วันต่อมา ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งอยู่ที่ศาลา อู๋จวินหยางก็เข้ามาบอกว่ารถม้าของไป๋เหรินซีได้ออกจากเมืองหลวงกุ่นแล้ว
“ หวังว่าเม็ดยาเ่าั้จะช่วยให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นนะ ” หยวนิเย่พึมพำออกมา
สำหรับไป๋เหรินซี นางนับว่าเป็สหายคนหนึ่งของเขาหยวนิเย่ แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งพบกันไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยก็ตาม แต่สำหรับนิสัยใจคอของนางนับว่าผ่าน
“ ลุงจวินหยาง เดี๋ยวช่วยข้าหาซื้อจวนที่อยู่นอกเมืองหลวงกุ่นด้วย ข้าจะสร้างที่นั้นเป็สถานที่ฝึกฝนของกองกำลังของข้าในอนาคต ” หยวนิเย่กล่าว
“ บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ ” อู๋จวินหยางโค้งคำนับ นอกจากนี้เขาก็ยังทราบถึงเื่ที่นายน้อย้าสร้างกองกำลังลับที่มีไว้สำหรับสืบข่าวทั่วทั้งอาณาจักรแสงจันทร์หรือแม้กระทั้งทั่วทั้งทวีปหมอก์ และนี้ก็คือขั้นแรกสำหรับการสร้างกองกำลังเ่าั้
ที่หยวนิเย่้าสร้างกองกำลังของตัวเองแบบนี้ก็เพราะในอนาคตทั่วทั้งทวีปหมอก์จะต้องวุ่นวาย เกิดาทุกพื้นที่นั่นเอง
เมื่อได้รับคำสั่งแล้วอู๋จวินหยางก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามเดือน
หยวนเฉิงและอู๋จวินหยางที่ติดอยู่ในคอขวดก็ทะลวงได้สำเร็จ ตอนนี้หยวนเฉิงมีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ ส่วนอู๋จวินหยางได้กลายเป็ตัวตนระดับอาณาจักร์แล้วแม้ว่าจะอยู่ในขั้นต้นก็ตาม
ด้วยความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักร์ของอู๋จวินหยาง ทำให้หยวนิเย่สั่งให้อู๋จวินหยางไปที่เมืองทะเลสาบและตรวจสอบข้อมูลของตระกูลเสวียนให้เขา นอกจากนี้ระหว่างทางเขายังให้อู๋จวินหยางไปจัดการตระกูลต้วนที่เมืองเมฆเพลิงด้วย เพื่อที่จะทำให้มารในใจของอู๋จวินหยางหายไป
เนื่องจากอู๋จวินหยางมีความแค้นกับตระกูลต้วนทำให้เขาเกือบตาย เพราะฉะนั้นอู๋จวินหยางจะต้องไปจัดการกับความแค้นครั้งนี้ให้สำเร็จด้วยตัวเอง เพื่อที่ว่าในอนาคตจะได้ทะลวงสู่ขอบเขต์ได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกมารในใจกัดกินจนไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขต์ได้
การเดินทางของอู๋จวินหยางใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นก่อนที่จะกลับมา และการจัดการกับตระกูลต้วนก็ทำให้อู๋จวินหยางทะลวงเข้าสู่ระดับอาณาจักร์ได้สำเร็จ
“ รายงานนายน้อย ที่เมืองทะเลสาบมีตระกูลเสวียนจริงและเสวียนปิงหยุนก็มีตัวตนจริงๆขอรับ นอกจากนี้นางยังอายุเพียงแค่สี่ขวบเศษเท่านั้นขอรับ ” อู๋จวินหยางรายงาน
“ แล้วตระกูลต้วนนั่นล่ะเป็อย่างไรบ้าง? ” หยวนิเย่ถาม
“ ไม่มีปัญหาแล้วขอรับนายน้อย เป็เพราะบ่าวได้จัดการกับตระกูลต้วนได้สำเร็จ หลังจากนั้นข้าก็ทำลายมารในใจได้ทำให้บ่าวสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับอาณาจักร์ได้สำเร็จแล้วและรับทัณฑ์์หกเส้น และบ่าวก็ทำมันได้สำเร็จ ตอนนี้บ่าวได้เข้าสู่ระดับอาณาจักร์แล้ว ” อู่จวินหยางตอบด้วยรอยยิ้ม
“ เช่นนั้นก็ต้องยินดีกับลุงจวินหยางแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ บ่าวขอขอบคุณนายน้อยที่ช่วยเหลือบ่าว ” อู๋จวินหยางกล่าวอย่างจริงจัง
“ แล้วตอนนี้ที่หมู่บ้านผิงอันเป็อย่างไรบ้าง? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไรขอรับ เหล่าเด็กๆก็ฝึกฝนกันอย่างเต็มที่เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นขอรับ อีกอย่างมีนายท่านคอยสั่งสอนก็ทำให้พวกเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาสามเดือนเด็กเ่าั้ได้เข้าสู่ระดับยอดยุทธ์หมดแล้วขอรับ ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความเคารพ
เด็กกำพร้าที่อู๋จวินหยางพาตัวมามีทั้งหมดแปดสิบคน ซึ่งพวกเขาอายุราวๆห้าถึงสิบปีทั้งนั้น นี้เป็เพียงแค่เด็กกำพร้ากลุ่มแรกเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีกลุ่มที่สองกลุ่มที่สามตามมา
“ อย่างนั้นก็ค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อยๆไม่ต้องเร่งรีบ อีกอย่างพวกเขาก็มีเวลาอีกหลายปีถึงจะเริ่มแทรกซึ่มไปยังกองกำลังต่างๆได้ ” หยวนิเย่กล่าว
“ เข้าใจแล้วขอรับนายน้อย เช่นนั้นบ่าวจะกลับไปยังหมู่บ้านผิงอันเพื่อที่จะฝึกฝนเด็กเ่าั้ต่อขอรับ ” อู๋จวินหยางตอบรับ
“ ไปเถิดแล้วก็ดูแลท่านปู่ด้วยล่ะ ” หยวนิเย่กล่าว
“ ขอรับนายน้อย ” อู๋จวินหยางโค้งคำนับและหายไปทันที
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ จู่ๆสาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าหวาดกลัวพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ นายน้อยที่ด้านหน้ามีคนของวิหารเฟิงเทียน นามว่าลิ่วเปียว้าพบนายน้อยเ้าคะ ”
“ ลิ่วเปียว? ” หยวนิเย่พึมพำก่อนที่จะจำได้ว่าลิ่วเปียวคือผู้าุโของวิหารเฟิงเทียนที่เคยเจอกันระหว่างทางที่เดินทางมายังเมืองหลวงกุ่นหลายเดือนก่อน
“ เชิญท่านลิ่วเข้ามา ” หยวนิเย่กล่าว
“ เ้าคะ ” สาวใช้โค้งคำนับและเดินไปยังที่ทางเข้าจวนทันที
ไม่นานลิ่วเปียวก็เข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ ท่านลิ่วเชิญนั่งก่อน ” หยวนิเย่ลุกขึ้นพร้อมกับผายมือให้ลิ่วเปียวนั่งที่เก้าอี้ด้วยรอยยิ้ม
“ ขอบคุณมากหลานิเย่ ” ลิ่วเปียวยิ้มและผายมือให้กับหยวนิเย่เช่นกัน
“ หลานิเย่แล้วตอนนี้สหายหยวนไม่อยู่หรือ? ” ลิ่วเปียวถามขึ้นพร้อมกับมองดูรอบๆ
“ ท่านปู่ไปทำธุระด้านนอกคาดว่าคงจะอีกสักพักกว่าจะกลับมาที่จวน ท่านลิ่วมีเื่ที่จะคุยกับท่านปู่งั้นหรือ? ” หยวนิเย่ถาม
“ เปล่าๆ พอดีข้าเพิ่งจะออกมาจากวิหารเฟิงเทียนจึงอยากคิดที่จะเชิญสหายหยวนไปหอดาราฟ้าเพื่อพูดคุยกันเฉยๆ ” ลิ่วเปียวส่ายหน้า
“ เช่นนั้นท่านลิ่วคงต้องผิดหวังแล้ว ” หยวนิเย่เองก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ จริงสิข้าได้ยินมาว่าหลานิเย่ยังไม่เข้าร่วมกองกำลังไหนหรือว่าเ้าคิดที่จะเข้าร่วมกับตำหนักหมื่นวิถี? ” ลิ่วเปียวถามขึ้น
“ ข้าไม่้าที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังไหนทั้งนั้นแหละ ข้าไม่ชอบวิถีชีวิตที่วุ่นวาย ข้าชอบอยู่อย่างสงบ บ้างก็อ่านตำรา บ้างก็ดื่มชา บ้างก็นอนดูดวงดารายามค่ำคืน เป็ชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือ?” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลิ่วเปียวก็พยักหน้ารับ เขาเองก็คิดว่าชีวิตที่เป็แบบนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากนี้เขาเองก็ััได้ว่าสหายหยวนเป็อย่างนั้นจริงๆ
“ เช่นนั้นข้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน ” ลิ่วเปียวยืนขึ้น
“ ขอให้ท่านลิ่วเดินทางปลอดภัย ” หยวนิเย่กล่าว
หลังจากที่ลิ่วเปียวกลับไปแล้ว หยวนิเย่ก็มองดูท้องฟ้าสีคราม ฝูงวิหคบินเป็กลุ่มช่างสวยงาม สายลมอ่อนๆก็ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความร่มเย็น
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองปี
ณ จวนแห่งหนึ่งภายในหมู่บ้านผิงอัน
ภายในห้องหนึ่ง
หยวนิเย่กำลังนั่งมองดูท้องฟ้าสีคราม ด้านหลังของเขามีสาวใช้สองคนยืนอยู่
สาวใช้สองคนนี้มีใบหน้างดงามและรูปร่างอรชร ทั้งสองมีอายุสิบห้าปีด้วยกัน หนึ่งสวมชุดสีฟ้าอีกหนึ่งสวมชุดสีชมพู นอกจากนี้ออร่าของทั้งสองก็ยังอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์
ไม่นานอู๋จวินหยางก็เดินเข้ามาในห้อง
เมื่อสาวใช้เห็นอู๋จวินหยาง ทั้งสองก็ย่อตัวทำความเคารพทันที
“ นายน้อยถึงเวลาแล้วขอรับ ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มและลุกขึ้นยืน
ที่ประตูทางออกจวนมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่
กลุ่มคนเ่าั้มีทั้งหยวนเฉิงและตัวตนระดับเทพยุทธ์ยืนอยู่และที่สำคัญมีตัวตนระดับอาณาจักร์ขั้นต้นอีกสี่คนอยู่ในนั้น
คนเหล่านี้ได้เข้าร่วมกับกองกำลังที่หยวนิเย่สร้าง พวกเขาคือผู้ฝึกยุทธ์พเนจร ที่เพิ่งจะเข้ามาใน่สองปีมานี้ ด้วยตัวตนที่แข็งแกร่งก่อนหน้าแล้วยิ่งได้รับเคล็ดวิชาบ่มเพาะและค่ายกลกลั่น์ทำให้พวกเขาพัฒนาความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วทำให้มาถึงจุดนี้ได้ภายในสองปี
เมื่อคนเ่าั้เห็นหยวนิเย่ พวกเขาก็รีบทำความเคารพทันที
“ ท่านปู่ข้าคงต้องรบกวนท่านแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ เข้าใจแล้วเดี๋ยวข้าจัดการเอง ” หยวนเฉิงยิ้ม เวลานี้เขาไม่ใช่หมอจากหมู่บ้านธรรมดาๆอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขามีทั้งอำนาจและบารมีแม้กระทั้งผู้นำกองกำลังชั้นยอดก็ยังมีอำนาจบารมีไม่เท่ากับหยวนเฉิงเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญในสองปีมานี้เขายังฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้เขากลายเป็ถึงตัวตนระดับอาณาจักร์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
“ งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับเดินนำหน้าทุกๆคน
เมื่อพวกเขาออกมาด้านนอกจวนแล้ว พวกเขาก็พบกับกลุ่มคนในชุดสีดำสามพันคนยืนอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างก็มีอายุั้แ่ห้าขวบยันสิบแปดปียืนอยู่ พวกเขาเหล่านี้คือเด็กกำพร้าที่ถูกอู๋จวินหยางรับมาฝึกฝนที่นี้
พวกเขาฝึกฝนอยู่ที่นี้สองปี ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขามากสุดก็อยู่ในระดับเหนือยุทธ์ น้อยสุดก็ระดับปรมาจารย์ยุทธ์
สำหรับเหล่าเด็กกำพร้าชุดแรกที่เข้ามาก่อน พวกเขามีเวลาฝึกฝนมากกว่าคนอื่นทำให้พวกเขามีความแข็งแกร่งที่มากกว่าคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับเหนือยุทธ์
เมื่อหยวนเฉิงและคนอื่นๆเดินออกมา พวกเขาก็รีบทำความเคารพ
หยวนิเย่มองดูกลุ่มคนที่มากกว่าสามพันคนที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหน้าด้วยแววตาเปร่งประกาย
“ ข้าหยวนเฉิง ผู้นำของพวกเ้า ข้า้าที่จะนำพาพวกเราไปยังจุดสูงสุดของทวีปหมอก์ไม่สิทั่วโลกเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้ความแข็งแกร่งของพวกเราจะยังไปไม่ถึงไหน แต่ข้าเชื่อว่าอีกหลายปีต่อจากนี้ชื่อเสียงของพวกเราจะต้องกึกก้องไปทั่วทวีปหมอก์อย่างแน่นอน นอกจากนี้ข้าจะจัดตั้งหอเฟิงเซียงขึ้นมาเพื่อทำการรวบรวมข้อมูลทุกๆอย่างภายในอาณาจักรแสงจันทร์รวมไปถึงอาณาจักรรอบๆก่อน เมื่อความแข็งแกร่งของพวกเราพัฒนาขึ้น ข้าเชื่อมั่นว่าหอเฟิงเซียงของพวกเราจะกระจายอยู่ทั่งทวีปหมอก์และทั่วโลก ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ นอกจากนี้มันยังแฝงไปด้วยคลื่นพลังของระดับอาณาจักร์
“ น้อมรับบัญชาท่านผู้นำ ”
ทุกๆคนพากันคุกเข่าพร้อมกับพร้อมใจกันกล่าวขึ้นมา แม้กระทั้งตัวตนระดับอาณาจักร์สี่คนก็ยังคุกเข่าด้วยเหมือนกัน หยวนิเย่เองก็ทำด้วยเช่นกัน
“ เช่นนั้นก็ดี ” หยวนเฉิงยิ้มและหมุนตัวกลับเข้าจวนไป คนอื่นๆก็กลับเข้าจวนด้วยเหมือนกัน
มีเพียงอู๋จวินหยางที่ยืนอยู่แล้วก็กล่าวขึ้นว่า “ หลังจากนี้ไปพวกเ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝน รอจนกว่าจะเป็ตัวตนระดับเหนือยุทธ์ถึงจะมีสิทธิ์ในการออกไปทำหน้าที่ของหอเฟิงเซียง ”
“ น้อมรับคำสั่งท่านผู้าุโใหญ่ ”
“ ดี ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้มและเดินเข้าไปด้านใน
อู๋จวินหยางรับตำแหน่งผู้าุโใหญ่แห่งหอเฟิงเซียง ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับอาณาจักร์ขั้นสูง เนื่องจากทักษะบ่มเพาะของอู๋จวินหยางนั้นระดับต่ำกว่าของหยวนเฉิง ในตอนแรกความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขาอาจจะพอๆกันแต่เมื่อมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ความเร็วในการบ่มเพาะก็จะยิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับหอเฟิงเซียง พวกเขามีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลทั่วทั้งอาณาจักร พวกเขาจะแฝงตัวไปตามที่ต่างๆ นอกจากนี้ทุกๆเมืองก็จะต้องมีสาขาของหอเฟิงเซียงซ่อนตัวอยู่
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องเป็ตัวตนระดับเหนือยุทธ์จึงจะมีสิทธิ์ในการออกไปแฝงตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆก็เพราะเพื่อความปลอดภัยของคนของหอเฟิงเซียงเอง ถ้าหากพวกเขาอ่อนแอ พวกเขาก็อาจจะถูกสังหารได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือต้องแข็งแกร่งในระดับเหนือยุทธ์เท่านั้นจึงจะออกไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจ
เื่นี้คนของหอเฟิงเซียงเองก็รู้ดี เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะตอบแทนหอเฟิงเซียงที่เลี้ยงดูพวกเขามาั้แ่ไม่มีอะไร
ภายในห้องโถง
หยวนิเย่กำลังพูดคุยอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง นางอายุสามสิบแปดปี แต่ถึงอย่างนั้นรูปลักษณ์ของนางก็เหมือนกับหญิงสาวอายุยี่สิบปลายๆคนหนึ่ง นางมีนามว่า ชิงอี้
หนึ่งปีก่อนนางเป็ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรระดับราชันยุทธ์ที่ถูกคนของตระกูลใหญ่แห่งเมืองเจียงหนานไล่ล่า ในจังหวะที่นางกำลังจะตาย นางก็ถูกอู๋จวินหยางช่วยเหลือ และนางก็ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับหอเฟิงเซียง
เวลานี้นางคือหนึ่งในตัวตนระดับเซียนยุทธ์ของหอเฟิงเซียง
“ นายน้อย้าให้ข้าทำอะไรหรือ? ” ชิงอี้นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของหยวนิเย่
ทุกๆคนในหอเฟิงเซียงต่างรู้ดีว่าผู้ที่ทรงพลังที่สุดในหอเฟิงเซียงไม่ใช่ท่านประมุขหยวนเฉิงหรือผู้าุโใหญ่อู๋จวินหยาง แต่เป็ชายหนุ่มคนนี้ หยวนิเย่