องค์ชายรองดวงตาแวววาว จับจ้องเอาคำตอบจากองค์รัชทายาทด้วยสายตาใคร่รู้
“เจ้าอยากรู้ไปทำไม” องค์รัชทายาทใช้ขวดยา เขกไปที่ศีรษะองค์ชายรองหนึ่งครั้ง หลังจากเห็นสายตาทะเล้นคู่นั้น
“ข้าเจ็บนะ” เจิ้งหลี่ใช้มือขยี้รอยแผลเพื่อบรรเทาความเจ็บ
“ความจริงแล้ว ข้าให้นางติดตามไปด้วยระหว่างหาท่านผู้เฒ่าหานตง หากแต่นางได้รับอันตรายอยู่บ่อย ๆ เพราะความซนของนาง ข้าจึงจำเป็นต้องตุนยาพวกนี้ไว้ แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องให้เจ้าเก็บความลับนี้ จะมีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้นที่รู้” องค์รัชทายาทพูดระหว่างหยิบยาหลายขวดเข้ามาเก็บไว้ในซอกเสื้อ เจิ้งหลี่สังเกตเห็นแววตาขององค์รัชทายาทที่แปรเปลี่ยนไป ระหว่างพูดถึงแม่นางปริศนาผู้นั้น ดวงตาเป็นประกายวาววับแสนอบอุ่น มันมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
“นับจากเด็กจนโต ข้ามิเคยเห็นท่านสนใจหญิงใด เท่านี้มาก่อน” เจิ้งหลี่เดินมาดักหน้า แล้วสบตาองค์รัชทายาทอย่างตั้งมั่น
“นางแค่ไร้ที่พึ่ง มิอาจเป็นอื่นได้ เจ้าไม่ต้องจับผิดข้าเยี่ยงนั้น” เจิ้งหลี่พยักหน้าแล้วเดินหลบไปด้านหลัง พลางพินิจมององค์รัชทายาทที่กำลังเก็บขวดยาไปจนหมด อย่างเงียบ ๆ
“บอกหมอหลวงด้วย ว่าให้ปรุงยาชนิดนี้เพิ่มอีกหลายๆ ขวด”
“เท่านี้ยังไม่พออีกเหรอพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งหลี่เน้นเสียงถามอย่างฉงนใจ เท่าที่องค์รัชทายาทหยิบไปนั้น สามารถรักษาผู้ป่วยได้หลายคนทีเดียว คิ้วเข้มขมวดชนกันมองตามขวดยาสุดท้าย ที่องค์รัชทายาทสอดใส่ซอกเสื้อ
“ทำตามที่ข้าบอก และฝากกดูแลท่านพ่อด้วย” ก่อนพลังเวทขั้นเจ็ดวูบขึ้น พร้อมรอยยิ้มขององค์รัชทายาทส่งให้กำลังใจองค์ชายรองเป็นครั้งสุดท้าย
“องค์รัชทายาทเดี๋ยวก่อน” ไม่ทันที่จะกล่าวอันใดออกมา ร่างขององค์รัชทายาทก็หายวับไป เหลือเพียงความว่างเปล่าตรงหน้า เจิ้งหลี่หลุบตาต่ำลงแล้วหันวรกายเดินออกจากห้องเก็บยา
กระท่อมริมแม่น้ำใหญ่นอกกำแพงเมืองจ้านหลิว องค์รัชทายาทวูบกลับมาด้วยพลังเวท เห็นร่างบางนอนทอดกายไม่ได้สติอย่างอ่อนแรงเพราะพิษของบาดแผลเล่นงาน เขารีบเดินเข้ามาตรวจดูอาการทันที พลันหยิบยาออกมาแล้วทาให้อย่างเบามือ สายพระเนตรเลื่อนขึ้นมองใบหน้าอ่อนหวานที่กำลังหลับใหล ถึงตอนนี้ความกังวลที่อยู่ภายในค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับปกติ ก่อนปล่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“เหตุใดพระอาการขององค์ชายาไม่ดีขึ้นเล่าหมอหลวง” พระพักตร์ของราชาแห่งแคว้นจ้านหลิว ตรัสถามด้วยความเป็นห่วง หลายเดือนมานี้อาการของซูลี่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น บ่าวไพร่ในวังหลวง วิ่งวุ่นสับเปลี่ยนดูแลองค์พระชายาอย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย
“อาการตรอมใจรักษายาก อยู่ที่พระทัยของพระชายาเพียงเท่านั้น หากแต่วันนี้อาการขององค์ชายาดูทรุดกว่าทุกวัน” หมอหลวงสูงอายุหันมา แล้วค้อมตัวลงกล่าวทูลด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง หลังจากถวายการรักษาเสร็จ
“ทรุดกว่าทุกวัน และไม่มีทางรักษาได้เลยเช่นนั้นฤา” หมอหลวงส่ายศีรษะ พลางขยับกายให้ห่างจากชายา ปล่อยให้พระราชาเข้าไปนั่งด้านข้างอย่างใกล้ชิด ดวงตาคมมองตรงไปยังชายาอันเป็นที่รัก ในตอนนี้นางซูบผอมไม่เหลือเคล้าโครงเดิมที่สวยงามอีกต่อไป หากแต่ไม่ทำให้ความรัก ที่องค์ราชามีคลายลงแม้แต่น้อย
“ซูลี่ ข้าให้ทหารออกตามหาซูเจินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าต้องเข้มแข็ง จะได้หายโดยเร็ว” พระราชาวาดมือจับใบหน้าของชายาด้วยความหวัง หากแต่สีหน้าซีดเซียว อีกทั้งร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงกำลังบ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที
“ใจข้าสู้เพื่อรอวันเห็นหน้าลูก หากแต่ร่างกายข้าคล้ายจะไม่ไหว”
“เจ้าอย่าคิดอะไรอีก ทั้งหมดข้าจะเร่งตามตัวซูเจินมาพบเจ้าโดยเร็วที่สุด” ซูลี่พยักหน้ายิ้มตอบ ก่อนหมอหลวงจะยกยาถ้วยสุดท้ายส่งให้พระราชา
“กินยาก่อนอาหารเสียหน่อยนะ” พระราชาหยิบถ้วยยาจากหมอหลวง แล้วบรรจงป้อนด้วยพระหัตถ์ตัวเอง
“รีรออันใด เอาอาหารเข้าไปให้ท่านแม่สิ” ซือซิงสะดุ้งตัวโหยง หลังจากแอบฟังได้เพียงครู่เดียว นางหันขวับกลับมาพบกับราชธิดาซูเจียวที่กำลังยืนกอดอกมองเข้าไปภายในตำหนัก สายตาอันเลือดเย็นทำให้ซือซิงขนลุกไปทั่วร่าง นางเริ่มหวาดหวั่นกับซูเจียวมากขึ้นทุกวัน
“เอาอาหารเข้าไปให้ท่านแม่ ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นรึ”
“ดะ ได้ยินเพคะ” ซือซิงตอบรับโดยกระวีกระวาดถือถาดกระยาหารเข้าไป