╔.★.═════════╗
บทที่ ๗
╚═════════.★.╝
ฉันไม่รู้หรอกว่าไฟราคะดับมอดตอนไหน รู้เพียงร่างกายปวดไปหมด แถมตามตัวมีแต่กุหลาบสีแดงผุดทั่ว
ไม่คิดเลยว่าจางเฟิงจะอึดขนาดนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเสร็จตอนไหน รู้แค่ฉันพยายามตอบสนองเขาอยู่หลายชั่วโมงจนสลบไป ทว่าก็แน่ใจว่าเขาเสร็จแน่นอน ทำไมน่ะเหรอ
เพราะเข้าใส่เสื้อผ้า หวีผมดูแล อุ้มมานอนเสร็จสรรพเว้นแต่เอาน้ำมหาศาลของเขาออกไปน่ะสิ!
“จางเฟิง เ้ากระทิงดุ” มองค้อนคนที่หันหลังทำอาหารเช้าให้อยู่
ไม่คิดเลยว่าจักรพรรดินีทรราชจะมีวันนั่งข้างทางที่หันไปทางไหนก็มีแต่ป่า แถมต้องมานั่งขมิบส่วนนั้นรออาหารไม่ให้อะไรต่อมิอะไรไหลลงไปเปื้อนกางเกง
กองไฟกองน้อยกำลังทำความร้อน อาหารในหม้อเดือดปุด
“อาเวี่ย เ้าอยากได้อะไรเพิ่มหรือไม่”
ถึงบอกไปสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็หาไม่ได้อยู่ดี ฉันส่ายหัวพัลวัน มือหนาๆที่ส่งอาหารให้ฉันเสร็จก็ขึ้นมาวางแหมะบนหัวเหมือนลูบเด็ก จมูกคมก็ฝั่งลงมาที่แก้ม
“แต่ข้าอยากได้เ้า”
ฉ่า!
ฉันเสหน้าไปมองดินมองหญ้า ใบหน้ามันร้อนผ่าวๆ ไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่เขินไม่อายบ้าง ถึงแถวนี้จะไม่มีใคร แต่ถ้าหัวใจทำงานหนักจะวายตายเอานะ
“คนบ้า” บ่นให้เ้าตัวได้ยิน ถึงเขาได้ยินแล้วจะเอาแต่ยิ้มเหมือนคนบ้าจริงๆก็เถอะ
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
ผ่านไปหลายวัน ในที่สุดจักรพรรดินีทรราชก็กลับสู่พระราชวัง สถานที่ที่ร่างนี้จะมีอำนาจมากที่สุด
พอเหล่านางใน ขันทีและพวกขุนนางเห็นจางเฟิงในรูปแบบของคุณชายคนหนึ่ง ผู้คนก็พากันอึ้งเป็แถวๆ
และยิ่งอึ้งเมื่อหัวหน้านางกำนัลทั้งหอมแก้มทั้งคลอเคลียฉันอยู่ในท้องพระโรง
เหตุเกิดจากฉันอยากนั่งตักเขาว่าราชการนั่นแหละ
“องค์จักรพรรดินีเวี่ย ทรงอธิบายหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เื่แค่นี้พวกเ้ามองไม่ออกหรือ จางเฟิงเป็
ผู้ชาย” ตอบออกไปแบบสบายๆเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่
“!!!”
“เขาเป็บุตรของแม่ทัพจางเสวียผู้หายสาบสูญ”
ภายในห้องปกคลุมไปด้วยเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ทันที เวลาผ่านไปหลายนาที ทว่าเสียงพูดคุยกันอย่างไม่เป็ภาษายังคงไม่มีวี่แววจะลดลง
“ให้หม่อมฉันจัดการให้ดีรึไม่เพคะ” เ้าของตักนุ่มเอ่ยหยอกเย้าให้ได้ยินกันเพียงสองคน
พอฉันพยักหน้ารับ เขาก็เอาดาบทหารที่พกติดตัวมา ปาลงไปปักกลางพื้นจนวงเม้าท์แตก
บางคนมีทีท่าต่อต้าน บางคนมีทีท่ายอมรับเื่เช่นนี้ราวกับต่อให้เผยว่าเขาเป็องค์ชายก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
“ข้าจะแต่งตั้งเขาในฐานะสวามี”
“สวามี! แปลว่าบุคคลผู้นี้จะขึ้นเป็องค์จักรพรรดิหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกต้อง” ขุนนางต่างยังไม่พอใจมองหน้ากันไปมา คนที่เคยใจเย็นเปลี่ยนสีตามคนอื่นอย่างกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี
“กระหม่อมขอคัดค้าน!/กระหม่อมด้วย!/กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เงียบนะ!!!” ตวาดเสียงดัง ไม่สิ ถ้าจะให้เนียนต้องลุกขึ้นทุบโต๊ะด้วย
ไวเท่าความคิดยังลุกขึ้นไม่ทันได้ทรงตัวก็โดนดึงกลับลงไปนั่ง พร้อมทั้งเสียงทุบโต๊ะที่น่าจะดังกว่าฉันทุบเองเสียอีก
“เดี๋ยวเจ็บมือ”
“น่ารักที่สุด”
ไม่คิดว่ามีคนรักมันจะดีขนาดนี้ รู้งี้มีไปนานแล้ว
“สวามีของข้ามิใช่สวามีของผู้อื่น ใครกล้า!!”
พวกขุนนางพากันลงไปนั่งก้มหัวติดพื้นยอมแพ้ บางคนเก็บทรงไม่อยู่ถึงขนาดตัวสั่นระริก
ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าพวกเขากังวลกันเื่อะไร มันจะมีอะไรอีกถ้าไม่ใช่เื่ฐานะที่เหมาะสม แต่ฉันไม่สน
ฉันจะแต่งกับจางเฟิงเท่านั้น คนอื่นไม่เอา!
ในท้องพระโรงเงียบได้ไม่นาน คลื่นเสียงก็ลอยมา
“ข้า!” สิ้นเสียงปริศนา ชายที่น่าจะกำลังรับกรรมอยู่ในปรโลกก็ก้าวเข้ามาอย่างไม่ยำเกรง
ในเสี้ยววินาทีม่านหมอกปริศนาก็เข้าปกคลุมพื้นที่จนขาวโพลน ดีที่ฉันอยู่ไกลสุดเลยปิดจมูกได้ทันเฉียดฉิว
เสี้ยววินาทีที่ความกังวลเกิดขึ้นราวติดกับดัก ฉันทำได้เพียงผลักไสคนรักให้ใช้จังหวะนี้หนีไป
“จะอยู่ทั้งคู่ไม่ได้” พูดแค่นั้น จางเฟิงก็เข้าใจ
“แค่กๆ องค์ชายหูต้า เ้าคิดจะทำอะไร” ฉันเพ่งมองชายชุดเขียวที่เปลี่ยนไปใส่ชุดดำยืนยกยิ้มพอใจอยู่กลางโถง
หลังม่านควันจางหาย ขุนนางและทหารมากมายต่างนอนตายกันอยู่บนพื้น
“เ้าฆ่าพวกเขา!”
“จุ๊ๆๆ มิมีผู้ใดโเี้เท่าพระองค์หรอก!” เสียงผู้มาใหม่เดินเข้ามาอย่างองอาจ เขามีผิวขาวสวมชุดสีกรมท่า ดูเหมือนจะเป็คุณชายร่ำรวยจากตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
“เ้าเป็ใคร”
“ฮ่าๆๆ นั่นสิ พระองค์คงจำกระหม่อมมิได้ เพราะชายที่ถูกพามาที่นี่ให้พระองค์ย่ำยีศักดิ์ศรีหาความสำราญมีมากมาย แต่พระองค์น่าจะเห็นข้าบ้างสิ กระหม่อม ‘เมิ่งเตี้ยน’ มาขอเข้าเฝ้าพระองค์แทบทุกวันเชียว แม้ผู้อื่นจะทิ้งพระองค์ แต่กระหม่อมมิใช่”
“พวกเ้าสองคนร่วมมือกันก่อฏ สังหารผู้บริสุทธิ์”
“ฮ่าๆๆ ข้าบอกแล้วไงว่ามิได้ฆ่า”
“แค่หลับไปเท่านั้น” หูต้าเสริมรับ
“เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแล้ว!” สิ้นคำทหารที่เข้าร่วมกับฝั่งฏก็พากันกรูเข้ามาล้อมฉันไว้ด้วยดาบ
ชะตาของเวี่ยิที่ฉันพยายามเปลี่ยนมัน ทำไมถึงยังมีกลุ่มฏเหมือนในประวัติศาสตร์ได้อีกล่ะ
มีจุดไหนที่มองข้ามไปจนเป็แบบนี้นะ นายบำเรอถูกปล่อยไปแล้วกับองค์ชายต่างแดน…
หรือนายบำเรอที่ปรนนิบัติเวี่ยิจนตายคาเตียงคือ เมิ่งเตี้ยน!
“หยุดนะ!! บังอาจนัก!!”
“จางเฟิง อย่าเข้ามา” หากมาเวลานี้ก็เท่ากับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
“จางเฟิง หนีไป!”
จางเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งเดินมาทางหน้าประตู ลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเื่ร้ายพลันตีตื้นขึ้นมาจนใจสั่น
ฟิ้ว ฟิว ฟิ้ว ฉึก ฉึก ฉึก
ทันใดนั้น พลธนูที่ซุ่มอยู่ก็ยิงไปทางทหารสมทบ เหล่าผู้กล้าพากันล้มตายลงหน้าประตู
จางเฟิงเองก็ถูกธนูหนึ่งดอกปักที่หลัง ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจฉันปวดหน่วงราวกับถูกใครกำไว้แน่น
“จางเฟิง!!”
“ลากตัวลงมา!” คำสั่งของหูต้าดั่งประกาศิต ให้ฉันถูกจับล็อกแขนไขว้หลังผลักไปตรงหน้าจางเฟิงที่ยืนเข่าอยู่
ร่างทั้งร่างไม่อาจขัดขืน ฉันมองคนรักอย่างรู้สึกผิด
เวลานี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองทั้งโง่ทั้งไร้ค่า ทั้งการเจรจาทั้งแผนรับมือฏ ฉันทำไม่เป็สักอย่าง
ลูกธนูที่ปักขาสั่นเล็กน้อย มือหนาดึงมันทิ้ง
หูต้าที่เป็ถึงองค์ชายทำตัวเป็ทหารเข้าไปล็อกจางเฟิงไม่ให้ขยับ จางเฟิงได้แต่มองอาฆาต ขณะที่เมิ่งเตี้ยนหยิบยาสีชมพูใสออกมาจากกระเป๋า กรอกมันลงคอหูต้าไปอย่างมิอาจขัดขืน
เลว!
“พวกเ้าทำอะไร อย่ายุ่งกับเขานะ”
“หึๆ องค์จักรพรรดินีเวี่ยิกำลังออกคำสั่งหรือนี่ แต่แย่หน่อยนะพ่ะย่ะค่ะที่กระหม่อมไม่อยากทำ” เมิ่งเตี้ยนยิ้มเยาะ ดูทั้งสะใจและสนุก
“พวกเ้า้าอะไร มาลงที่ข้าไม่เกี่ยวกับเขา”
พอคำพูดยอมจำนนออกจากปาก ทั้งหูต้าและเมิ่งเตี้ยนต่างก็มองมาด้วยสายตาสนอกสนใจ
“ยกบัลลังก์ให้ข้าแล้วให้นางสนมแบบพระองค์ย้ายไปอยู่ตำหนักเย็นเป็อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”