกอย่างก็มืดลงทั้งที่ยังเป็่กลางวัน ผู้คนกรีดร้อง เสียงอาวุธปะทะเนื้อหนังฉีกขาด ผู้คนล้มกระแทกกับขบวนรถ
พวกมนุษย์สัตว์จู่โจมขบวนคาราวานของมิลโดยที่นักผจญภัยไม่ทันตั้งตัว โดยพวกมันพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่พวกเขาขนมา
ผู้คนที่สู้ต่อต้านการปล้นชิงสินค้าล้มตายลง แม้จะมีบางส่วนที่ถูกปล่อยให้หนีรอดไปได้
แต่พวกมันก็ยังคงเน้นไปที่การทำลายสินค้าชนิดใหม่ของมิลอยู่ดี
ดวงตาของพวกมันเหี้ยมเกรียมไร้ปราณีในขณะที่กำลังทุบทำลายผลึกอัญมณีเวทย์อันมีค่า
มิลเห็นความเกลียดชังสะท้อนออกมาจากดวงตาสีเหลืองของพวกมัน หลังจากที่เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
มิลปะติดปะต่อเื่ราวจนรู้ได้ในทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านอัลลี หมู่บ้านที่เป็บ้านเกิดเมืองนอนของเธอ…
มิลพยายามช่วยสนับสนุนการต่อสู้และขัดขืนอย่างสุดกำลัง แต่เธอทำได้แค่ลอบเข้าไปใกล้กับกองสินค้า
มีหินเวทย์บางก้อนที่เธอตั้งใจจะหยิบติดมือมาให้ได้
แต่ทว่ามนุษย์หมาป่าตัวหนึ่งกลับคำรามลั่นและฟาดแขนลงบนกล่องสินค้ากล่องใหญ่
ทันใดนั้นเองที่มิลหันหลังกลับโดยสัญชาตญาณระวังภัย มีเสียงะเิดังขึ้นด้านหลัง
เธอกระเด็นห่างออกไปด้วยแรงะเิและรู้สึกแสบร้อนที่หลังอย่างมากจนเธอสลบไป
เมื่อมิลฟื้นขึ้นมาก็พบว่า ตัวเธออยู่ในสถานพักฟื้นชั่วคราวในหมู่บ้านที่กองคาราวานของอากำลังจะไปถึง
จากเหตุการณ์การบุกเข้าโจมตีและการะเิทำให้ผู้คนตายไปเกินกว่าครึ่ง
มิลได้ใช้เวลารักษาาแที่หลังอยู่หลายเดือน แต่อาจเป็โอกาสในโชคร้ายก็เป็ได้ที่ ที่ผ่านมาเธอที่เป็ลูกสาวบารอน ขุนนางระดับล่าง ไม่มีพร์ใดในด้านเวทย์มนต์ แต่พอได้รับาเ็หลับสามารถใช้เวทย์มนต์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
เธอฝึกในการใช้เวทย์น้ำขณะที่นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียง เธอฝึกจนเหนื่อยสลบแล้วฟื้นขึ้นมาฝึกใหม่จนควบคุมน้ำขนาดเท่าฝ่ามือได้
หลังจากแผลที่หลังของเธอหายดี อาของเธอที่ยังเจ็บหนักอยู่ได้ฝากฝังตัวเธอให้ไปทำงานกับเพื่อนที่ทำงานกับขุนนางในหัวเมือง
มิลได้ไปฝึกฝนทำงานเป็สาวใช้โดยมีความสามารถพิเศษพ่วงมาด้วย คือ ใช้เวทย์น้ำชำระล้างทำความสะอาดได้
ในเวลาต่อมาเนื่องจากในวัง้าสาวใช้ที่มีคุณสมบัติในการใช้เวทมนต์ได้
เธอจึงได้รับเลือกเข้าไปทำงานเพราะการเปิดโอกาสของราชินีองค์หนึ่งที่เปิดกว้างให้กับสามัญชนโดยไม่ได้สนใจในชาติกำเนิดนัก
และนับั้แ่นั้นเธอก็ทำงานเป็สาวใช้ต่อไป…
…
หลังจบเื่เ้าชายโนวิสที่นอนฟังเงียบๆมาโดยตลอด ก็เป็ถามขึ้นมาว่า
"แล้วตอนนี้มิลยังสบายดีไหม?"
"เธอยังอยู่ดี สบายดีค่ะ"
"นิทานเื่นี้เป็เื่ที่ดีมากเลยนะ มิกเกล เราชอบนะ"
"ค่ะ มิลนั้นแม้จะโชคร้ายบ้างในตอนเด็กแต่พอโตมาก็ยังมีเื่ดีๆเกิดขึ้นกับเธอ"
"เธอเป็คนเข้มแข็ง และอดทนมากเลยนะ…"
"ค่ะ…"
ดิฉันกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หยดหนึ่งหล่นลงบนผมสีเทาของเ้าชายเข้า ฉะนั้นลูบเช็ดมันออกทันที ก่อนที่จะชักมือกลับ
"ลูบต่อสิ มิกเกลตอนนี้ใจดีและอบอุ่นมากๆเลย"
"เ้าค่ะ…"
ฉันตอบรับคำสั่งของเ้านายตัวน้อยที่น่ารักด้วยการลูบไล้เส้นผมสองสี ละเอียดเนียนนุ่มของเขาเบาๆ จนเ้าชายพริ้มตาเคลิ้มหลับไป ไม่นานนักเขาก็ละเมอออกมาเบาๆ
"เราจะปกป้องที่นี่ให้มีแต่ความสงบสุข …ไม่ต้องมีใครเจอฝันร้ายอย่างนั้นอีก"
ท้องฟ้าเป็สีส้มแดง เ้าชายผมสีดำขาวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า
"ขอบใจนะ มิกเกล"
ฉันได้แต่ผงกหัวรับและตอบกลับไปสั้นๆ
"ยินดีรับใช้ท่านเ้าค่ะ"
ด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจก่อนจะจูงมือเ้าชายตัวน้อยกลับห้องนอนของท่านไปก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน
…