บทที่ 4
“หื้อ.. พวกมันไม่ใช่ว่าไม่ชอบแสงอาทิตย์ แต่พวกมันไม่ชอบความร้อนมากกว่า..” จากการทดลองนี้มันทำให้โจสามารถอนุมานออกมาได้เป็นฉากๆ แต่ถ้าพวกมันกลัวแสงแดดมันจะดีกว่านี้มาก พวกเขาจะได้สามารถเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าที่มันควรจะเป็น ถ้าเป็นอย่างนี้เขาจะต้องหาจุดอ่อนอื่นๆของมันแล้ว ไม่อย่างนั้นมนุษย์ธรรมดาที่ยังเป็นคนปกติก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตบนดินได้อีกต่อไป แต่เพื่อความมั่นใจ และมองดูประสิทธิภาพของพวกมันว่ามันสามารถทนความร้อนได้ในระดับไหน การเคลื่อนไหวของพวกมัน และการเข้าจู่โจมเองก็ด้วย พวกมันมีความสามารถในระดับไหนในจุดอ่อนนี้ ดังนั้นโจจะต้องยอมสูญเสียอาหารกระป๋องไปสักกระป๋องหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปลาทูน่า โจเปิดกระป๋องก่อนจะโยนมันออกไปตรงจุดที่เขาคิดว่าน่าจะร้อนที่สุดในระแหวกนี้แล้ว ผู้คนที่รอดชีวิตจากตึก B เองก็สังเกตการกระทำของโจมาตลอด มันอาจจะเป็นเพราะว่าสามสาวได้ติดต่อพวกเขาอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้รู้สถานการณ์ของกันและกันตลอดเวลา ภาพของกระป๋องอาหารทูน่าลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นมันก็ค่อยๆตกลงกระทบกับพื้นเสียงดัง ปุง!! เปง!! อยู่หลายครั้งตามแรงที่มันกระเด็นกระดอนไป และในความเงียบที่มันเงียบมานานมีเพียงเสียงของกระป๋องที่ดังขึ้นมา มันทำให้เหล่าซอมบี้ที่ได้ยินต่างก็ร้องออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย พวกมันทำท่าสูดดมกลิ่นไปในอากาศก่อนจะเริ่มออกวิ่งจากที่ร่มเข้าสู่ทิศทางที่เกิดเสียงนั้นขึ้นมา ในจุดนี้มันทำให้โจที่เป็นคนตั้งสมมติฐานได้ข้อมูลเพิ่มเติมอะไรอีกหลายอย่าง ภาพที่เขาได้เห็นนั้นก็คือความเร็วของพวกมันไม่ได้ลดลงไป แปลว่าความร้อนไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของพวกมันลดลง ตอนนี้เขากำลังยืนมองพวกมันที่กระโจนเข้าไปแย่งเศษเนื้อกันอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนที่เห็นอย่างนั้นก็ต่างเริ่มที่จะหมดหวังไปตามๆกัน จนเวลาผ่านไปสักพักพวกซอมบี้ก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ พวกมันต่างก็เดินเข้าที่ร่มกันอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมื่อตอนแรก โจจึงจดทุกอย่างที่เขาเห็นและประมวลผลการทดลองของเขา สามสาวที่ได้เห็นอย่างนั้นก็เข้ามาถามด้วยความสงสัย “..นายได้ข้อมูลอะไรกับพวกมันบ้าง ถึงตอนนี้เราก็ควรร่วมมือกันเอาตัวรอด ถ้านายอยากจะแชร์หรือให้เราช่วยเหลืออะไรก็บอกมาได้เลย เรายินดีช่วย” เมย์กล่าวออกมา ส่วนอีกสองสาวก็พยักหน้าตามๆกันไป และมันก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่เมย์พูด ตอนนี้มีหลายหัวดีกว่าหัวเดียว “ก็ทดลองประสิทธิภาพของพวกมันอยู่.. หลังจากที่ได้ทดลองอะไรหลายอย่างก็พบหลายจุดเลยล่ะ.. อย่างแรกเลยที่ฉันพยายามส่องแสงสะท้อนไปยังพวกมัน เพราะเห็นพวกมันเอาแต่หลบอยู่ในที่ร่มก็เลยสงสัย แต่พวกมันกลับไม่ได้กลัวแต่อย่างใด แต่สิ่งที่พวกมันกลัวนั้นคือความร้อน... จากข้อสันนิษฐานของฉัน ที่มันกลัวความร้อนนั้นมันเป็นเพราะอะไร จึงทดลองให้มันออกมากลางแดดกลางลานกว้างที่ฉันคิดว่ามันร้อนที่สุดแล้ว.. แต่มันก็ยังออกมาอย่างที่พวกเธอเห็น..” โจกล่าวออกมาให้กับสามสาวที่ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี“พวกมันยังคงวิ่ง และกระโจนอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าพวกมันกลัวความร้อน แต่มันพยายามจะเลี่ยงไม่ให้โดนซินะ แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ..” โฟร์กล่าวออกมาตามภาพที่เห็น โจมองดูโฟร์เล็กน้อย นับว่าเธอเป็นคนที่ฉลาดมากที่คิดได้ถึงขนาดนี้ แต่จะมาสู้กับเขาที่เป็นเซียนซอมบี้ได้อย่างไรกันล่ะ โจยิ้มก่อนจะเอ่ยออกมาต่อ“ก็อย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ พวกมันเลี่ยงที่จะโดนความร้อนที่เป็นระยะเวลานาน แต่ถ้าชั่วคราวพวกมันไม่ลังเลเลยที่จะเข้าจู่โจม.. หากเคยติดตามภาพยนตร์เกี่ยวกับพวกซอมบี้พวกนี้ก็จะรู้ว่า ซากศพนั้นหากโดนความร้อนก็อาจจะทำให้เนื้อของพวกมันนั้นสุกหรือค่อยๆไหม้อย่างช้าๆ ดังนั้นถ้าเลือกได้มันจะไม่ออกมาพบกับความร้อนที่สูงอย่างนั้น..” โจกล่าวข้อมูลออกมา ก่อนที่เขาจะพูดข้อสันนิษฐานของตัวเองที่ได้มาทั้งหมดต่อ“แล้วถ้าพวกมันเลี่ยงหลบความร้อน พวกมันก็ต้องเลี่ยงแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน เพราะมันอาจจะทำให้เนื้อของมันเน่าเปื่อยตามสภาพไปด้วย อย่าลืมว่าพวกมันไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว หัวใจไม่ได้สูบฉีดเลือด อวัยวะของพวกมันก็หยุดทำงาน มันจึงเกิดการเน่าภายในอย่างช้าๆ เหตุที่มันต้องกินเนื้อนั้นมันอาจจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของการชะลออวัยวะของพวกมัน ให้สดใหม่เหมือนเดิมก็เป็นไปได้..” โจกล่าวออกมาอย่างนั้น สามสาวก็เริ่มทำท่าพะอืดพะอมในทันที แค่คิดภาพตามก็หลอนไปตามๆกันแล้ว แต่โจยังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้น“นอกจากนี้ฉันยังเห็นพวกมันกินซากศพมนุษย์คนหนึ่ง แต่น่าแปลกใจมากเลยทีเดียว เพราะซากนั้นไม่ได้กลายเป็นซอมบี้ไปด้วย เหมือนกับว่าพวกมันสามารถเลือกใครคนที่โดนกัดกลายเป็นพวกของมันหรือเป็นแค่เหยื่อที่มันเอาไว้กินเท่านั้น.. นั่นก็เท่ากับว่าซอมบี้พวกนี้มีความคิดเป็นของมันเอง หรือไม่ก็เป็นสัญชาตญาณของพวกมันเอง..” โจกล่าว“นายจะบอกว่าซอมบี้มันมีสมองคิดอย่างนั้นเหรอ..” เมย์พูดออกมาอย่างตกใจ อีกสองสาวเองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกันเท่าไรนัก โจที่ได้ยินก็ส่ายหัวของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นมาต่อ“ตอนนี้เรายังหาขอสรุปไม่ได้ คงต้องเก็บข้อมูลไปอีกสักพักใหญ่เลยล่ะ แต่ถ้าสังเกตพวกมันให้ดีๆเราจะรู้ได้ทันทีว่า..พวกเราจะใช้ชีวิตลำบากอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ.. จากการทดสอบเมื่อสักครู่กับซอมบี้พวกนั้นหลังจากที่มันได้ยินเสียงแล้ว มันจะใช้จมูกในการดมกลิ่นต่อในทันที นั่นก็จะไปในสมมติฐานถัดไป ถ้าพวกมันได้ยินเสียงแต่ไม่ได้กลิ่นของสดหรือของที่มันสามารถกินได้ มันจะเคลื่อนไหวไปตามเสียงนั้นหรือไม่ และเพื่อการนั้นเราจะต้องลองโยนก้อนหินหรือเศษกระจกลงไปทดสอบดู พวกเธออยากจะร่วมด้วยไหม” โจเอ่ย“นายเป็นคนช่างสังเกตดีจริงๆเลยนะ ตอนแรกพวกเราคิดว่านายจะเป็นคนไม่ดีซะแล้ว.. ได้ยินอย่างนี้ก็ค่อยอย่างชั่วหน่อย ฉันร่วมด้วยค่ะ” เมย์กล่าวออกมาตามความคิดของตัวเอง“ใช่ๆ ในโลกที่ไม่มีกฎหมายอย่างนี้พวกเราที่เป็นผู้หญิงน่าจะลำบากไม่น้อย ได้นายมาพูดนั่นพูดนี่แล้วยิ่งหาจุดอ่อนของมันเก่งขนาดนี้อีก มันก็ทำให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า ในโลกอย่างนี้ต้องพึ่งพาตัวเองดีที่สุดแล้ว..ฉันก็เอาด้วยคน..” โฟร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้า ถึงตอนแรกจะกลัวไม่กล้าทำอะไร เอาแต่หลบอยู่หลังเพื่อน แต่หลังจากที่ชายคนนี้ปรากฏตัวความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป หากไม่ช่วยเหลือตัวเองแล้วใครมันจะมาช่วยเหลือได้ตลอดเวลากัน“หนูก็ร่วมด้วยคนค่ะ.. เห็นอย่างนี้แต่หนูก็สู้เก่งนะจะบอกให้..” มายด์กล่าวออกมาอย่างมั่นใจก่อนจะโชว์สุดยอดลูกเตะเทควันโดที่ได้ร่ำเรียนมา โจที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืน เขาปัดฝุ่นที่ก้นของตัวเองเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มแล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้พวกเธอต้องกลับมาคิดใหม่ทันที“น้องมายด์ไม่ต้องโชว์ขนาดนั้นก็ได้ครับ .. สีแดงน่ะ เห็นหมดแล้ว..” โจหัวเราะออกมาก่อนจะไปหยิบกองหินที่อยู่ใกล้ขึ้นมาถือไว้ในมือ และหันกลับมาทางสาวๆที่ตอนนี้ทำหน้าแบบเอิ่ม เหมือนจะไม่ไว้ใจชายคนขึ้นมาซะอย่างนั้น ‘เอาคำชมเมื่อกี้กลับคืนมาซะ’ นั่นคือความในใจของทั้งสามสาว