12 1-2
บทที่23 เพื่อนรักหักเหี่ยมโหด
“อู้ว้าว! มีแต่ของน่าอร่อยเต็มไปหมดเลย!!”
“เสี่ยวอวี่จ๊ะ ทั้งหมดเป็เพราะเธอเลย ขอบคุณมากจริงๆนะจ๊ะ!”
ภายในห้องนอน หลินเสี่ยวเย่จ้องมองอาหารเลิศหรูมากมายตรงหน้า และถึงกับต้องร้องลั่นออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
หลินเสี่ยวอวี่ไม่รอช้า รีบหยิบซาลาเปาไส้หมูลูกโตสองลูกขึ้นมายัดใส่ปากของพี่สาวทั้งสองโดยเร็ว
“รีบกินตอนที่ยังร้อนๆเถอะค่ะ เย็นแล้วเดี๋ยวจะไม่อร่อยเอา”
จางอวิ๋นม่านที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน เฝ้ามองดูลูกสาวทั้งสามคน ที่ต่างก็หยอกเย้ากันไปมาด้วยความสนุกสนาน ภาพนี้พลอยทำให้เธอเผลอยิ้มหวานออกมาโดยไม่รู้ตัว
“แม่คะ ่บ่ายวันนี้ป้าฟ่งเหลียนแวะมาหาด้วยค่ะ พอรู้ว่าแม่ไม่อยู่บ้านก็เลยบอกว่า พรุ่งนี้จะแวะมาหาใหม่”
ระหว่างกัดแป้งซาลาเปาสีขาวนุ่มฟูพร้อมกับมันหมูแตกซ่านเต็มปาก หลินเสี่ยวจือก็ร้องบอกในเื่ที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้
“ฟ่งเหลียนงั้นเหรอ?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อฟ่งเหลียนนี้ จางอวิ๋นม่านก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นกลางใจในบัดดล นับั้แ่แต่งเข้าบ้านสกุลหลินในหมู่บ้านหงซิงมา หวางฟ่งเหลียนนับเป็เพื่อนคนแรกของเธอเลยก็ว่าได้ และเธอมักจะเป็คนแรกที่ยื่นมือช่วยเหลือกันเสมอ ในยามที่เธอถูกคนสกุลหลินรุมข่มเหงรังแก
ถึงขั้นกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า นอกเหนือจากลูกสาวทั้งสามคนแล้ว ก็มีแต่หวางฟ่งเหลียนนี่แหละที่เป็เพื่อนที่เธอไว้วางใจมากที่สุด!
ขณะที่จางอวิ๋นม่านกำลังรำลึกถึงคุณงามความดีของหวางฟ่งเหลียนผู้เคยมีน้ำใจต่อกันอยู่นั้น กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเสียงความคิดของหลินเสี่ยวอวี่ ที่พลันดังแทรกสวนขึ้นด้วยความโมโหเดือดดาล!
[หวางฟ่งเหลียน? นังผู้หญิงตอแหลนั่นน่ะเหรอ? มันไม่ใช่คนดีอะไรเลย แม่ไม่น่าไปสนิทสนมกับคนแบบนั้นเลยจริงๆ!]
[นังผู้หญิงคนนี้เ้าเล่ห์แล้วก็ร้ายลึกซะยิ่งกว่าอะไรดี เพราะนังหวางฟ่งเหลียนมันแอบชอบไอ้พ่อเฮงซวยนั่นมาตลอด จุดประสงค์ที่มันพยายามเข้าหาแม่ ก็เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับไอ้พ่อเฮงซวยนั่นยังไงล่ะ!]
[นี่ถ้าไม่ใช่เพราะนังเ้าเล่ห์นี่คอยใส่ไฟเป่าหูพ่อทุกวัน แม่คงจะไม่ถูกไอ้พ่อเฮงซวยนั่นล้างสมอง จนอยากมีลูกเพิ่มอีกคนแน่นอน!”
[คอยดูนะถ้าได้เจอกันครั้งหน้า ฉันจะด่าแกให้หูชา เอาให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย!!]
ทันทีที่ได้ล่วงรู้ความจริงอีกด้าน จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับมือไม้สั่นจนไม่อาจควบคุม
หวางฟ่งเหลียนแอบชอบหลินเจียงมาตลอดงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...การที่อีกฝ่ายมาตีสนิทขอเป็เพื่อนกับเธอ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะมาสืบเื่ราวของสามีเธองั้นเหรอ?
เมื่อได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างผ่านความคิดของลูกสาวตัวน้อย จางอวิ๋นม่านก็อดสมเพชและนึกขันในความโง่งมของตัวเองไม่ได้
ตลกสิ้นดี! นี่น่ะเหรอ...ชีวิตของฉัน!!
จางอวิ๋นม่านััได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ปรากฏว่าเส้นทางชีวิตครึ่งแรกที่ดำเนินมา เธอใช้มันอย่างสูญเปล่าสิ้นดี มองคนรอบตัวไม่ออกเลยแม้แต่คนเดียว!
แน่นอน หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่เองย่อมต้องได้ยินเสียงความคิดของน้องสาวคนเล็กเช่นกัน ซาลาเปาไส้หมูที่กำลังขบเคี้ยวอยู่ในปากอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆทั้งคู่ก็พลันหยุดชะงักไม่ลงมือกินต่อ แล้วพร้อมกันส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยให้กับแม่ของตน
“อ้าว? พี่ใหญ่ พี่รอง ทำไมไม่กินกันต่อแล้วล่ะ? ออกจะอร่อย!”
หลินเสี่ยวอวี่ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พยายามเร่งเร้าให้พี่สาวทั้งสองรีบๆกินต่อ
จางอวิ๋นม่านโบกมือปัดไปมาเล็กน้อย พยายามสื่อแสดงให้ลูกสาวทั้งสามเห็นว่าเธอไม่ได้เป็อะไร
“กินต่อเถอะจ้ะ แม่แค่รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวนิดหน่อย แม่ขอตัวไปนอนพักสักหน่อยนะจ๊ะ”
..…
คล้อยหลังงีบหลับไปได้พักใหญ่ จางอวิ๋นม่านก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และได้พบเห็นสามสาวนอนกระจุกกันกลับหัวกลับหาง อยู่ในท่าที่ไม่สู้จะเป็ระเบียบเท่าใดนัก แต่ไม่รู้เพราะอะไร ภาพฉากนี้กลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างมากเกินจะบรรยาย
ตื่นขึ้นมาครั้งนี้ จางอวิ๋นม่านรู้สึกราวกับบางสิ่งบางอย่างภายในใจ ได้ถูกคลายพันธนาการปลดออกโดยสมบูรณ์
จริงสินะ กระทั่งสามีที่อยู่กินมาด้วยกันเป็สิบปียังนอกใจเธอไปมีผู้หญิงอื่นได้ แล้วนับประสาอะไรกับเพื่อนที่ดูคล้ายจะจริงใจคนหนึ่ง? ในเมื่อเป็แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ คงต้องค่อยๆคลี่คลายไปทีละเื่!
จางอวิ๋นม่านก้มลงหอมแก้มลูกสาวทั้งสามด้วยความเอ็นดูรักใคร่ ก่อนจะลุกย่องออกไปจากห้องอย่างเงียบงัน
เธอหยิบกะละมังใบหนึ่งขึ้นมา ตั้งใจจะไปที่แม่น้ำเพื่อซักผ้าสกปรกที่กองไว้หลายวันแล้วให้สะอาด
ที่ริมแม่น้ำข้างหมู่บ้าน หลังจากลงมือซักเสื้อผ้าได้ไม่นานนัก จางอวิ๋นม่านก็พลันได้ยินสุ้มเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง น้ำเสียงออกจะตื่นเต้นดีใจไม่น้อย
“อวิ๋นม่าน! ที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง?”
“วันนี้ฉันแวะไปหาเธอที่บ้าน แต่เสี่ยวจือบอกว่าเธอออกไปข้างนอก”
“เธอไม่เป็อะไรมากใช่มั้ยจ๊ะ? เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ ฉันกลับไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยปกป้องเธอ...”
จางอวิ๋นม่านเหลียวหลังมองไปทางต้นเสียง พบปรากฏเป็หวางฟ่งเหลียนที่กำลังยืนโบกไม้โบกมืออยู่ตรงนั้น
แตกต่างไปจากรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นของจางอวิ๋นม่าน ที่ทั้งสะสวยและดูอ่อนหวานกว่า หวางฟ่งเหลียนเป็ผู้หญิงตัวสูง ใบหน้าแม้จะไม่ได้น่าเกลียดอะไร แต่ก็ค่อนข้างธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น สิ่งเดียวที่ชวนให้สะดุดตาที่สุดคงจะหนีไม่พ้น ลูกั์ตาสีดอกท้อคู่นั้นของเธอ ยิ่งในยามที่สะท้อนแสงหรือใครตั้งใจสบมอง จะเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ชวนให้หลงใหลเป็พิเศษเลยทีเดียว
“อ้าว? ฟ่งเหลียนเองเหรอจ๊ะ? เธอก็มาซักผ้าเหมือนกันเหรอ? ่นี้ที่บ้านมีเื่ก็เลยยุ่งๆนิดหน่อยน่ะ ขอโทษที่ทำให้เธอต้องเป็ห่วงนะจ๊ะ”
จางอวิ๋นม่านแสร้งปั้นยิ้มเปล่งน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับเป็มิตรตอบกลับไป
“ทั้งๆที่เสี่ยวอวี่เพิ่งพบเจอเื่ะเืใจมาแท้ๆ แต่หลินเจียงกลับไม่คอยอยู่เคียงข้างปกป้องพวกเธอเลย เฮ้อ~ พวกผู้ชายนี่เชื่อไม่ได้สักคน!”
หวางฟ่งเหลียนพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่คล้ายไม่ขอทน
แววตาเฉียบคมเป็ประกายประดุจใบมีดของจางอวิ๋นม่านฉายจรัสขึ้นวูบหนึ่ง เธออดที่จะเย้ยหยันตัวเองในใจไม่ได้ ‘เมื่อก่อนฉันมองไม่ออกได้ยังไงกันนะ? ไม่ว่าหวางฟ่งเหลียนจะพูดเื่อะไร ก็มักจะมีชื่อหลินเจียงเข้ามาพัวพันด้วยเสมอๆ!’
“หลินเจียงมีธุระที่โรงงานน่ะจ้ะ ก็เลยต้องรีบกลับไปก่อน แต่นี่เราสองคนก็เพิ่งจับเข่าพูดคุยกันไป เขาบอกว่าจะจัดการปัญหาทุกอย่างเอง แล้วยังบอกฉันไม่ต้องกังวลด้วย เห็นเงียบๆแบบนั้น เขาเป็สุภาพบุรุษมากเลยนะจ๊ะ”
พูดไปจางอวิ๋นม่านก็แสร้งทำท่าทีขวยเขินไปด้วย แก้มทั้งสองแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกับประโยคท่อนสุดท้าย เธอเน้นชัดด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำเป็พิเศษ ให้ดูเสมือนว่าเธอกับเขาต่างก็รักใคร่กลมเกลียวกันมาก ทั้งหมดหวังเพื่อหยั่งเชิงคนตรงหน้านั่นเอง