ในตอนเช้าสื่อทุกสำนักต่างลงข่าวใหญ่ นายภาคิน เจ้าของคลับชื่อดัง ไวท์เฮ้าส์ ลูกชายรัฐมนตรีธนิศ ตายในกองเพลิงอยู่ชั้นใต้ดิน และยังพบศพที่เป็นชาวต่างชาติ หลังจากตรวจดูหลักฐานบัตรประจำตัวที่ถูกเผาไหม้ไฟไม่หมด เป็นมิสเตอร์ คาร์ตันที่เป็น เอเย่นต์ค้ายาที่ตำรวจสากลต้องการตัวมากที่สุด แต่ที่น่าตกตะลึง ทางตำรวจได้พบกับยาบลูไอส์ตัวใหม่ล่าสุดที่ไม่ได้ถูกไฟไหม้ไฟเป็นจำนวนมากถึงเกือบ ห้าร้อยกิโล ซึ่งนับว่า มีปริมาณมากที่สุดตั้งแต่เคยจับกุมมา
ตำรวจได้ทำการอายัดทรัพย์สินของ นายภาคินเอาไว้ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของเขา โดยที่รัฐมนตรีธนิศ ยืนยันว่า ลูกชายเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกตั้งข้อหาโดยไม่เป็นธรรมและจะใช้ตำแหน่งกรรมาธิการกรมตำรวจ เรียกตำรวจชุดนี้มาอธิบายต่อคณะกรรมาธิการในรัฐสภาในเร็ววันนี้ แล้วยังมีข่าวเล็กๆ ที่สื่อบางช่อง รายงานเป็นข่าวสั้นๆ พบศพชายนิรนาม นอนตายข้างกองขยะ คาดว่าเป็นการหักหลังกันของพวกค้ายา โดยในตัวศพผู้ตายมียาไอส์ติดตัวอยู่ สองถุง
ขจรนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร กับท่านชายและถิงถิง โดยที่ถิงถิง กำลังนั่งกินอาหาร ติดกับท่านชาย โดยท่านชายสอนให้ใช้ช้อนตักอาหารกินด้วยตัวเอง ไม่ได้สนใจข่าวที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
“ ผมจะขึ้นเหนือไปที่ดอยตุง สักสองสามววันนะครับ”
“ อืม ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันดูแลถิงถิงเอง ว่าแต่ไปทำไมตอนนี้ ไม่ใช่หน้าหนาวเสียหน่อย”
“ ผมจะไปที่ตำหนักดอยตุงครับ พอดีเพื่อนที่นั่น ชวนไปครับ”
“ อืม ไปพักผ่อนบ้างก็ดี เธอเจอแต่เรื่องวุ่นวายมามากแล้ว”
ขจรตัดสินใจไม่เล่าเรื่อง นครร้อบบุปผา เอาไว้ค่อยกลับมาก่อน ค่อยเล่าให้ฟัง
“ ถิงถิง พ่อไปธุระสองสามวัน เสร็จแล้ว พ่อจะซื้อของเล่นมาฝากนะ”
“ พ่อไปเถอะค่ะ คุณปู่พาถิงถิงไปซื้อของเล่นมาเต็มห้องแล้ว ถิงถิงไม่อยากได้ของเล่นแล้วคาะ”
ขจรได้แต่ยิ้ม แล้วอุ้ม ถิงถิงมาห้อมแก้ม
“ ถิงถิง เป็นเด็กดีนะ อย่ากวนคุณปู่มากนัก รู้ไหม”
“ ค่ะ”
“ รบกวนอะไรกัน เธอนี่ ตอนนี้ฉันให้ช่างมาทำห้องให้ถิงถิง อยู่ใหม่ นอนในห้องกับเธอมันไม่เหมาะเท่าไร”
“ แล้วแต่ท่านชาย เลยครับ”
ขจรติดต่อกับ องค์หญิงอุษามณี ให้ไปเจอกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิเลย เพราะเขาจะเดินทางไปด้วยเครื่องบินส่วนตัว ของท่านชายภาสกร ไม่ต้องเสียเวลาจองเที่ยวบิน
ทั้งสามคนเดินทางมาถึงสนามบินเชียงราย แล้วก็มีรถตู้ของโรงแรมในเครือนาคบดินทร์มารอรับ เพื่อไปส่งที่บนดอยตุง
ทั้งสามคนมาถึงดอยตุง ขับขึ้นไปที่พระธาตุดอยตุง แล้วก็สั่งให้คนขับรถกลับไปได้ กลับเมื่อใด จะโทรไปบอก ทั้งสามคนเดินขึ้นไปที่ด้านหลังเขา ของพระธาตุมีต้นสนขนาดใหญ่ กว่าสิบคนโอบ ตั้งตระหง่าน เพียงต้นเดียว องค์หญิง นำมือไปสัมผัสกับต้นสนขนาดใหญ่ ต้นสนก็กลายเป็นม่านสีรุ่ง แล้วทั้งหมดก็เดินเข้าม่านสีรุ้งไป ทั้งสามคนเดินออกมาจากต้นสนยักษ์ ก็มาเห็นเมืองอีกเมืองที่มีผู้คนบางตา รอบๆ มีดอกไม้ ต้นไม้ปลูกกันทุกๆ บ้าน
ด้านหน้ามีเรือนไม้ ตกแต่งดูสวยงาม คล้ายกับเรือนไทยล้านนาโบราน
“ นี่คือตำหนักร้อยบุปผา ราชีนีสิรินทรา พระมารดาของเราเป็นประมุขของ เผ่าร้อยบุปผา เราจะพาคุณไปพบกับท่านก่อน”
ขจรเข้าไปในตำหนัก ก็พบกับราชินีสิรินทรา ที่ยังคงมีสิริโฉมงดงาม ใบหน้าคล้ายกับ องค์หญิงอุษามณียิ่งนัก ขจรมองทั้งสองคนแล้ว คล้ายคนรู้จักมาก่อน แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเคยรู้จักกันที่ไหน
“ เสด็จแม่”
“ ถวายบังคม องค์ราชินี”
ขจรก็ทำความเคารพตามไปด้วย
“ คนนี้น่ะหรือ บุปผาราชัน เป็นผู้เลือก อืม..ดูธรรมดาพลังฝีมือก็อ่อนด้อย เราเกรงว่า จะผ่านด่านเข้าไปในโลกเซียนลำบาก”
“ แต่กระหม่อมมั่นใจว่า เขาต้องผ่านไปได้แน่ กระหม่อมเชื่อว่า บุปผาราชันต้องเลือกคนไม่ผิดแน่” ราชครูนันทะ เอ่ยอย่างมั่นใจ
“ เอาล่ะ ในเมื่อท่านราชครูเชื่อมั่นตัวเขา เราก็ไม่ขัด พรุ่งนี้ ผู้กล้า อีก 10 คนจะได้เดินทางไปที่โลกเซียนพร้อมกันเลย”
ขจรไม่ได้ทันพูดอะไร ราชครูก็พาขจรมาพักที่ห้องพักรับรอง
“ รู้สึกว่าคุณยังสงสัยอะไรอยู่ใช่ไหม”
“ ผมอยากเห็น รอยรั่วของมิติที่ท่านราชครูบอกว่า มันกำลังจะทำให้มิติแห่งนี้หายไปครับ”
“ คนอื่นๆ ที่เป็นผู้กล้า ไม่เคยมีใครสนใจ ในเรื่องนี้เลยสักคน มีแต่คุณเพียงคนเดียว ถ้าเช่นนั้นผมจะพาคุณไปดูให้เห็นกับตา”
ทั้งสองคนเดินออกมาจาก ตำหนัก แล้วราชครูก็ พามาขึ้นเรือเหาะ แล้วบินไปบนท้องฟ้า ทันที
“ เรือเหาะนี่ มันใช้พลังงานอะไร ทำไมถึงได้บินได้อย่างนี้”
“ ที่มิติแห่งนี้ มีพวกนักเวทย์ พวกเขาได้สร้างเรือเหาะ โดยใช้เวทย์สลักลงบนตัวเรือ ทำให้มันเคลื่อนตัวไปได้ด้วย ทองคำ โดยวางเอาไว้ตรงแผ่นโลหะยันต์แผ่นนี้”
ขจรมองไปที่ทองคำก้อน ที่ค่อยๆ หดเล็กลงอย่างช้าๆ ซึมเข้าไปในแผ่นโลหะยันต์สีทอง
“ โอ้โห เช่นนี้ทองคำก็กลายเป็นพลังงานสิ้นเปลือง มันต้องมีวันหมดไปจากโลกของท่านน่ะซิ”
“ ฮ่า ฮ่า เปล่าเลย ที่นี่มีเหมืองทองคำ มากมาย พวกเรามีทองคำมากมาย ทีแรกผมเห็นคุณขอทองคำแค่ 2 ตัน พวกเราต่างดีใจกันยิ่งนัก กลัวว่า คุณจะขอให้องค์หญิงอภิเษกด้วยเสียอีก”
“ นี่ผมขอน้อยไปหรือครับ”
“ ช่างเถอะ ผู้กล้าอีกสิบคน ต่างต้องการอภิเษกกับ องค์หญิงทั้งนั้น มีคุณคนเดียว ที่ขอทองคำสองตัน” ราชครูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่ขจรยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี
ทั้งสองบินมาถึงจุดปลายทางของ มิติ แล้วก็เห็นรอยกลุ่มควันสีแดง กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ พอมันลอยผ่าน บริเวณนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้เห็นเลย แม้แต่เศษหิน ก็ไม่มี
“ นี่มันอะไรกัน มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือนี่”
“ หากพวกเรานิ่งเฉยไม่ทำอะไร มิติแห่งนี้คงต้องหายไปจากโลกนี้เป็นแน่แท้ พวกเราเคยใช้อาวุธวิเศษ หรือ ยอดฝีมือ ทุกคนล้วนไม่อาจป้องกันอะไรได้เลย คล้ายกับว่า รอยรั่วนี้ มันถูกสิ่งมีชีวิตกลืนกินซะอย่างนั้น”
“ มิตินครร้อยบุปผา แห่งนี้กำลังหมดอายุขัย มันถูกสร้างมาหลายพันปีแล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถึงเวลาก็ต้องดับสลายไป” หินเจ้าปัญญาเอ่ยกับ ขจร
“ พวกเขาคิดว่า ราชันเทพพฤกษาจะช่วยซ่อมแซมได้ไม่ใช่เหรอ”
“ ผู้ที่จะซ่อมแซมมิตินี้ได้ ต้องใช้พลังของหินมิติ ที่เป็นหนึ่งในหินศิลาทั้งห้า ของเจ้าแม่หนี่วาเท่านั้น”
“ หรือว่า ราชันเทพพฤกษา นั้นมีหินมิติครอบครอง”
“ ข้าไม่รู้ เอาไว้พบมัน ข้าถึงจะรู้ว่าใช่หรือไม่”
ท่านราชครูนันทะ เห็นขจรเงียบไป ก็เลยถามต่อว่า
“ พวกเราจะกลับกันเลยไหม”
“ อ้อ ครับ กลับกันเลยก็ได้”
พอกลับมถึงที่พักองค์หญิงอุษามณี มารอที่ห้องพัก แล้วมอบถุงมิติให้ขจร 1 ถุง
“ นี่คือทองคำ 1 ตัน เป็นค่ามัดจำ หากว่าสำเร็จ เราจะมอบทองคำให้อีก 1 ตันตามข้อตกลงของเรา”
ขจรมอบของในถุงเห็นทองคำแท่ง จำนวน 1 พันกิโลก็โยนเข้าไปเก็บไว้ในแผ่นหนังมิติทันที
“ พรุ่งนี้ 9 โมง พวกเราจะออกเดินทางไปที่โลกเซียน คืนนี้คุณควรจะพักผ่อนเอาแรงเอาไว้ พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน” ท่านราชครูกับองค์หญิงก็เดินจากไป แล้วขจรก็เริ่มนั่งทำสมาธิปรับปราณในร่างให้สมดุลกับ มิตินครร้อยบุปผา แล้วทำท่าฤาษีดัดตน ในท่านอน แล้วก็ค่อยๆ หลับไป แล้วเริ่มฝันอีกแล้ว
ในฝัน มีเด็กชาย สี่คนและเด็กหญิง 1 คน ทั้งหมด อยู่ในวัย ไม่เกิน 10 ขวบ กำลังคุกเข่า ต่อหน้านักพรตผูาถีผู้เคยเป็นอาจารย์ของ เทพวานรผู้ยิ่งใหญ่
“ศิษย์หลิงเทียน มาจากดินแดนไร้ที่สิ้นสุด”
“ศิษย์หยางเฟย มาจากดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์”
“ศิษย์ปิงลู่ฉาน มาจากดินแดนหิมะ”
“ศิษย์ซูหยิ่น มาจากป่าบรรพกาล”
“ศิษย์มินมิน มาจากดินแดนน่านเจ้า”
นักพรตผู่ถี ถือแส้ปัด บอกให้ทั้งห้าคนลุกขึ้นได้
“ พวกเจ้ามาจากสถานที่แตกต่าง แต่ต่อไปนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าต้องเป็นพี่น้องกัน ห้ามทะเลาะกัน ต้องรู้จักสามัคคีกัน เข้าใจไหม”
เด็กทั้งห้าคน พยักหน้าเข้าใจ เด็กทั้งห้าคนเรียกหลิงเทียนเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ใช่เขาอายุมากกว่า แต่เพราะเขาเอาชนะทุกคนได้ ในการต่อสู้ ศิษย์พี่รอง คือ หยางเฟยที่มีฝีมือเป็นรอง แค่หลิงเทียน ปิงลู่ฉานเป็นศิษย์พี่สาม มีพลังวิเศษติดตัวมา คือมีพลังน้ำแข็ง ส่วน ซูหยิ่นเป็นศิษย์พี่สี่ ร่างของเขาเป็นสีเขียวไปทั้งตัว เพราะเขาเป็นคนเผ่าเผ่าพฤกษา ส่วนศิษย์น้องเล็กคือ มินมิน มาจากดินแดนน่านเจ้า เป็นเผ่าจอมเวทย์ เป็นที่รักของทุกๆ คน
ทั้งห้าคนได้ศึกษากับอาจารย์ผูถี จนเติบใหญ่เป็นหนุ่มสาว แต่ละคนก็ถึงเวลาที่ต้องจากกันกลับดินแดนของตน ทั้งห้ามายืนอยู่ริมแม่น้ำเทพนิรันดร์
“ ข้าจะกลับดินแดนไร้ที่สิ้นสุด รวบรวมชนเผ่าทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว นี่คือความฝันของข้า” ศิษย์พี่ใหญ่หลิงเทียนเอ่ย
“ ข้าเป็นรัชทายาทของดินแดนศักดิสิทธิ์ คงต้องกลับไปสืบทอดตำแหน่ง ปกป้องเสด็จแม่ของข้า”ศิษย์พี่รองหยางเฟยเอ่ยออกมา แล้วขว้างหินแบน ออกไปบนผืนน้ำ
“ ข้าก็ต้องกลับแดนหิมะ ปกป้องคนของข้าให้รอดพ้นจากพวกภูตหิมะ” ศิษย์พี่สามปิงลู่ฉานเอ่ย
“ ข้าคงกลับไปป่าบรรพกาลเช่นกัน ไม่รู้ป่านนี้เผ่าพฤกษาของข้า จะเป็นอย่างไรบ้าง มีพวกนักล่า ชอบมาจับเผ่าของข้าไปกินอยู่เรื่อยๆ” ศิษย์พี่สี่ซูหยิ่นก็คิดกลับป่าบรรพกาล
“ ข้าคงจะกลับดินแดนน่านเจ้า ป่านนี้เสด็จพ่อ กับ เสด็จแม่คงคิดถึงข้าแย่แล้ว แต่พี่ใหญ่รับปากข้านะ ว่าต้องไปเยี่ยมข้าที่ดินแดนน่านเจ้า”
“ เอ๋ เจ้ามีศิษย์พี่ตั้งสี่คน ไฉนชวนศิษย์พี่ใหญ่คนเดียว” ศิษย์พี่สี่แกล้งแซว ศิษย์น้องเล็กมินมิน
“ ข้าก็ชวนทุกคนนั่นแหละ” มินมินเอ่ยออกมาอย่างเอียงอาย
“ เอาไว้ข้าจัดการเรื่องราวที่ดินแดนไร้ที่สิ้นสุดเรียบร้อย ข้ารับปาก ว่าจะไปหาเจ้า”
ศิษย์พี่ใหญ่หลิงเทียนเอ่ยรับปาก ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
ขจรตื่นขึ้นมาในยามเช้า เพราะมีคนรับใช้มาเรียกรวมพล เพราะตอนนี้ทุกคนมารายงานตัวกับครบแล้ว
“ นี่ข้าฝันเรื่องอะไรเนี่ย ท่านหินเจ้าปัญญา ข้าฝันถึง ชายชื่อหลิงเทียนกับศิษย์น้องทั้งสี่เมื่อคืน”
“ นี่เจ้าจำอดีตได้แล้วใช่ไหม”
“ เปล่า รู้แค่ว่า เขามีเป็นศิษย์อาจารย์ผู่ถี มีศิษย์น้อง 4 คนเท่านั้น แต่ว่า 1 ในนั้นคล้ายๆ จะมีคนที่เป็นคนเผ่าพฤกษาด้วย ไม่รู้ว่า เกี่ยวข้องกับ ราชันเทพพฤกษาหรือเปล่า”
“ เกี่ยวซิ เขาผู้นั้นคือ ราชันเทพพฤกษาอย่างไงล่ะ”
“ เหรอ อย่างนี้ในอดีตชาติพวกเราก็เป็นศิษย์พี่น้องกัน ข้าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีขอให้เขามาช่วย คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
“ เอ่อ เรื่องนี้คงยาก หากเขารู้ว่า เจ้ามากำเนิดใหม่ คงฆ่าเจ้าตายทันทีแน่ๆ”
“ หา ทำไมล่ะ”
“ เรื่องนี้เป็นความแค้นของพวกเจ้า ข้าก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดนัก เอาไว้เจ้าฟื้นความจำได้ก็จะเข้าใจเอง หากเข้าไปในป่าบรรพกาล ก็อย่าไปบอกกับใครว่าอดีตชาติเป็นราชันหลิงเทียนจะเป็นการดีที่สุด”
ขจรเลยไม่รู้รายละเอียด จึงออกจากห้องไป พบที่ห้องโถงใหญ่ของตำหนักร้อยบุปผา มีผู้กล้าจำนวน 10 คนยืนรออยู่แล้ว
“ ก่อนที่ท่านผู้กล้าจะเข้าไป ในป่าบรรพกาล องค์ราชีนีได้อนุญาตให้ทุกท่านเข้าไปเลือกอาวุธประจำกายได้คนละ 1 ชิ้นใน หอศาสตราวุธ เชิญตามข้ามาทางนี้”
องครักษ์เดินนำหน้า แล้วพาทุกคนเข้าไป หอศาสตรวุธ ที่เป็นเหมือนโกดัง ขนาดใหญ่ มีอาวุธโบราณอายุหลายร้อยปีแทบทั้งนั้น หาได้มีอาวุธปืนสมัยใหม่ไม่
เหล่าผู้กล้าที่เห็นอาวุธ ข้างในแล้ว บางคนถึงกับ ทิ้งอาวุธประจำกาย แล้ว เอาอาวุธชิ้นใหม่ทันที
“ กระบี่เหล็กไหล อ้า ข้าขอเล่มนี้แหละ” ผู้กล้าที่ใช้กระบี่ผู้หนึ่ง โยนกระบี่สีขาวของตนทิ้งไป
ผู้กล้าหลายคน เห็นธนูวางเรียงรายกัน เต็มไปหมด ก็รีบไปยื้อแย่ง กัน แต่ว่า ถูกองครักษ์ให้จับสลากกันใครก่อนหลัง ไม่อย่างนั้น คงมีปะทะกันแน่
แต่ละคนต่างก็เปลี่ยนอาวุธกัน แทบทุกคน แต่มีสี่คนยืนเฉยไม่สนใจ อาวุธเหล่านี้
คือ ชายผู้ถือพัด ชายผู้ถือทวน และ สตรีแต่งกายด้วยชุดหนังสีแดง ทั้งสามดูเหมือนว่าเป็นพี่น้องกัน รวมทั้งขจรด้วย
“ ท่านทั้งสี่ ไม่สนใจหยิบอาวุธเหล่านี้ไปใช้เลยหรือ?”
“ อาวุธของเราทั้งสามคน ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีอาวุธใดๆ มาเทียบได้”
ชายผู้ถือทวน เอ่ยอย่างไม่ไยดี
ส่วนขจรนั้น กลับมายืนมอง ขลุ่ยมรกตสีเขียว ที่วางเอาไว้ฝุ่นจับเขรอะ คล้ายกับว่ามันคุ้นเคยกับเขามาก
“ นี่คือขลุ่ยพันชั่ง ทำจากมรกตสีเขียว มันถูกวางเอาไว้แบบนี้ ตั้งแต่โบราณ ท่านบรรพบุรุษนำมาตั้งเอาไว้ แต่หามีใครสามารถยกมันขึ้นมาจากแท่นได้ จึงถูกวางอยู่ลักษณะนี้”
ผู้กล้าคนหนึ่งเป็นจอมพลัง พอรู้ว่ามีคนยกไม่ขึ้น ก็เลยขอลองยกขลุ่ยพันชั่งดู
แต่ว่าพยายามยกเท่าไร กลับยกไม่ขึ้น แม้นใช้สองมือก็ตาม สร้างความมึนงงให้กับ ผู้กล้าคนอื่นๆ ยิ่งนัก
แม้กระทั้ง สามพี่น้อง เองก็มาลองยก ขลุ่ยมรกตพันชั่งก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ ผมสนใจ ขลุ่ยพันชั่งนี้ หากว่าผมยกได้ ขลุ่ยพันชั่งจะเป็นของผมเลยไหม”
“ แน่นอน ราชินีสั่งเอาไว้แล้ว”
ขจรเดินเข้าไปด้านหน้า ขลุ่ยพันชั่ง แล้วลูบไล้เบาๆ ตัวขลุ่ยพันชั่ง ถึงกับสั่นสะท้าน หอศาสตรวุธ พลอยสั่นสะเทือนตามไปด้วย
“ เพื่อนยาก เราได้เจอกันอีกแล้ว” ขจรรู้ด้วยสัญชาตญาณ ว่า เขาเป็นเจ้าของขลุ่ยพันชั่งนี้มาก่อน จึงจับขลุ่ยแล้วยกขึ้นมา ทันใดนั้นเอง ก็มีแสงส่องออกมาจากขลุ่ยพันชั่ง สองแสงวิบวับ อยู่พักหนึ่ง ก็หายไป เหมือนกับว่า มันได้ตื่นจากการหลับไหลมานานแสนนาน
ผู้กล้า และ องครักษ์ ได้แต่อ้าปากค้าง ไม่คิดว่า ขลุ่ยพันชั่งที่วางอยู่ตรงนี้มีหลายร้อยปี กลับถูกชายที่มาจากโลกมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว ยกขึ้นอย่างง่ายดาย
จึงรีบไปกราบทูล ราชินีให้ทรงทราบทันที
“ อะไรนะ เจ้าเด็กที่มาจากโลกมนุษย์นั่น ยกขลุ่ยพันชั่งได้ด้วยหรือนี่”
“ เป็นความจริงพะยะค่ะ”
“ กระหม่อมกราบทูลให้ พระองค์ทรงทราบแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ธรรมดาไม่เช่นนั้น บุปผาราชัน คงไม่เลือกเขา” ราชครูนันทะเอ่ยขึ้นทันที
“ อืม ผู้กล้าคนอื่น มีพลังยุทธ์ขั้นราชัน หรือ ขั้นจักรพรรดิเทพยุทธ์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาพลังอ่อนด้อยที่สุด เรากลัวว่า เขาจะได้รับอันตรายมากกว่าใคร”
“ เสด็จแม่ไม่ต้องห่วงเขา คนผู้นี้แม้มีพลังต่ำต้อย แต่ก็สามารถเอาชนะลูกได้ แม้จะใช้วิธีเอาเปรียบกันบ้างก็ตาม”
“ ครั้งนี้ เราต้องเชิญ ราชันเทพพฤกษาให้มาช่วยซ่อมมิติของเราให้ได้ มิเช่นนั้น พวกเราคงต้องย้ายถิ่นฐานออกจากที่นี่กันหมด”
“ เสด็จแม่วางใจ ครั้งนี้ลูกกับ ท่านราชครูจะไปด้วยตนเอง จะไม่ทำให้เสด็จแม่ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
“ ยังไงก็ต้องระวังตัวกันด้วย ลูกเป็นความหวังของเผ่าเรา ถ้ามีอันตรายก็รีบถอยกลับมา อย่าไปฝืน ตอนนี้ แม่ให้ทหารออกไปสำรวจที่ดินบนโลกมนุษย์ กับ โลกเซียนแล้ว อย่างน้อยต้องเตรียมพื้นที่สำรองเอาไว้ก่อนนครร้อยบุปผาจะสูญสลายไปจนหมด”
แล้วทั้งหมดก็มายืนอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง
“ นี่คือถ้ำสวรรค์ เป็นประตูที่จะพาพวกเราไปโลกเซียน ทุกคนถือเหรียญบุปผานี้เอ้าไว้ มันจะเป็นกุญแจพาท่านไป และ กลับมาที่เดิม”
ขจรมองเหรียญตราสีเงินที่มีรูปดอกบัว แล้วเดินตามพวกเขาไป พอไปถึงด้านในถ้ำก็มีม่านสีรุ้ง ทั้งหมดเดินฝ่าเข้าไปทันที.......