อวิ่นหนิงเจี่ย สะดุ้งตื่นจากพะวังความคิดเขาเงยหน้ามองยอดเขาหลงเซี่ยงที่บัดนี้ถูกเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมจนเร้นลับ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความท้อแท้เป็นความมุ่งมั่นที่แรงกล้า
"ข้าต้องเปลี่ยนแปลงหุบเขาลูกนี้ให้ได้...และข้าจะตามหาท่านมาดูมันด้วยตาตนเองให้ได้ ท่านแม่"เขาพึมพำกับสายลมก่อนจะกระชับฝักดาบเนตรอัคนีกลืนพิภพไว้มั่น
ฟุบ!
ร่างของหนิงเจี่ยพลัน "หายตัว" ไปจากจุดที่ยืนอยู่ดุจภูตพรายทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ถูกสายฟ้าสีม่วงทองแผดเผาจนมอดไหม้ นี่คือท่าร่าง [วายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตา] ที่เขาทุ่มเทฝึกฝนตลอดเส้นทางการเดินทางทุกย่างก้าวคือการก้าวข้ามห้วงมิติ ทิ้งไว้เพียงเสียง วิ้ง! แผ่วเบาจากการปริแตกของอากาศที่เขาพุ่งผ่าน
เพียงวันเดียว หนิงเจี่ยก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองฝูเจิ้นในสภาพที่ดูไม่ได้เสื้อผ้าสีเข้มขาดรุ่งริ่งจนเห็นรอยแผลที่ตกสะเก็ดผมเผ้ายุ่งเหยิงจากการกรำศึกหนักในนรกหลงเซี่ยงทว่าสิ่งที่ขัดกับสภาพขอทานของเขาก็คือ ดาบโบราณพาดหลัง ที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและทรงพลังออกมาเป็นระยะ
ชาวเมืองต่างพากันมองตามด้วยสายตาเหยียดหยามบ้าง เวทนาบ้างแต่หนิงเจี่ยหาได้ใส่ใจ ท้องของเขาคำรามลั่นประท้วงอย่างรุนแรงกลิ่นน้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่โชยมาตามลมทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่
เขาก้าวเข้าไปในร้านบะหมี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนท่าทางใจดีกำลังลวกเส้นบะหมี่สดหน้าเตาที่ไอน้ำพุ่งท่วม
"บะหมี่น้ำธรรมดา 3 ศิลา...บะหมี่หมูแดงอัคนี 10 ศิลา... หรือจะรับ 'บะหมี่มังกรทะยานฟ้า' เครื่องแน่นชามละ 25ศิลาดีล่ะพ่อหนุ่ม?" เจ้าของร้านเอ่ยทักพลางสำรวจเด็กหนุ่มแปลกหน้า
"บะหมี่น้ำธรรมดาสองก้อน... กับน้ำชาหนึ่งกาขอรับ"หนิงเจี่ยสั่งเสียงแผ่ว พลางหยิบศิลาผลึกครามออกมาวางอย่างระมัดระวัง
หนิงเจี่ยนั่งลงที่โต๊ะมุมร้าน บะหมี่ร้อนๆ ถูกยกมาเสิร์ฟกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนเป็นสีทองผสานกับกลิ่นหอมของต้นหอมซอยทำให้เขาเริ่มลงมือทานอย่างรวดเร็วในขณะที่กำลังโซ้ยบะหมี่อยู่นั้น โต๊ะข้างๆ เริ่มสนทนากันเสียงดัง
"เจ้าได้เห็นไหม? วันประลองนั่นน่ะ!เด็กหนุ่มสองคนนั่นน่ะ... คนหนึ่งมือเปล่าฉีกกะโหลกอสูรอีกคนใช้มหายุทธ์สายฟ้าพิพากษาเจ้าอสูรโลหิตจนร่างระเบิด!และยังกู้วิกฤตของจวนเจ้าเมืองจากเงื้อมมืออสูรร้าย จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”เสียงคนโต๊ะต่างๆเริ่มเอ่ยถึงการประลองยุทธ์ในวันนั้น เสียงจอแจ เซ็งแซ่
เคร้ง! หนิงเจี่ยวางตะเกียบในมือลง
"สองคนนั้น... รึจะเป็นผิงอันกับมู่อี้?" เขาโพล่งถามออกมาทันทีจนคนทั้งร้านหันมามอง "พี่ชายจวนเจ้าเมืองไปทางไหน!"
ชาวบ้านชี้ทิศทางด้วยความงุนงงหนิงเจี่ยรีบจ่ายเงินที่เหลือพลันวิ่งออกจากร้านไปทันทีเขาแวะซื้อชุดผ้าไหมธรรมดาชุดหนึ่งมาเปลี่ยนอย่างลวกๆ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมืองทันที
หนิงเจี่ยมาหยุดยืนหน้าจวนเจ้าเมืองเขาจ้องมองตราประทับกิเลนที่หน้าประตู
"ข้าคือสหายของต้วนผิงอันและหนิวมู่อี้...ข้าต้องการพบท่านเจ้าเมือง!" เขากล่าวกับองครักษ์หน้าประตูเสียงหนักแน่น
สิ้นคำประกาศของ อวิ่นหนิงเจี่ย บรรยากาศหน้าจวนเจ้าเมืองที่เคยสงบเงียบพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแรงกดดันปราณสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากยอดกำแพงสูงชันประดุจขุนเขาถล่มทับ
“บังอาจ!เจ้าเป็นใครถึงกล้าเอ่ยนามท่านต้วนและท่านหนิวอย่างสามหาวที่นี่!”
เสียงตวาดกัมปนาทนั้นมาพร้อมกับเงาร่างหกสายที่เหินทะยานลงมาจากนภากาศดุจวิหคล่าเหยื่อร่างทั้งหกทิ้งตัวลงสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างจนฝุ่นละอองรอบกายปลิวว่อน
เบื้องหน้าของหนิงเจี่ยคือเหล่าอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองฝูเจิ้นซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่ง องครักษ์พิทักษ์จวน นำโดย เยี่ยหาน และ ฉินโม่ตามด้วย เฉิงกง, หานตง, หยุนเซียวและ ป๋อเหวิน สำหรับพวกเขาแล้วนามของสองเด็กหนุ่มคือสัญลักษณ์แห่งปาฏิหาริย์ที่ช่วยชีวิตชาวเมืองไว้จากเงื้อมมืออสูร
ฉินโม่ ก้าวออกมาข้างหน้ามือขวากระชับด้ามดาบใหญ่ที่สะพายข้างแววตาคมกริบดุจเหยี่ยวสำรวจหนิงเจี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้าแม้หนิงเจี่ยจะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วแต่กลิ่นอายความลึกลับและฝักดาบประหลาดที่หลังกลับทำให้ฉินโม่ไม่ไว้วางใจ
“ท่านต้วนและท่านหนิวจากไปเมื่อหลายวันก่อนมิได้เอ่ยถึงสหายที่มอมแมมเช่นเจ้าแม้แต่คำเดียว” ฉินโม่แค่นเสียงเย็น“ในเมืองนี้มีคนอ้างชื่อเพื่อหาประโยชน์ไม่น้อยหากเจ้ามิอาจพิสูจน์ได้ว่าคือสหายของพวกท่านจริง...ข้าคงต้องส่งเจ้าไปนอนในคุกใต้ดินให้สำนึกเสียก่อน!”
หนิงเจี่ย จ้องมองหกยอดฝีมือด้วยสายตาเรียบเฉยมุมปากยกยิ้มจางๆ ประสานมือไปทางยอดฝีมือทั้งหก “ขออภัยข้านาม อวิ่นหนิงเจี่ยที่ข้าบุกรุกมายังจวนเจ้าเมืองด้วยมีเรื่องต้องการถามคราวข่าวจากภายในจวนเกี่ยวกับสหายของข้าต้วนผิงอันและหนิวมู่อี้ จึงจำเป็นต้องมารบกวนดังสถานที่แห่งนี้จากที่ท่านเอ่ยเมื่อครู่แสดงว่าเคยพบปะสหายของข้าทั้งสองท่านกล่าวว่าพวกเขาเดินทางจากไปแล้วเมื่อหลายวันก่อนนั้น พวกเขาเดินทางไปยังที่ใด?”เยี่ยหานพลันกล่าวเจ้าพิสูจน์มาก่อนว่าใช้สหายของจอมยุทธ์น้อยทั้งสองจริงหรือไม่
หนิงเจี่ยกล่าว “ให้ข้าพิสูจน์อย่างไร ตอนที่พวกเราจากกันมาข้าก็มิได้นำสิ่งใดของสหายข้าติดตัวมา”
ฉินโม่ดวงตาเป็นประกายกล่าว“งั้นก็พิสูจน์ด้วยพลังฝึกปรือของเจ้า”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดหน้าจวนเจ้าเมืองฝูเจิ้น ฉินโม่พลันแค่นเสียงเย็นออกมา พลังปราณสีครามเจือจางระเบิดออกจากร่างบ่งบอกถึงระดับฝึกปรือ ปราณคราม ขั้นที่ 1 ที่แข็งแกร่งเขาไม่รอช้าหวังจะสั่งสอนเด็กหนุ่มแปลกหน้าให้รู้สำนึก
“หากเจ้าเป็นสหายสองจอมยุทธ์จริงเจ้าต้องทนรับดาบนี้ของข้าให้ได้!”
ฉินโม่ทะยานร่างประดุจวิหคยักษ์พุ่งเข้าหาหนิงเจี่ยมือขวากระชากดาบใหญ่ที่สะพายหลังออกมาวาดเป็นวงโค้งพลังปราณครามควบแน่นที่คมดาบจนดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมาที่พร้อมจะสับร่างศัตรูให้ขาดสะบั้นนี่คือกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา [พยัคฆ์ครามถล่มปฐพี]!
ทว่า... ในสายตาของ อวิ่นหนิงเจี่ย การเคลื่อนไหวที่ดุดันของฉินโม่กลับดูช้าลงอย่างน่าประหลาดราวกับกาลเวลาถูกยืดออก
หนิงเจี่ยมิได้ขยับร่างหลบหลีกแม้เพียงครึ่งชุ่นแต่ที่ใต้ฝ่าเท้าของเขา พลังงานสายหนึ่งพลันซึมลึกลงสู่พื้นดิน มันคือพลังของ [ข่ายใยสุญญตาอาถรรพ์]
เส้นใยที่มีลักษณะคล้ายใยแมงมุมเหล่านี้มีลักษณะโปร่งแสงสีแดงชาดละเอียดอ่อนจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พวกมันชอนไชไปตามพื้นดินดุจรากไม้ปีศาจทันทีที่ฉินโม่ก้าวเข้าสู่รัศมีจู่โจมเส้นใยอาถรรพ์เหล่านั้นก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินเข้าเกาะเกี่ยวกระแสปราณในชีพจรของฉินโม่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวและพันธนาการพลังฝึกปรือของเขา!
วิ้ง!
ในขณะที่คมดาบของฉินโม่ห่างจากศีรษะหนิงเจี่ยเพียงหนึ่งชุ่นหนิงเจี่ยเพียงแค่ยื่นฝ่ามือออกไปอย่างเรียบง่ายแล้ววางแปะลงบนหัวไหล่ของฉินโม่เบาๆ ราวกับสหายเก่าทักทายกัน
“หยุดเถิด...”
สิ้นคำพูดของหนิงเจี่ยฉินโม่ถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยองขวัญเขาพบว่าพลังปราณครามที่กำลังเดือดพล่านในร่างพลัน "สลาย"หายไปในพริบตาประดุจน้ำที่ระเหยไปในกองไฟ พลัง ข่ายใยสุญญตาอาถรรพ์ ที่ชอนไชอยู่ในร่างได้สะกดจุดศูนย์รวมปราณและพันธนาการร่างของเขาไว้อย่างสมบูรณ์!
ฉินโม่หน้าซีดเผือดดุจคนตายแข้งขาพลันอ่อนแรงจนต้องเดินถอยหลังกรูดไปนับสิบก้าวดาบใหญ่ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นศิลาดัง เคร้ง! เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าภายในร่างกายที่น่ากลัวเกินกว่าคำบรรยาย
เยี่ยหาน และองครักษ์อีกห้าคนถึงกับยืนตะลึงงันจนลืมหายใจพวกเขาเห็นเพียงหนิงเจี่ยขยับมือเบาๆ แต่ยอดฝีมือปราณครามอย่างฉินโม่กลับพ่ายแพ้เพียงแค่ไม่ถึงอึดใจ
“เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า!”ฉินโม่ละล่ำละลักถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ
หนิงเจี่ยลดมือลง เส้นใยสีแดงจางๆที่พื้นพลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย พลังฝึกปรือและร่างของฉินโม่กับมาเป็นปกติ
ฉินโม่ตกใจเหงื่อโทรมกาย เขามองหนิงเจ่ยเบื้องหน้า มือกุมไหล่ที่โดนพลังจู่โจมเมื่อครู่ด้วยแววตาหวาดหวั่น
“พอได้แล้วพวกเจ้า! หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
เจ้าเมืองฉีหลิน เดินออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจเมื่อเขาเห็นท่าทางและพลังของหนิงเจี่ย
“ท่านคือจอมยุทธ์หนิงเจี่ยใช่หรือไม่!ท่านต้วนและท่านหนิวสั่งกำชับข้าไว้ว่าหากพบชายหนุ่มที่แบกดาบสีแดงเล่มนี้มาถึงเมือง...ให้ข้าส่งมอบสิ่งนี้ให้ท่านทันที!”
ฉีหลินไม่รอช้า เขารีบสั่งให้เยี่ยหานนำซองจดหมายปิดผนึกออกมายื่นส่งให้หนิงเจี่ยหนิงเจี่ยรับจดหมายมาเปิดอ่านมุมปากพลันยกยิ้มขึ้นทันทีเมื่อเห็นลายมืออันกวนประสาทของมู่อี้ที่เขียนไว้สั้นๆว่า:
‘หนิงเจี่ย... พวกข้าเดินทางไปยังมณฑลเฟิงเป่าแล้ว เจ้ารีบตามมานะส่วนในนี้คือรางวัลที่พวกข้าได้จากการประลอง ให้เจ้าเอาไว้ใช้จ่ายในระหว่างเดินทางลงชื่อ หนิวมู่อี้
หนิงเจี่ยคลี่ซองจดหมายออก หยิบการ์ดเงินใบหนึ่งออกมาจากซองจดหมาย เขาส่งสัมผัสเข้าไปในการ์ดทันใดนั้นดวงตาทั้งสองของหนิงเจี่ยเบิกโตเท่าไข่ห่าน “สะ สะ สองพันล้านศิลาผลึกคราม !”หนิงเจี่ยอุทาน เขายกมือพลันหยิกแก้มตนเอง “ขะ ข้าฝันไปใช่หรือไม่?”