ตอนที่ 4: เถาปีศาจในความมืด
ม่านราตรีอันมืดมิดรอบกองไฟดวงน้อยดูราวกับสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจและความคุมแค้นเป็ของตนเอง หลินชางและเฟิงเสี่ยวนั่งนิ่งหันหลังชนกัน พลังประสาททุกส่วนถูกดึงจนตึงเครียด สายตาสองคู่จับจ้องแยกย้ายไปคนละทิศทาง สองมือขยับกระชับด้ามศาสตราวุธแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด กลิ่นเหม็นเน่าคาวสากที่มิอาจระบุที่มายังคงลอยอบอวลแ่เบาอยู่ในมวลอากาศ ค่อยๆ คืบคลานเข้าประชิดตัวพวกเขาทุกวินาที
กรอบ... แกรบ...
เสียงกิ่งไม้แห้งและใบไม้เน่าเปื่อยถูกกดทับดังแทรกความเงียบสงัด คราวนี้มันประชิดเข้ามาใกล้กว่าเดิมมากจนได้ยินเสียงมวลดินใต้พื้นเคลื่อนตัว
ครืด... ครืด...
ทันใดนั้นเอง ผิวดินแข็งตรงขอบวงไฟก็พองนูนขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับมีบางสิ่งขนาดใหญ่กำลังดันตัวขึ้นมาจากห้วงอเวจีใต้พฤกษา
พรึ่บ!
เถาวัลย์สีดำสนิทนับสิบเส้นพุ่งทะลุผิวดินขึ้นมาในพริบตาเดียว! ปลายเถาวัลย์แต่ละเส้นเรียวแหลมคมกริบไม่ต่างจากปลายหอกเหล็กกล้า บนพื้นผิวของพวกมันมีเมือกคาวและของเหลวพิษสีเขียวเข้มหยดย้อยลงสู่พื้น ส่งเสียงฉ่าๆ ยามััถูกใบไม้แห้ง
"หลบเร็ว!"
หลินชางแผดเสียงะโลั่น ม้วนตัวพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับกระชากแขนเฟิงเสี่ยวให้กลิ้งตัวหลบออกไปข้างทางอย่างฉุกเฉิน
ตึง! ซู่...
เถาวัลย์ปีศาจฟาดกราดลงตรงตำแหน่งที่ทั้งคู่นั่งพักผ่อนอยู่เมื่อครู่เต็มแรง! แรงปะทะส่งผลให้พื้นดินแตกะเิเป็หลุมลึก ควันพิษสีเขียวฉุนกึกพุ่งหมุนเกลียวขึ้นสู่อากาศ กลิ่นเน่าเปื่อยของมันแสบจมูกจนแทบสำลัก
ฟึ่บ!
เถาวัลย์อีกเส้นหนึ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า มันพุ่งโฉบตามหลังมาทันที พันรัดรอบข้อเท้าข้างขวาของเฟิงเสี่ยวไว้อย่างแ่า เงี่ยงหนามบนลำเถาสับจมลงในเนื้อผ้า แล้วออกแรงลากร่างของชายหนุ่มไถลไปกับพื้นดินมุ่งหน้าสู่ปากหลุมดำมืดใต้โคนต้นไม้ใหญ่
"ช่วยข้าด้วย!" เฟิงเสี่ยวร้องเสียงหลง สองมือตะเกียกตะกายกำเศษดินและรากไม้ไว้สุดกำลังเพื่อยื้อร่างของตนเองมิให้ถูกลากไปสวาปาม
หลินชางไม่หยุดลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที เขาทะยานตัวเข้าหา ใช้มีดทำครัวเหล็กกล้าในมือขวาฟันฉับลงบนเถาวัลย์ที่กำลังรัดข้อเท้าของเฟิงเสี่ยวอย่างแม่นยำ!
ฉัวะ!
เลื่อยหนามของมีดตัดผ่านลำเถาวัลย์จนขาดสะบั้น เืปีศาจสีเขียวเข้มทะลักกระเซ็นเปรอะเปื้อนข้อมือของหลินชาง ของเหลวนั้นกัดกร่อนจนิัส่งเสียงซู่และแสบร้อนขึ้นมาทันตา
ทว่าเขายังไม่ทันจะได้พักสายตา เถาวัลย์ดำอีกสามเส้นก็พุ่งทะลวงเข้าใส่จากสามทิศทางพร้อมกัน!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
หลินชางสืบเท้าถอยหลังและะโหลบอย่างต่อเนื่อง เถาวัลย์เส้นแรกพุ่งเจาะผ่านอากาศไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเส้นที่สองกลับฟาดเฉี่ยวเข้าที่ไหล่ซ้ายจนเนื้อผ้าขาดสะบั้น ิัใต้รอยขาดขึ้นผื่นแดงช้ำและชาดิบด้วยฤทธิ์พิษที่เคลือบอยู่บนลำเถา
"นั่นมัน... ปีศาจเถาดำ!" เฟิงเสี่ยวร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ใบหน้าที่ซีดขาวอยู่แล้วยิ่งไร้สีเื "ข้าเคยได้ยินเหล่าพี่ใหญ่ในตระกูลเล่าขานว่า มันเป็อสูรพืชที่ซุ่มซ่อนอยู่ใต้ผืนดินทั่วป่าต้องห้าม ยิ่งมีกลิ่นคาวเืสดมากเท่าใด ก็ยิ่งกระตุ้นความหิวโหยของพวกมันให้ตื่นขึ้น!"
หลินชางกัดฟันแน่น กวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความระมัดระวัง เถาวัลย์สีดำสนิทอีกนับสิบเส้นกำลังแทรกตัวพ้นผิวดินขึ้นมาเรื่อยๆ ล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ราวกับกรงขังแห่งความตาย
เขาคว้าคบเพลิงที่ยังคงมีไฟลุกโชนฟาดเข้าใส่เถาวัลย์เส้นที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที!
พรึ่บ!
เปลวไฟสีส้มลุกลามไปตามลำเถาวัลย์อย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องแหลมเล็กคล้ายเสียงเด็กทารกดังออกมาจากลำเถา ทว่าก่อนที่ไฟจะเผาไหม้ไปถึงรากแก้ว เถาวัลย์เส้นนั้นกลับมุดลงใต้ดินหนีไฟไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงปลายเถาที่ไหม้เกรียมเล็กน้อย
"เปลวไฟไล่พวกมันได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น!" หลินชางแผดเสียงบอก "พวกมันหลบลงใต้ดินเร็วเกินไป!"
ฟึ่บ!
เถาวัลย์อีกเส้นหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาจากมุมอับด้านหลัง เฟิงเสี่ยวรวบรวมกำลังที่เหลือเหวี่ยงดาบหักครึ่งฟันสวนออกไปสุดแรง!
ฉัวะ!
ลำเถาวัลย์ขาดกระเด็นออกจากกัน ทว่าชิ้นส่วนที่ขาดตกอยู่บนพื้นกลับยังคงดิ้นพราดๆ ราวกับหนอน ก่อนจะมุดลงไปในร่องโคลนหายไปต่อหน้าต่อตา
ท่ามกลางสถานการณ์อันตรายวิกฤต หลินชางกลับััได้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดบางประการ ไออุ่นภายในจุดตันเถียนของเขาเกิดการสั่นไหวอย่างเป็จังหวะ ราวกับเมล็ดพันธุ์เจี้ยนมู่ในร่างกำลังส่งผ่านความรับรู้บางอย่างมายังสมอง เขาสามารถ "อ่าน" พฤติกรรมและธรรมชาติของเถาวัลย์เหล่านี้ได้อย่างอัศจรรย์ แม้พวกมันจะเป็อสูรร้ายดุร้าย แต่โดยแท้จริงแล้วพวกมันยังคงมีโครงสร้างแบบพืชพรรณธรรมชาติ และสิ่งที่พืชพรรณประเภทนี้เกลียดชังและหวาดกลัวยิ่งกว่าเปลวไฟที่เผาผลาญเพียงผิวลายนอก... ก็คือ "เกลือ" ที่สามารถแทรกซึมไปทำลายระบบรากและกระแสธารปราณภายในของพวกมันได้อย่างถอนรากถอนโคน!
หลินชางไม่รอช้า เขารีบควักถุงเกลือป่นเล็กๆ ที่เขาเคยแลกเปลี่ยนมาจากคนรับใช้ในเรือนครัวตระกูลมู่ติดตัวมาด้วย ออกมาทันที เขาโรยผงเกลือขาวบริสุทธิ์ลงบนผืนดินเป็วงกลมล้อมรอบตัวเขาและเฟิงเสี่ยวไว้ด้วยความรวดเร็ว
ซู่ๆๆ!
เถาวัลย์ดำหลายเส้นที่พยายามจะเลื้อยผ่านขอบเขตเข้ามา พากันบิดตัวสะบัดอย่างบ้าคลั่งทันทีที่ผิวกายของพวกมันััถูกผงเกลือ! เสียงร้องแหลมโหยหวนดังระเบ็งเซ็งแซ่ พวกมันพากันหดตัวกลับลงสู่ใต้ผืนดินอย่างลนลาน ราวกับถูกน้ำมันร้อนจัดราดใส่ลำตัว
เฟิงเสี่ยวมองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึงลาน "เ้า... เ้าทราบได้อย่างไรว่าปีศาจพวกนี้หวาดกลัวเกลือ..."
หลินชางไม่ได้เอ่ยตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มรับจางๆ เพื่อปกปิดความลับเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์เจี้ยนมู่ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ทั้งสองยืนหันหลังชนกันอยู่ภายในวงล้อมเกลือเล็กๆ ตลอด่เวลาคืนอันยาวนานที่เหลือ เถาวัลย์ปีศาจยังคงเลื้อยวนเวียนอยู่รอบนอกส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ทว่าไม่มีเส้นใดกล้าฝ่าขอบเขตผงเกลือเข้ามาอีก จนกระทั่งแสงทองแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ทึบลงมา เถาวัลย์ทั้งหมดจึงค่อยๆ มุดกลับลงสู่ใต้ผืนดินหายไปจนหมดสิ้น ราวกับพวกมันหวาดกลัวแสงตะวันไม่ต่างไปจากผงเกลือ
หลินชางถอนหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอก ทรุดตัวลงนั่งพักบนพื้นดินด้วยความอ่อนล้าคั่งค้าง ค่ำคืนแรกในป่าต้องห้ามผ่านพ้นไปได้อย่างหวุดหวิดเฉียดความตาย
เขามองดูมือข้างขวาของตนเองที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย มันมิใช่ความหวาดกลัวหากแต่เป็อาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการต่อสู้ แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่เขารู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการทดสอบอันแท้จริง ยังเหลือค่ำคืนอันตรายอีกห้าคืนที่ต้องฟันฝ่า และแต่ละคืนย่อมไม่มีทางง่ายดายเช่นคืนนี้
เฟิงเสี่ยวนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจสั้นรัว "ข้ามิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอกับอสูรพืชดุร้ายเช่นนี้ั้แ่วันแรก... เ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกครั้งแล้ว หลินชาง"
"พวกเราช่วยกันเอาชีวิตรอด มิใช่ความดีความชอบของข้าแต่เพียงผู้เดียว" หลินชางตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง "หากเ้ามิได้ช่วยฟันเถาวัลย์เส้นนั้น ข้าเองก็คงโดนมันเล่นงานจากด้านหลังไปแล้วเช่นกัน"
ทั้งสองนั่งพักผ่อนรอจนกระทั่งแสงแดดส่องสว่างทั่วทั้งบริเวณ จึงลุกขึ้นจัดเก็บสัมภาระ หลินชางสังเกตเห็นรอยไหม้และรอยระคายเคืองเล็กน้อยจากพิษสีเขียวที่กระเซ็นใส่แขนยามต่อสู้ แม้จะแสบร้อนทว่าไม่รุนแรงถึงชีวิต เขาหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นจากลำธารมาประคบแผลไว้ก่อนจะออกเดินทางต่อ
"เถาวัลย์ปีศาจพวกนี้กำเนิดมาจากสิ่งใดกันแน่" หลินชางเอ่ยถามขึ้นขณะก้าวเดิน เขาสนใจที่มาของสิ่งที่เกือบจะคร่าชีวิตพวกเขาทั้งสอง
เฟิงเสี่ยวขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ "มีตำนานโบราณเล่าขานต่อกันมาว่า เดิมทีพวกมันเป็เพียงเถาวัลย์ธรรมดาที่งอกงามขึ้นบนซากศพของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ตกตายไปด้วยความอาฆาตแค้นในป่าแห่งนี้ พวกมันดูดซับหยาดเื ความเคียดแค้น และปราณเน่าเปื่อยมาเป็เวลานานนับร้อยปี จนกลายพันธุ์เป็อสูรร้ายในที่สุด ทว่านั่นก็เป็เพียงเื่เล่าขานหาข้อพิสูจน์มิได้"
ก่อนหน้าที่เถาวัลย์ปีศาจจะจู่โจมในคืนนั้น หลินชางได้เคยนั่งสมาธิสำรวจจุดตันเถียนของตนเองขณะที่เฟิงเสี่ยวหลับใหล ไออุ่นที่เคยเป็เพียงประกายไฟริบหรี่ บัดนี้ได้หมุนวนและขยายตัวกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมันได้รับการหล่อเลี้ยงและกระตุ้นจากความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดยามเผชิญหน้ากับความตาย
เขาััได้ถึงรอยร้าวบนผนึกเก้าดาราที่ค่อยๆ ปริขยายกว้างขึ้นทีละน้อย แม้จะยังห่างไกลจากการสลายผนึกโดยสมบูรณ์ ทว่าทิศทางการพัฒนาการของมันกลับเด่นชัดขึ้นทุกขณะ
'อีกไม่นานเกินรอ... พลังที่แท้จริงจะตื่นขึ้น' เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ ในใจก่อนที่เหตุการณ์ร้ายจะบังเกิดขึ้น
ในอีกฟากหนึ่งทางฝั่งทิศเหนือของป่าต้องห้าม มู่ปิงอวิ๋นก็เพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนอันยาวนานมาได้เช่นเดียวกัน ฝูงค้างคาวเืั์นับร้อยตัวพุ่งกรูออกจากถ้ำหินเหนือศีรษะของนางในยามดึก ปีกหนังสีดำสนิทของพวกมันกางกว้างบดบังแสงจันทร์จนบริเวณโดยรอบตกลงสู่ความมืดมิด
วี้ด!
ค้างคาวตัวแรกโฉบลงมาด้วยความเร็วสูง เขี้ยวแหลมยาวประกายวาววับ มู่ปิงอวิ๋นเอี้ยวตัวหลบอย่างงดงาม พร้อมกับตวัดดาบประจำตระกูลฟันเป็เส้นโค้งประกายหิมะ!
ฉัวะ!
ปีกหนังหนาหนักของค้างคาวร้ายถูกคมดาบตัดขาดกระเด็นในพริบตา!
ฝูงค้างคาวที่เหลือพากันโถมโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทางราวกับพายุหมุน มู่ปิงอวิ๋นสืบเท้าเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่ารำดาบอันพลิ้วไหว คมดาบในมือส่องสว่างสร้างปราการแสงประกายเงินรอบกายอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่วิชาดาบของนางสะบัดผ่าน ร่างของค้างคาวเืจะต้องร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!
เคร้ง! ฉัวะ! ฉัวะ!
หนึ่ง... สอง... สาม... นางมิได้เสียเวลาคาดเดาจำนวน ทว่าร่างของสัตว์อสูรที่กองสุมอยู่รอบกายกลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฝูงค้างคาวที่เหลือเริ่มเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าโฉบเข้าใกล้
วิชาดาบอันสูงส่งของนางสังหารค้างคาวเืไปมากกว่าสามสิบตัว ก่อนที่ฝูงสัตว์ร้ายส่วนใหญ่จะยอมถอยร่นบินลับหายไปในความมืดมิดของถ้ำหิน
นางยืนพักสายตาอยู่ครู่หนึ่ง นิ้วเรียวยาวลูบผ่านรอยข่วนเล็กๆ บนไหล่ซ้ายที่เกิดจากกรงเล็บอสูร ในใจของนางกลับแวบนึกถึงชายหนุ่มที่แยกย้ายไปเข้าป่าทางประตูฝั่งตะวันออกขึ้นมาอีกครั้งอย่างหักห้ามมิได้
"หากเขายังคงมีชีวิตอยู่ ป่านนี้ก็คงจะผ่านพ้นคืนแรกมาได้เช่นกันกระมัง..." นางพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนจะสะบัดคราบเืออกจากคมดาบแล้วออกเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก
มู่ปิงอวิ๋นมุ่งหน้าลึกล้ำเข้าไปในป่าฝั่งเหนืออย่างต่อเนื่อง ในฐานะทายาทสายหลักแห่งตระกูลมู่ นางตั้งเป้าหมายที่จะรวบรวมแก่นในอสูรชั้นสูงให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูล ทว่าในระหว่างการเดินทาง จิตใจของนางกลับสับสนเมื่อพบว่าตนเองมักจะนึกถึงหลินชางอยู่เสมอ
นางหยุดก้าวเท้าลงริมลำธารน้ำตกขนาดเล็ก วักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้าเพื่อเรียกสติ มองดูเงาสะท้อนของตนเองบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่แต่งงานกับชายผู้นั้น นางมิเคยใส่ใจหรือครุ่นคิดถึงเขามากถึงเพียงนี้มาก่อน ความรู้สึกประหลาดนี้ทำให้นางยากจะจำแนกได้ว่ามันคือความห่วงใยตามหน้าที่ของภรรยา หรือมีสิ่งใดที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้นซ่อนเร้นอยู่
"เหลวไหลสิ้นดี..." นางสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินต่อไปทันที ทว่าฝีเท้าของนางกลับมั่นคงและเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างน่าประหลาด
ยามอรุณรุ่งของวันที่สอง หลินชางและเฟิงเสี่ยวออกเดินทางต่อทันทีที่ฟื้นฟูกำลัง ทั้งสองมุ่งหน้าสำรวจพื้นที่ป่ารอบนอกเพื่อล่าอสูรระดับกลางและเก็บรวบรวมแก่นในเพิ่มเติม โดยพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะนำไปสู่บึงหมอกพิษกลางป่าตามคำบอกเล่า
หลินชางเปิดถุงเป้เพื่อตรวจสอบเสบียง อาหารแห้งและถุงบรรจุน้ำยังคงมีเพียงพอสำหรับประทังชีวิตได้อีกราวสี่ถึงห้าวัน เขาหยิบถุงผ้าใส่แก่นในขึ้นมานับ ผลึกแก่นในสีเงินวาวสองก้อนที่ได้มาจากหมาป่าเงาราตรีและอสูรตัวก่อนยังคงน้อยเกินกว่าจะใช้พิสูจน์ฝีมือในพิธี
ขณะกำลังเดินสำรวจหาแหล่งน้ำสะอาด ทั้งคู่ก็พบกับ "กวางป่าเจ็ดสี" ตัวหนึ่งกำลังก้มลงดื่มน้ำอยู่ริมบึงเล็กๆ เขากวางที่แตกกิ่งก้านสาขาของมันส่องแสงเรืองรองเป็สีสันแปลกตา บ่งบอกว่ามันเป็อสูรระดับต้นที่ไม่ดุร้ายมากนัก ทว่าแก่นในของมันก็ยังคงมีมูลค่า
หลินชางใช้ความเชี่ยวชาญด้านภูมิประเทศ หมุดตัวซุ่มซ่อนอยู่ในพงหญ้าสูงอย่างเงียบเชียบ รอคอยจนกระทั่งกวางป่าเยื้องก้าวเข้ามาในระยะโจมตี ก่อนจะทะยานตัวออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับฟันมีดทำครัวตัดผ่านลำคอของมันในจังหวะเดียว!
ฉัวะ!
ร่างของกวางป่าเจ็ดสีล้มลงกับพื้นโดยไร้การต่อสู้ยืดเยื้อ หลินชางจัดการผ่าอกเก็บแก่นในสีเงินเม็ดเล็กลงถุงผ้าอย่างชำนาญ
"วิชาของเ้าพัฒนาขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก!" เฟิงเสี่ยวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม ขณะเข้ามาช่วยทำความสะอาดคราบเื
่เวลาพักผ่อนยามกลางวัน เฟิงเสี่ยวได้เสนอตัวช่วยสั่งสอนท่วงท่าการใช้ศาสตราวุธและการฟันดาบพื้นฐานให้แก่หลินชาง แม้หลินชางจะไม่มีดาบยาวไว้ใช้งาน แต่หลักการลงน้ำหนัก การทรงตัว และการส่งแรงจากเอวสู่วงแขนก็สามารถปรับใช้กับมีดสั้นทำครัวได้เช่นเดียวกัน
"กำด้ามมีดให้ผ่อนคลายกว่านี้อีกนิด" เฟิงเสี่ยวช่วยปรับจับข้อมือของหลินชางอย่างใส่ใจ "แรงฟันอันทรงพลังมิได้เกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อแขนอย่างบ้าคลั่ง หากเกิดจากการส่งแรงเหวี่ยงอันราบรื่นมาจากฐานบั้นเอวและสะโพก"
หลินชางตั้งใจฝึกฝนตามคำแนะนำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เขาจะยังไม่อาจโคจรปราณเซียนออกมาใช้ร่วมด้วยได้ ทว่าการปรับเปลี่ยนท่วงท่าการต่อสู้ให้ถูกต้องตามหลักยุทธ์ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ระยะประชิดขึ้นอย่างมหาศาล
"เ้ามีความสามารถในการเรียนรู้ที่น่าทึ่งยิ่ง!" เฟิงเสี่ยวเอ่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ "หากเ้าสามารถเปิดเส้นชีพจรและโคจรปราณเซียนได้เมื่อใด ข้าเชื่อมั่นว่าเ้าจะต้องกลายเป็ยอดฝีมือที่สะท้านไปทั่วแคว้นอย่างแน่นอน"
หลินชางส่งยิ้มตอบรับเบาๆ มิได้เอ่ยถ้อยคำใด ในใจนึกถึงเมล็ดพันธุ์พฤกษา์ทั้งสามสิบหกเมล็ดที่กำลังรอคอยวันตื่นขึ้นภายในร่าง หากวันนั้นมาถึง คำพูดของเฟิงเสี่ยวย่อมมิใช่เื่เกินจริงอย่างแน่นอน
ทว่าในยามนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันแสนคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากพุ่มไม้ด้านหน้า
"ฮ่าๆๆ! นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็เขยขเยะไร้ค่านี่เอง!"
มู่เฉียนก้าวเท้าออกมาจากพุ่มไม้หนาพร้อมกับผู้คุ้มกันระดับสูงของตระกูลมู่อีกสามคน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความยโส สายตาจ้องจับจ้องไปที่ถุงผ้าใส่แก่นในข้างเอวของหลินชางทันที "ดูท่าเ้าจะโชคดีเก็บรวบรวมแก่นในมาได้ไม่น้อยเลยนี่ ทั้งที่คนอย่างเ้าไม่น่าจะมีปัญญาฆ่าอสูรได้แม้แต่ตัวเดียว"
"เ้า้าสิ่งใด" หลินชางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือขวาเลื่อนลงไปแตะด้ามมีดทำครัวเตรียมพร้อม
"มิได้มีสิ่งใดมากความ แค่อยากจะขอยืมแก่นในอสูรทั้งหมดในถุงนั่นมาใช้งานเสียหน่อย!" มู่เฉียนหัวเราะลั่นอย่างถือดี "คนพิการเช่นเ้าเก็บแก่นในไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ส่งมอบให้แก่ผู้ที่มีพร์นำไปสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลมิดีกว่ารึ!"
ผู้คุ้มกันทั้งสามคนขยับเท้าขยายกำลังล้อมล้อมหลินชางและเฟิงเสี่ยวไว้อย่างมีชั้นเชิง ผู้คุ้มกันคนหนึ่งยื่นมือหมายจะกระชากถุงผ้าข้างเอวของหลินชางอย่างถือดี
ฟึ่บ!
หลินชางเอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักมีดทำครัวออกมาถือกระชับในท่าเตรียมพร้อม "หากไม่อยากยื่นมือมาตัดทิ้ง ก็ลองเข้ามาแตะดู"
บรรยากาศรอบบริเวณตึงเครียดขึ้นมาทันตา ผู้คุ้มกันอีกสองคนเลื่อนมือไปแตะด้ามดาบข้างเอวเตรียมลุย
เฟิงเสี่ยวก้าวเท้าออกมายืนเผชิญหน้าเคียงข้างหลินชาง มือข้างซ้ายกำด้ามดาบหักไว้แน่น แม้แผลที่แขนขวาจะยังไม่หายดี "ตระกูลหงส์ทองของข้า มิเคยมีธรรมเนียมยืนดูสหายถูกปล้นชิงต่อหน้าต่อตา!"
มู่เฉียนหรี่ตาลงมองเฟิงเสี่ยว สีหน้าเริ่มเกิดความลังเลเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์หงส์ทองปักเด่นบนเสื้อคลุม แม้ตระกูลหงส์ทองจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าตระกูลมู่ ทว่าก็มีสายสัมพันธ์อันแ่าเสน่หาอยู่กับขุนนางในราชสำนัก การทำร้ายทายาทตระกูลหงส์ทองอาจนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งยาก
"เหม่! เหตุใดทายาทตระกูลหงส์ทองจึงต้องมาเกลือกกลั้วกับขยะชิ้นนี้ด้วย!" มู่เฉียนเอ่ยเสียงแข็ง ทว่าท่าทีเริ่มลังเลถอยหลัง
หลินชางฉวยโอกาสนี้เอ่ยขู่ซ้ำ "หากเ้ากล้าใช้กำลังปล้นชิงแก่นในของข้า เมื่อออกจากป่าแห่งนี้ ข้าจะนำเื่นี้ไปรายงานต่อคุณหนูใหญ่ มู่ปิงอวิ๋น ทันที โดยมีทายาทตระกูลหงส์ทองผู้นี้เป็พยาน... ผลลัพธ์ที่จะตามมา เ้าคงจะคาดเดาได้มิยากกระมัง"
มู่เฉียนกัดฟันแน่นด้วยความเคียดแค้น มันรู้ดีว่าหากมู่ปิงอวิ๋นรู้เื่นี้ มันย่อมถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง "ชิ! ฝากไว้ก่อนเถิด! วันนี้ข้ายังมีภารกิจสำคัญกว่าต้องไปจัดการ ไว้เจอกันใหม่ เขยขยะ!"
มันสะบัดหน้าส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มกันทั้งสามคนถอยร่น กลับเข้าสู่ป่าลึกไปด้วยความขัดเคืองใจ
มู่เฉียนเป็หลานชายของผู้าุโมู่เหอ มันถูกเลี้ยงดูมาด้วยความคาดหวังสูง ทว่ากลับมิอาจก้าวข้ามพร์อันโดดเด่นของมู่ปิงอวิ๋นได้ ความอิจฉาริษยาที่คั่งค้างในจิตใจส่งผลให้มันเกลียดชังทุกคนที่อาจเป็เสี้ยนหนาม โดยเฉพาะหลินชางที่เริ่มแสดงฝีมือผิดไปจากที่มันเคยดูแคลน
เฟิงเสี่ยวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก "โชคดีที่ตราตระกูลของข้ายังพอจะข่มขวัญพวกมันได้บ้าง"
"ขอบใจเ้ามาก" หลินชางเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ "หากไม่มีเ้าร่วมอยู่ด้วย เื่ราวคงมิอาจจบลงได้ง่ายดายเช่นนี้"
"พวกเราเป็พันธมิตรร่วมตายกันแล้วมิใช่หรือ" เฟิงเสี่ยวยิ้มรับ "การช่วยเหลือกันย่อมเป็เื่ที่สมควรทำ"
หลินชางมองตามทิศทางที่มู่เฉียนเดินลับสายตาไป ในใจครุ่นคิดอย่างหนัก มู่เฉียนเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น หากเจอกันครั้งหน้า มันย่อมไม่ยกพวกมาเพียงเท่านี้แน่
"พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น" หลินชางเอ่ยเตือน "มู่เฉียนมิใช่คนที่จะยอมรามือได้ง่ายๆ"
ทั้งสองเร่งรีบออกเดินทางต่อด้วยความระมัดระวังสูงสุด เส้นทางในวันที่สองพาทั้งสองผ่านสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย จากป่าโปร่งสู่หุบเขาหินสูงชันที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวชื้น สายน้ำตกขนาดเล็กส่งเสียงดังกังวาน ก่อนจะนำพาเข้าสู่เขตป่าไผ่หนาทึบที่แสงแดดไม่อาจส่องลอดลงถึงพื้นดิน
แซก... แซก...
เสียงเคลื่อนไหวประหลาดดังขึ้นจากเบื้องบนเรือนยอดไผ่ หลินชางเงยหน้าขึ้นมองทันที!
ใยแมงมุมสีขาวเทาหนาหนึบพันระโยงระยางอยู่ระหว่างลำต้นไผ่ตามทางเดินนับร้อยเส้น ใจกลางใยขนาดใหญ่นั้น ปรากฏร่างของแมงมุมแปดขาขนาดมหึมาเท่าล้อเกวียนห้อยหัวลงมา! พิษสีเหลืองอมเขียวหยดไหลออกจากเขี้ยวแหลมคมส่งเสียงหยดลงบนพื้นดินดัง ซู่... ซู่...
"นั่นมัน... แมงมุมพิษั์!" เฟิงเสี่ยวร้องเตือนระวังภัย "อย่าได้ให้ใยของมันััถูกตัวเป็อันขาด มิเช่นนั้นจะถูกพันธนาการจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้!"
ฟึ่บ!
แมงมุมั์ทิ้งตัวลงมาจากยอดไผ่ พร้อมกับพ่นสายใยพิษเหนียวเหนอะพุ่งตรงเข้าใส่ทั้งสองคน!
หลินชางะโหลบไปทางซ้าย เฟิงเสี่ยวทะยานออกทางขวา สายใยพิษพุ่งปะทะลงบนผืนดินแข็งจนติดแน่นหนึบไม่อาจแกะออกได้ง่าย
"ตอนนี้แหละ!" หลินชางะโบอก เขานำท่วงท่าการเหวี่ยงมีดที่เฟิงเสี่ยวเพิ่งสั่งสอนมาปรับใช้ทันที เขาย่อตัวผ่อนคลายข้อมือ วาดมีดทำครัวเป็เส้นโค้งตวัดเข้าแทงทะลุข้อต่อขาข้างหนึ่งของแมงมุมั์อย่างแม่นยำ!
ฉึก!
แมงมุมั์ส่งเสียงร้องแหลมสูงด้วยความเ็ป เฟิงเสี่ยวฉวยโอกาสที่มันเสียหลัก ะโขึ้นฟันดาบหักใส่ดวงตาข้างหนึ่งในแปดดวงของมันอย่างเด็ดขาด!
ฉัวะ! กรี๊ด!
แมงมุมพิษั์ดิ้นพราดด้วยความเ็ปสุดขีด มันสลัดตัวถอยร่นหนีไต่กลับขึ้นสู่ยอดไผ่สูงชันลับหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงชิ้นส่วนขาที่ขาดกระเด็นและหยดพิษบนพื้น
หลินชางหอบหายใจ มองดูขาแมงมุมที่ตกอยู่บนพื้น "นับว่าการฝึกฝนเมื่อกลางวันมิเสียเปล่า"
เฟิงเสี่ยวหัวเราะเบาๆ "นับว่าได้ใช้งานจริงรวดเร็วยิ่งนัก"
ทั้งคู่เดินทางต่อจนกระทั่งถึง่บ่ายแก่ๆ จู่ๆ หลินชางก็ชะงักฝีเท้าลง จมูกของเขาััได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่ลอยมาตามลม
มันเป็กลิ่นหมอกพิษเน่าเปื่อยเจือจาง แม้ตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่จะยังห่างไกลจากบึงหมอกพิษกลางป่าก็ตาม
"พวกเราเดินออกนอกเส้นทางเข้ามาใกล้บึงหมอกพิษเกินไปหรือไม่" หลินชางเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล สายตากวาดมองไปทางทิศเหนือ
เฟิงเสี่ยวหน้าซีดลงทันใด "หากเป็เช่นนั้นจริง พวกเราต้องรีบถอยกลับเดี๋ยวนี้! งูพันปล้องอาจจะขยายขอบเขตล่าเหยื่อออกมาไกลกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้..."
โฮก...
เสียงคำรามต่ำทุ้มสั่นะเืดังมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า แรงสั่นะเืส่งผลให้กิ่งไผ่รอบตัวสั่นไหวอย่างรุนแรง
ท่ามกลางหมอกพิษสีม่วงอมเทาที่ลอยคลุมอยู่อีกด้านหนึ่ง ปรากฏเงาร่างมหึมาที่มีเกล็ดเรียงตัวเป็ประกายสะท้อนแสงเลื้อยผ่านพุ่มไม้อย่างเชื่องช้า ลำตัวของมันหนาใหญ่พอๆ กับต้นไม้โบราณสามคนโอบ ความยาวของมันลึกล้ำจนไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุด
เกล็ดของมันสะท้อนแสงแดดยามเย็นเป็ประกายสีรุ้งงามแปลกตา ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย หมอกพิษสีม่วงที่พวยพุ่งออกมาตามจังหวะการหายใจของมันส่งผลให้ต้นไม้และพืชพันธุ์รอบข้างเหี่ยวเฉาและกลายเป็สีดำในพริบตาเดียว!
หลินชางและเฟิงเสี่ยวสบตากันด้วยความหวาดหวั่น ทั้งสองค่อยๆ สืบเท้าถอยหลังกลับไปทางเดิมอย่างช้าๆ มิกล้าส่งเสียงหรือเคลื่อนไหวรุนแรง
หลินชางกำด้ามมีดแน่น สั่งการผ่านสายตา "ถอยกลับทางเดิมอย่างเงียบเชียบที่สุด อสูรระดับนั้นสามารถรับรู้แรงสั่นะเืบนผืนดินได้อย่างว่องไว"
เฟิงเสี่ยวผยักหน้ารับคำ ทั้งสองค่อยๆ ย่องถอยหลังทีละก้าวอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งทิ้งระยะห่างออกมาได้มากพอ จึงหันหลังวิ่งกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมอย่างสุดกำลัง ทิ้งบึงหมอกพิษและเงาร่างของงูพันปล้องไว้เื้ั มิคิดที่จะเหลียวหลังกลับไปมองอีกเป็อันขาด