The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๑๑ โลงศพ

            หลังจากเสร็จประชุมฑิฆัมพรก็กลับมากระจายข่าวให้คนในทีม แต่เมื่อพูดถึงส่วนที่ต้องร่วมมือกับพวกวิฬาร์สมาชิกสองคนที่ถูกดึงตัวมาจากทัพหิมะขาวก็เริ่มไม่เห็นด้วย

            เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนบวกกับสมาชิกในทัพขาวส่วนใหญ่มีเลเวลสูงมากโรซาจึงดึงตัวสมาชิกจากที่นั่นมาได้เพียงสองคน ทว่าก็ยังดีกว่าไม่มี

            ทัพหิมะขาวคือกองกำลังมืดคล้ายกับทัพดำของพวกวิฬาร์เป็นหน่วยพิเศษที่โรซาเลียแอบจัดตั้งขึ้นมาหลังจากเริ่มเล่นในยุคนี้โดยหวังว่าจะให้เป็นกองกำลังที่ใช้ต่อกรกับทัพดำของอนันตนาคราชและของกิลด์อื่นในที่ลับทำให้คนพวกนี้ถูกฝึกอย่างเข้มข้น และมีฝีมือสูงกว่าสมาชิกกิลด์ทั่วไปอีกขั้นหนึ่ง

            “พวกเราเลเวลสูงกว่าพวกนั้นตั้งเกือบสามสิบเลยนะครับเกิดถึงตอนคับขันแล้วพวกนั้นถ่วงแข้งถ่วงขาเราขึ้นมาก็แย่สิครับคุณฟ้า” เกรนชายหนุ่มสายดาราเวทในทีมเอ่ยขัด

            “นั่นสิคะหรือต่อให้พวกนั้นมีฝีมืออยู่บ้างตามที่คุณเคยเล่า ฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องมานั่งแบ่งคะแนนไปให้พวกนั้นอยู่ดี”

            แม้จะเป็นถึงสมาชิกของทัพหิมะขาวแต่ทางกิลด์ย่อมไม่ยอมเอาเรื่องขายหน้าในช่วงเบต้าเทสต์มาขยายให้คนรุ่นหลังอับอายซ้ำอีกรอบความรู้ที่ทั้งสองได้รับมาจึงถูกลดทอนลงไปไม่น้อย อีกทั้งยังเพิ่งเข้าร่วมทัพหิมะขาวได้ไม่นานภารกิจปะทะกับทัพดำยังไม่เคยเจอด้วยตัวเอง พวกเธอจึงประเมินสมาชิกฝั่งนั้นไว้ในระดับเดียวกับตัวเองในสมัยเลเวลน้อย

             บวกกับฑิฆัมพรเองก็ปิดบังตัวตนที่แท้จริงของวิฬาร์เอาไว้เนื่องจากมั่นใจว่าเรื่องอย่างนี้ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาผู้เล่นทั่วไปพวกนี้คงไม่มีทางเชื่อว่าอนันตกาลทรงพลังขนาดไหน เพราะขนาดตัวเธอเองถ้าหากคราวก่อนที่ทำภารกิจกับวิฬาร์แล้วไม่ได้เห็นเขาใช้เวทมนตร์อย่างอลังการแบบนั้นบวกกับคำบอกเล่าของเพื่อนรักทั้งสองเธอก็คงไม่มีทางเชื่อว่าจะมีคนที่มีฝีมือระดับนี้อยู่จริงๆ

            ด้วยเหตุผลพวกนี้สมาชิกทั้งหมดจึงพากันหลงทางแบบกู่ไม่กลับ คิดว่าสมาชิกฝั่งนั้นมีฝีมืออยู่ในระดับพอๆกับตัวเอง

            ทำให้พอได้ยินเสียงโต้แย้งสมาชิกคนอื่นในทีมก็เริ่มหวั่นไหวขึ้นมา หลายๆ คนมองมาที่เธออย่างสับสน รอฟังคำตอบจากหัวหน้าทีม

            เจ้าของหน้ากากเงินคนงามถอนหายใจหนักเรื่องที่ควรบอกก็บอกไปหมดแล้ว แต่เพราะเธอขาดหลักฐานที่หนักหน่วงคำพูดพวกนั้นจึงเบาโหวง และมันคงมีวิธีแก้เพียงทางเดียว

            แม้ว่าเธอไม่อยากจะพึ่งหมอนี่นักเนื่องจากอยากแข่งกันระหว่างเธอกับเขาว่าใครจะได้คะแนนเยอะกว่ากันในภารกิจนี้แต่ถ้าหากความร่วมมือล่มกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มเธอเกรงว่าแม้แต่เงาพิเภกก็อาจไม่ทันเห็น จึงต้องขอความช่วยเหลือจากหมอนั่นสักหน่อยเพราะถ้าคนพวกนี้ไม่เห็นโลงศพ ก็คงไม่หลั่งน้ำตา

            “งั้นตามมา”เธอลุกออกจากเก้าอี้ในกระโจมใหญ่ พาคนทั้งหมดออกมา

            ทว่าเมื่อมาถึงด้านนอกสาวผมทองก็ต้องชะงักกึก เพราะไอ้โลงศพนั่น ดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาลากเก้าอี้ออกมานั่งกระดิกเท้าอยู่ในลานข้างๆนั่งเอานิ้วเขี่ยสัตว์เลี้ยงของตนเล่นรออยู่ก่อนแล้ว

            “ใครลงก่อนดี?”

            “กรู๊กกก?”เจ้านกตัวอ้วนเสนอหน้าแทนเจ้านาย

            พอได้ยินดังนั้นซิกมาและมุเตาก็ยืดแขนยืดคอ เข้ามาบีบนวดไหล่เอาใจลูกพี่เป็นการใหญ่ เกออนเองก็ยืนล้ำหน้ามาครึ่งก้าวคิดจะอวดความรู้ให้ลูกพี่เห็นบ้าง

            พวกเขาฝึกตีสัตว์อสูรอยู่เป็นอาทิตย์ก็จริงแต่เจ้าพวกนี้มีสติปัญญาระดับต่ำ ขอแค่เคยประมือด้วยกันมาครั้งสองครั้งก็ย่อมจะจับทางได้การตีพวกนั้นจึงช่างจืดชืดและน่าเบื่อ ต่างจากการต่อสู้กับผู้เล่นที่มีความซับซ้อนสูงและน่าระทึกกว่ากันมาก

            เอ่อ…แต่ไม่นับตอนประมือกับลูกพี่นะ

            “ฝั่งเธอนายคนนั้นเล่นสายอะไรน่ะ?” วิฬาร์ชะเง้อคอถาม เมื่อเห็นเกรน หนึ่งในสามชายเดินล้ำออกมาอยู่ข้างหน้าคล้ายเตรียมเริ่มประลอง

            “ดาราเวท”

            “ว้า”

            “เห้อ”

            “ของเธอซะงั้น”

            ทุกคนในทีมวิฬาร์บ่นงึมงำเพราะเสียดายส่วนอรุณวดีที่เล่นสายเดียวกันก็แอบยิ้มขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเดินออกมาแล้วเตรียมตั้งท่าประลองเห็นได้ชัดว่าเธอก็แอบอยากลงคนแรกเช่นกัน

            “เริ่มในสาม...สอง...หนึ่ง”

            วิฬาร์ให้สัญญาณ

            ทั้งสองดีดตัวออกห่างจากกันเพื่อเพิ่มพื้นที่จากนั้นเกรนก็สาดวงเวทกับดักบ้าง เพิ่มพลังบ้างลงพื้นกั้นเอาไว้ไม่ให้อรุณวดีเข้าประชิด

            เพราะได้รับบทเรียนมาจากวิฬาร์รวมถึงได้รับการถ่ายทอดแนวคิดบางอย่าง เธอจึงรู้ดีว่าการใช้สกิลพร่ำเพรื่อเป็นจุดตายของสายนี้

            เพราะบทร่ายของดาราเวทส่วนใหญ่จะกางอาณาเขตคลุมพื้นที่มันจึงต้องใช้พลังเวทมนตร์สูงระดับหนึ่ง บวกกับมีเวลาคูลดาวน์ไม่น้อยก่อนจะใช้ได้อีกครั้งดังนั้นจึงต้องบริหารมันให้ดีที่สุด เรียงร้อยแต่ละวงให้ทับซ้อนกันอย่างหมดจดประสานงานกันอย่างมีหลักการ

            เธอเคลื่อนที่ไปรอบด้านเพื่อพยายามหาทางเข้าใกล้ทำเอาเกรนถึงกับงง เพราะเขานึกว่าเธอคนนี้ก็ใช้เวทสายเดียวกับเขาแต่พอเริ่มการต่อสู้ เจ้าตัวกลับยังไม่แสดงท่าทีว่าจะจู่โจม กลับเต้นไปเต้นมาคล้ายกับเตรียมเข้าประชิดตัว

            ‘หรือว่าแม่นี่เป็นสายอื่นกันแน่?’ เขานึก

            เพราะการเปลี่ยนตำแหน่งของอรุณวดีเกรนจึงจำใจต้องกางอาณาเขตเวทเพื่อไม่ให้เธอเข้าตีกรอบ แต่เพราะเธอคำนวณการเคลื่อนไหวและรู้จักสกิลของสายพลังตัวเองเป็นอย่างดีจึงรู้ว่าเกรนจะใช้เวทมนตร์บทไหนก่อนหรือหลัง

            และไม่นานหลังจากหลอกล่อฝ่ายตรงข้ามจนถึงระดับหนึ่งเธอก็เจอจุดอ่อนของอาณาเขตเวทที่กางเหลื่อมกันเพราะเจ้าตัวตามจังหวะของเธอไม่ทัน

            พรึ่บๆๆ

            วงเวทขาวแดง เงิน สามวงกางขึ้นอย่างรวดเร็ว ทับซ้อนกับฝ่ายตรงข้าม หักล้างพลังคำสาปและดาเมจที่เกิดขึ้นไปเกินครึ่ง

            เกรนที่รู้ตัวว่าเสียทีให้ฝ่ายตรงข้ามก็รีบถอนตัวออกจากอาณาเขตกับดักแต่ค่าสถานะความเร็วที่ตกลงไปถึง 15% ก็ทำให้เขาเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจ

            อรุณวดีบุกฝ่าเข้าไปในระยะประชิดหลบซ้ายหลบขวาแล้วเริ่มร่ายมนตร์กางอาณาเขตเวทเพิ่ม แม้จะโดนคำสาปเข้าให้จนมองไม่เห็นภาพเบื้องหน้าแต่เพราะเธอจำภาพและคาดการณ์รูปแบบการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามเผื่อเอาไว้แล้วเจ้าตัวจึงมุ่งหน้าผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว

            เกรนเริ่มรับมืออย่างฉุกละหุกเนื่องจากตอนแรกกางอาณาเขตเวทไว้เยอะเกินไป ตอนนี้ไพ่ที่เหลือใช้ในมือจึงมีไม่มากบวกกับอรุณวดีกางวงเวทกั้นทางถอยของเขาไว้ เจ้าตัวจึงไม่อยากถอยไปโดนกับดัก

            ทว่าเพราะถือดีที่ตนมีเลเวลสูงกว่าทำให้มีพลังป้องกันที่สูง สุดท้ายเจ้าตัวจึงเลือกปะทะอย่างหักโหมใช้จุดแข็งของตนเข้าชน

            พริบตานั้นอรุณวดีที่อั้นสกิลไว้นานพลันเหมือนระเบิดออกวงเวทที่นับแทบไม่ทันกางขึ้นซ้อนกันรัวๆ จนร่างเธอเรืองแสงวูบวาบคล้ายกับได้รับการฟื้นพลังระดับสูงจากอาเมียร์

            เพราะถูกวิฬาร์เข้าประชิดคราวก่อนเธอจึงได้รับบทเรียนว่าแม้จะเลือกเล่นดาราเวท ก็ควรมีวิชาป้องกันตัวติดเอาไว้บ้างเธอจึงเลือกฝึกมีดสั้นเพื่อการนี้

            ฝ่ายตรงข้ามเองก็ไม่ใช่กระจอกเขาเองได้รับการฝึกฝนจากโรซาเลียมา การสู้ระยะประชิดจึงไม่อ่อนด้อย ซ้ำยังสู้ยิ่งกดดันหนักจนอรุณวดีต้องถอยร่น

            คราวนี้คนที่หนีกลับเปลี่ยนเป็นเธอแล้ว

            เกรนพยายามหาช่องโหว่แล้วรุกไล่ทำให้อรุณวดีต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ

            ช่วงแรกเธอก็วางวงเวทกันไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าหลังจากผ่านไปไม่นาน มันก็เริ่มแตกแถวทำให้การตั้งรับของเธอมีรอยร้าว

            เกรนเจาะเข้าไปในทันที

            ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับอรุณวดีแม้ตกเป็นเบี้ยล่าง ทว่าก็ยังพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในบางครั้ง ไม่น่าเชื่อว่านี่คือการประลองของผู้ที่มีระดับห่างกันถึงสามสิบกว่าเลเวล

            ทั้งสองสู้กันอยู่นานแต่เพราะเลเวลต่ำกว่ามาก ระดับทักษะส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นรอง อรุณวดีจึงเริ่มเสียเปรียบทว่าเธอก็เสริมพลังให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง ร่ายเวทไม่กี่บทที่ส่งผลเฉพาะตัวใส่ร่างและใช้มีดสั้นที่เพิ่งฝึกได้ไม่กี่สัปดาห์ต่อสู้อย่างรัดกุม

            ทว่าสุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ไป

            แปดนาทีสี่สิบเจ็ดวินาที

            นี่คือเวลาที่เธอยื้อไว้ได้ก่อนที่เกรนจะยั้งมือเอาไว้ก่อนถึงจุดตาย

            เป็นเวลายาวนานเกินกว่าที่พวกเธอจากโรซาเลียประมาณไว้มากโข

            “ใครต่อ?”วิฬาร์คล้ายไม่สนใจความพ่ายแพ้นี้ เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ

            แปดคนของฝั่งโรซาเลียมองหน้ากันเลิ่กลั่กแม้ฝ่ายพวกเธอจะชนะ แต่อีกฝั่งก็แพ้อย่างมีเกียรติการต่อสู้ที่ควรจะเป็นการกดข่มกลับยืดเยื้อจนถึงเก้านาทีแถมในจังหวะการต่อสู้ยังมีฉากเสียวหัวใจให้เห็นถึงสองสามรอบด้วยซ้ำ ยังดีที่เกรนมีเลเวลสูงกว่ามากบวกกับเขาก็ฝีมือมิใช่ชั่ว อรุณวดีจึงพลิกสถานการณ์กลับมาไม่ได้ในตอนจบ แต่ทั้งๆที่มีเลเวลฉีกห่างกันขนาดนี้ เธอยังสู้ได้อย่างสูสีและนั่นก็ทำให้พวกเขาอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าถ้าเกิดคนพวกนี้ระดับเท่ากันกับพวกเธอแล้วผลการต่อสู้จะออกมาเป็นยังไง

            “ฉันเอง”หญิงสาวอีกคนที่เอ่ยแย้งฑิฆัมพรตอนที่คุยกันเองในทีมเสนอตัว

            “คุณเล่นสายไหนครับ?”

            “ยุทธเวท”

            “ฉันก่อน!”

            “ผมก่อน!”

            ซิกมาและมุเตาร่ำๆจะตีกันเอง จนวิฬาร์ต้องทอยเหรียญให้

            และในที่สุดเจ้าของโล่และดาบประจำกลุ่มก็มีโชคกับเขาบ้าง

            ฝ่ายตรงข้ามชื่อมินตราเธอใช้อาวุธเป็นดาบเรเปียร์ที่ใบเรียวเล็ก เน้นการจิ้มและแทงเป็นหลัก

            ทั้งสองต่อสู้อย่างดุเดือดโดยที่ซิกมาเลือกตั้งรับอย่างหนักแน่น ส่วนมินตราก็จู่โจมอย่างดุดันท่าเท้าของเธอนับว่าเยี่ยมยอด เคลื่อนร่างเพื่อหาช่องโจมตีได้อย่างรวดเร็วจนซิกมาเริ่มแบกไว้ไม่อยู่ทว่าเพราะรู้ตัวดีแต่แรกว่าพลังโจมตีของคนที่เลเวลต่างกันสามสิบระดับไม่ใช่อะไรที่จะประมาทได้เขาจึงพยายามสวนกลับเพื่อทำลายจังหวะ ทำให้เธอโจมตีได้ไม่เต็มที่ซึ่งนับว่าเป็นแผนการที่เหมาะสม เพราะถ้าเกิดเขาแล่นแต่เกมรับ ก็จะทำให้เธอสามารถโจมตีได้โดยใช้พลังสูงสุดและการป้องกันของเขาอาจจะรับไม่ไหว

            เขาสวนกลับด้วยดาบของตัวเองทว่ากลับเรียกเลือดจากเธอได้ไม่มากจากนั้นเธอก็โจมตีกลับอย่างหนักหน่วงจนเขาต้องถอยร่น

            ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับแต่เพราะถูกกดอย่างหนัก สุดท้ายซิกมาก็ต้านทานไม่ไหว แพ้ไปในสิบเอ็ดนาทีแม้จะดูนาน แต่เมื่อเทียบจากอาวุธสายตั้งรับอย่างโล่ที่เขาถนัดแล้วสมควรเรียกว่าผ่านเกณฑ์แค่เล็กน้อย

            “เรื่องความเร็วยังต้องปรับปรุงอีกนิดนึงแล้วก็คุณจับจังหวะพลาดบ่อยไปหน่อย ทางโน้นเลยเจาะเข้ามาง่ายๆ”

            “ครับลูกพี่”

            แม้วิฬาร์จะเพิ่งหัดสายนี้แต่สมัยก่อนเขาก็เคยฝึกตัวต่อตัวกับพาราฟินและกิระมาบ้าง สองคนนั้นก็ช่วยสอนอะไรให้เขาไม่น้อยบวกกับทักษะที่ซิกมามียังเป็นระดับล่าง ไม่ใช่ระดับสูงที่เกินความสามารถเขาเจ้าตัวเลยมาปรับใช้ในการสอนให้กับเด็กพวกนี้ได้อย่างเหลือเฟือ

            “เริ่มเบื่อกันแล้วสิ?งั้นตาต่อไปผมลงเองแล้วกัน”



            เอ้าทุกคนนน สวดมนต์หน่อยยย

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน