บทที่ 6
ฆาตกรผู้ยืนหยัดจะช่วยลูกเลี้ยงจากอันตราย
“ได้ความว่า... เอ่อ...”
“มีอะไร รีบพูดมาสิ”
“ที่องค์หญิงให้หม่อมฉันไปสืบ พวกชาวบ้านกำลังมุงดูประกาศข่าวลือว่า... เหยียนเจียวอันถูกสังหารโดยองค์หญิงเพคะ” เยว่หลิงรายงานอย่างมิสู้จะเต็มปากเต็มคำนัก
“จู่ ๆทำไมถึงมีคนสร้างข่าวลือพวกนี้มาอีก หนำซ้ำยังค่ำมืดป่านนี้แล้วด้วย ราวกับมีคนจงใจทำให้เื่นี้มารบกวนจิตใจของนางอย่างนั้นล่ะ...” หูฟางเหมยพึมพำในตอนท้ายอย่างพินิจพิเคราะห์
จะว่าไปแล้วเื่การตายของเหยียนเจียวอันล้วนยังคงเป็ปริศนา เธอเองไม่สามารถตอบได้ว่าองค์หญิงฟางเหม่ยเจินเป็ฆาตกรหรือไม่
ดูแล้วเื่นี้จะมีเงื่อนงำบางอย่าง
“เรารีบให้สารถีตามรถม้าของท่านแม่ทัพไปเถิด ทิ้งห่างกันไกลเกรงว่าเขาจะคิดว่าข้าแอบไปเถลไถล เดี๋ยวได้หาเื่มาจิกกัดเหน็บแนมไม่เลิกอีก”
“เพคะองค์หญิง”
แต่ทันทีที่กลับมาถึงจวนในยามชวี[1]ทั้งเสิ่นอี้เฉิงและหูฟางเหมยต่างต้องตกอยู่ในอาการลนลานเมื่อได้รับแจ้งว่าเด็กน้อยทั้งสองคนหายตัวไป
แม่ทัพใหญ่ออกคำสั่งอันกราดเกรี้ยวให้กองกำลังของตนตามหาบุตรและธิดาทั้งสองอย่างพลิกแผ่นดิน
“หากหาไม่เจอก่อนฟ้าสาง พวกเ้าไม่ต้องกลับมาเสนอหน้าให้ข้าเห็น!”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
สีหน้าของเขาดูเครียดมาก
หญิงสาวสังเกตสามีอยู่ตลอด ทั้งที่ตัวเธอเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน หนำซ้ำสาเหตุของการหายตัวไปของพวกเขาก็ชัดเจนจากเนื้อหาจดหมายบนกระดาษแผ่นหนึ่งที่ทิ้งเอาไว้ในเรือนนอน
‘ท้ายที่สุดแล้วก็เป็พระมารดาที่สังหารแม่ที่แท้จริงของเรา เชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางหย่าขาดจากนางเป็แน่ พวกเราจึงขอลาครอบครัวนี้หนีห่างออกไปให้ไกลจากคนชั่ว’
โดยมีประกาศที่กำลังเกลื่อนไปทั่วหลิวหยางอยู่ในขณะนี้ปลิวตกอยู่บนพื้นด้วย
เด็กสองคนนั้นถูกใช้เป็เครื่องมือเข้าแล้ว!
หรือเพราะวันนี้ดันหาญกล้าเปิดศึกกับเหอชินอ๋อง?
“หากไม่ใช่เพราะเ้า... พวกเขาคงไม่ทำสิ่งใดที่เป็การเสี่ยงอันตรายเช่นนี้”
“เอ๊ะ?”
“เพราะเ้า... เป็ผู้ทำลายความอบอุ่นของตระกูลเสิ่น! หากไม่มีเ้าชีวิตของพวกเราคงไม่วุ่นวายเช่นนี้!”
“...!”
หูฟางเหมยได้แต่นิ่งค้างเพราะไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร วีรกรรมของฟางเหม่ยเจินก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าสมควรสนับสนุนเสียเมื่อไร
เธอพยักหน้ารับน้อย ๆอย่างยอมรับชะตากรรมขณะที่ทั้งคู่นั่งพักเหนื่อยอยู่ข้างทางซึ่งเป็ร้านขายข้าวต้มโต้รุ่ง
“ก็จริงนะ...” แล้วตอบกลับเสียงแ่ “เื่เหยียนเจียวอันข้าเองก็อยากรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็ฝีมือของตัวเองจริงรึไม่...”
ดวงตาคมหันมาจ้องภริยาแสนชังอย่างแข็งกร้าว
“อยากจะโกรธอยากจะด่าทออะไรข้าก็เอาเถอะ มันน่าจะเป็สิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว... แต่เ้าน่ะ...” แล้วจ้องตอบสามีไปอย่างจริงจัง
“...”
“อย่าเพิ่งเครียดมากจนเกินไป อย่างไรก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีพร้อมมีสติอยู่เสมอ ข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องปลอดภัย และข้าเองก็จะช่วยตามหาพวกเขาสุดกำลัง ตราบใดที่ยังไม่พบพวกเขาข้าเองก็คงกลับจวนอย่างมีความสุขไม่ได้” ว่าพร้อมกับยกมือบางไปแตะบ่ากว้างของบุรุษผู้เป็คู่ชีวิต
เขาได้แต่มองเธอนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไร
“จริงสิ ฮุ่ยชิงและฮุ่ยหรงชอบเล่นอยู่ริมน้ำ บางที... พวกเขาอาจจะอยู่แถวริมแม่น้ำก็ได้นะ!” ตั้งสังเกตการณ์ขึ้นมาเองแล้วหูฟางเหมยก็ลุกพรวดขึ้นแล้วออกวิ่งไปยังจุดหมายดังกล่าว ท่ามกลางเส้นทางที่เริ่มมืดลงเรื่อย ๆและร้างผู้คน
นางเดินเรียบริมแม่น้ำสายใหญ่กลางเมืองพลางชะเง้อคอมองไปยังริมตลิ่งอยู่เป็ระยะพร้ะโกนเรียกชื่อฝ่าความมืดออกไป
“ชิงเอ๋อร์! หรงเอ๋อร์! เ้าอยู่แถวนี้หรือไม่?!”
ยิ่งดึกยิ่งน่ากลัว แม่น้ำนี้ก็เชี่ยวกราก หวังว่าเด็กทั้งสองคนนั้นจะไม่เป็อะไรไป
แต่แล้วท่ามกลางเสียงน้ำและลมอื้ออึงก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องเล็กแหลมอันน่าใจหาย
“ท่านพ่อช่วยด้วย!!!”
เสียงนั่น...!
“เสิ่นฮุ่ยชิง!”
เมื่อสติระลึกได้ดังนั้นหูฟางเหมยก็เร่งฝีเท้าขึ้นทันที นางวิ่งตรงไปยังทิศใต้ซึ่งมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กน้อยทั้งสองดังอยู่
ขณะนั้นจู่ ๆ ก็มีใครบางคนมาขวางทางไว้
“องค์หญิงเพคะ?”
“เ้า! หนิงจิงหลาน?” เธอร้องทักพลางหอบน้อย ๆ
“ทรงวิ่งตื่นตระหนกไปที่ใดกันเพคะ?”
“ข้าไม่มีเวลาคุยกับเ้า หลีกทางเถิด”
“เดี๋ยวสิเพคะองค์หญิง” แต่อีกฝ่ายกลับยังคงดื้อดึง
หัวอกคนเป็แม่ไม่ทน ยกสองมือขึ้นผลักร่างระหงในชุดสีฟ้าอ่อนจนกระเด็นไป
พลั่ก!
“โอ๊ย!”
เวลานี้ใครหน้าไหนก็อย่าเพิ่งมาขวางทั้งนั้น ไม่ว่าจะมาดีหรือมาร้าย ฉันพร้อมพุ่งชน!
หูฟางเหมยเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเมื่อเสียงที่ได้ยินนั้นเริ่มทิ้งห่าง โชคดีที่มีคนจูงม้าเดินสวนมา หญิงสาวจึงะโขึ้นหลังม้าอย่างถือวิสาสะ
“ข้าขอยืมชั่วคราว หากเ้าจะตามทวงไปหาข้าได้ที่จวนแม่ทัพเสิ่น” นางบอกทิ้งท้ายไว้ให้เ้าของเช่นนั้นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายด้วยความรวดเร็วทันที
พลางนึกอัศจรรย์ใจที่ตัวเองสามารถควบม้าได้อย่างอัตโนมัติ ถึงจะรู้มาว่าคนโบราณส่วนมากจะต้องขี่ม้าเป็ แต่คนรักสบายและมีกิริยาหรูหราอย่างฟางเหม่ยเจินไม่น่าจะเป็สตรีที่ยอมสู้อดทนกับความลำบากเช่นนี้ได้
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นใหญ่เท่ากับการที่เธอได้เห็นเป้าหมายอยู่เบื้องหน้ายังอีกฟากฝั่งโน้นแล้ว
บนหลังม้าสีน้ำตาลที่ถูกควบโดยชายฉกรรจ์ชุดดำสวมโม่งคลุมหัวสีเดียวกันผู้หนึ่ง มีร่างของเสิ่นฮุ่ยชิงและเสิ่นฮุ่ยหรงอยู่ด้วยจริง ๆ ภาพนั้นราวกับถูกลักพาตัวก็มิปาน
หูฟางเหมยมิรอช้ารีบหักเลี้ยวขึ้นสะพานไม้เพื่อไปดักรอรับลูกทั้งสองของเธอทันที
หญิงสาวหยุดม้ากะทันหันเพื่อขวางเส้นทางของบุคคลลึกลับจนม้าผงาดตั้งสองขาหน้าขึ้นมาราวข่มขวัญ เธอะโลงมาแล้วยืนจังก้าท้าชน
“ส่งลูกของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
หากทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด ม้ามัจจุราชนั้นกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วสูง
อะไรกันเนี่ย อุตส่าห์ทำขนาดนี้แล้วยังไม่สนใจกันอีกเหรอ จะชนให้กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้คอหักตายรึยังไง
่เวลาแห่งการลุ้นระทึก คาบเกี่ยวระหว่างความเป็ความตาย
และดูเหมือนจะเป็ความตายที่กำลังเข้าใกล้เธออีกครั้ง
อย่างกับตอนที่ตกลงไปบนรางรถไฟแน่ะ...
ัเหล็กกับม้ามัจจุราชในวันนี้ราวกับภาพเดจาวู นี่เธอจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเหมือนชาติที่แล้วงั้นเหรอ?
น่าเศร้าจัง...
หูฟางเหมยหลับตาลงเพื่อรับชะตากรรม ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นเพื่อกระชากิญญาเธอกลับมา
“เอื้อ!”
ฮี้...!!!
“หลบไป”
มือหนาผลักร่างบางของเธอหลบเข้าข้างทางขณะที่ชายลึกลับบนหลังม้าก็กลิ้งตกลงมาด้วยคมธนู พร้อมกับที่ร่างสูงอันคุ้นเคยก็โผเข้าไปอุ้มลูกทั้งสองคนที่กำลังเซถลาจากม้าซึ่งกำลังเสียหลัก
เป็ภาพอันวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที แต่เขาสามารถจัดการได้อย่างรัดกุม
“เสิ่นอี้เฉิง...!”
หูฟางเหมยกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นว่าสามีกำลังถูกจู่โจมจากชายชุดดำในขณะที่เขายังไม่ทันได้ระวังตัว
[1] ยามชวี คือเวลาั้แ่ 19:00 น. ถึง 20:59 น.